ธรรมดาสรรพสัตว์ที่มีชีวิต คือมีทั้งรูปกายและจิตใจ ย่อมจะมีกิเลสประจำขันธสันดานอยู่ชนิดหนึ่ง เรียกกันว่าอัสมิมานะ คือการถือตัวถือตน ยึดมั่นในตนเองว่ามีความสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่ได้พบความอ่อนน้อมถ่อมตน อันเป็นธรรมชาติตรงกันข้าม ย่อมเกิดความรู้สึกพึงพอใจ เพราะเป็นเสมือนการยอมรับในความสำคัญของตน ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงในหมู่มนุษย์ แม้ในหมู่สัตว์เดรัจฉาน ตัวใดที่แสดงการอ่อนน้อมเกรงกลัวต่อตัวอื่น ยังไม่ใคร่ถูกรังแก ถ้าต่างตัวต่างรู้สึก “ใหญ่” ไม่มีใครยอมใคร บางทีต้องต่อสู้กันจนกระทั่งตาย

สำหรับคนนั้น ความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ที่เมื่อผู้ใดบำเพ็ญให้เกิดขึ้นในตนแล้ว มักจะได้รับประโยชน์ในปัจจุบันทันตาเห็น จะได้รับความเอ็นดู ได้รับไมตรีจิตเป็นสิ่งตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นอปจายนะที่แท้จริง หรือเป็นอปจายนะที่เจือด้วยมารยาสาไถย

อปจายนะแท้ เป็นการกระทำโดยบริสุทธิ์ใจ มิได้หวังลาภ ยศ สักการะ สิ่งตอบแทนอันใด เช่นเมื่อเราได้พบกับ บิดา มารดา ญาติผู้ใหญ่ ภิกษุ-สามเณร ครูอาจารย์ เรายกมือทำความเคารพ กราบไหว้ คลานไปหา เข้าไปต้อนรับ ทำอาการช่วยเหลือ ช่วยถือสิ่งของ ฯลฯ ดังนี้เป็นอปจายนะแท้ส่วนที่ต้องเคารพอ่อนน้อม เพราะเกรงกลัวในอำนาจ หวังประจบประแจงเพื่อให้ได้ลาภ ยศ สักการะ หรืออื่นๆ เป็นอปจายนะที่เจือด้วยมายาสาไถยอย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นอปจายนะที่ไม่แท้ ชีวิตในสังคมของคนในโลก ก็ยังมีความจำเป็นต้องปฏิบัติต่อกัน เพื่อความเป็นอยู่ร่วมกันโดยผาสุก เพียงแต่มิได้ถือเป็นบุญกุศลอันใด

อปจายนะมี ๒ อย่างคือ
สามัญญอปจายนะ และวิเสสอปจายนะสามัญญอปจายนะ เป็นการแสดงความเคารพนบนอบ อ่อนน้อมต่อผู้ที่สมควรเคารพ เช่นเป็นญาติผู้ใหญ่ เป็นผู้มีคุณ เช่นบิดา-มารดา ปู่-ย่า ตา-ยาย ครู-อาจารย์ เป็นการแสดงความเคารพนอบนบ อ่อนน้อมในพระรัตนตรัย ด้วยการระลึกนึกถึงพระคุณต่างๆ มีอรหัง เป็นต้น ประกอบด้วยอำนาจของมหากุศลจิต พร้อมด้วยศรัทธา ปัญญา