พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่นางจิญจมาณวิกากล่าวตู่เราด้วยเรื่องไม่จริง แม้ในกาลก่อน ก็เคยกล่าวตู่แล้วเหมือนกัน

พันธนโมกขชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๑๐. พันธนโมกขชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๑๒๐)

ว่าด้วยการหลุดพ้นจากเครื่องจองจำ

             (ปุโรหิตโพธิสัตว์กราบทูลพระราชาว่า)

             [๑๒๐] สถานที่ที่คนพาลเอ่ยปากขึ้น คนที่ไม่ควรถูกจองจำก็ถูกจองจำ สถานที่ที่นักปราชญ์เอ่ยปากขึ้น แม้คนที่ถูกจองจำก็รอดพ้น

พันธนโมกขชาดกที่ ๑๐ จบ

หังสิวรรคที่ ๑๒ จบ

----------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

พันธนโมกขชาดก

ว่าด้วย การหลุดพ้นจากเครื่องผูกมัด

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภนางจิญจมาณวิกา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               เรื่องของนางจักแจ่มแจ้งใน มหาปทุมชาดก ทวาทสนิบาต.
               ก็ในครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่นางจิญจมาณวิกากล่าวตู่เราด้วยเรื่องไม่จริง แม้ในกาลก่อน ก็เคยกล่าวตู่แล้วเหมือนกัน ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในเรือนของท่านปุโรหิต เจริญวัยแล้วได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัต สืบแทนบิดาผู้ล่วงลับ พระเจ้าพรหมทัตได้พระราชทานพรแก่พระอัครมเหสีไว้ว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เธอต้องการสิ่งใด พึงบอกสิ่งนั้น. พระนางกราบทูลว่า ขึ้นชื่อว่า พระพรอื่นมิได้เป็นสิ่งที่เกล้ากระหม่อมฉันได้ด้วยยากเลย ขอพระราชทานแต่ว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทูลกระหม่อมไม่พึงทอดพระเนตรหญิงอื่น ด้วยอำนาจกิเลส. แม้ท้าวเธอจะทรงห้ามไว้ ก็ถูกพระนางเซ้าซี้บ่อยๆ จึงไม่อาจปฏิเสธคำของพระนางได้ ก็ทรงรับตั้งแต่บัดนั้น ก็มิได้ทรงเหลียวแลบรรดานางระบำหมื่นหกพันนาง แม้แต่นางเดียวด้วยอำนาจกิเลส.
               อยู่มาปัจจันตชนบทของท้าวเธอเกิดกบฎขึ้น พวกโยธาที่ตั้งกองอยู่ในปัจจันตชนบท ทำสงครามกับพวกโจร ๒-๓ ครั้ง ก็ส่งใบบอกกราบทูลพระราชาว่า ถ้าศึกหนักยิ่งกว่านี้ พวกข้าพระองค์ไม่อาจฉลองพระเดชพระคุณได้ พระราชามีพระประสงค์จะเสด็จไปในที่นั้น ทรงระดมพลนิกายแล้วรับสั่งหาพระนางมา ตรัสว่า นางผู้เจริญ ฉันต้องไปสู่ปัจจันตชนบท ที่นั้นการยุทธมีมากมายหลายแบบ จะชนะหรือแพ้ก็ไม่แน่นอน ในสถานที่เช่นนั้น มาตุคามคุ้มครองได้ยาก เธอจงอยู่ในพระราชวังนี้แหละ ดังนี้
               ฝ่ายพระนางก็กราบทูลว่า ทูลกระหม่อมเพคะ เกล้ากระหม่อมฉันไม่สามารถจะอยู่ข้างหลังดังพระดำรัสได้ อันพระราชาตรัสทัดทานห้ามอยู่บ่อยๆ ก็กราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้น ทูลกระหม่อมเสด็จไปทุกระยะโยชน์ โปรดสั่งให้คนมาโยชน์ละคนๆ เพื่อทรงทราบสุขทุกข์ของกระหม่อมฉันนะ เพคะ.
               พระราชาทรงรับคำแล้ว ทรงตั้งพระโพธิสัตว์เป็นผู้รักษาพระนคร ทรงยกกองทัพใหญ่ออกไป เมื่อเสด็จไปได้แต่ละโยชน์ ก็ส่งบุรุษคนหนึ่งๆ ไปด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงบอกความไม่มีโรคของข้า แล้วรู้สุขทุกข์ของพระเทวีมาเถิด. พระนางรับสั่งถามบุรุษที่มาแล้วๆ ว่า พระราชาส่งเจ้ามาเพื่ออะไร? เมื่อราชบุรุษกราบทูลว่า เพื่อต้องการทราบสุขทุกข์ของฝ่าพระบาท. ก็รับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้นจงมานี้ ….. 
               … พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์นั้นเกิดในสกุลโสตถิยพราหมณ์ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแม้เพียงมดดำ มดแดง ข้าพระองค์ก็ไม่เคยกระทำ สิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แม้เพียงเส้นหญ้า ข้าพระองค์ก็ไม่เคยถือเอาเลย สตรีของผู้อื่น ข้าพระองค์ก็ไม่เคยแม้จะเพียงลืมตาดูด้วยอำนาจความโลภ คำเท็จ แม้ด้วยอำนาจแห่งความร่าเริง ข้าพระองค์ก็ไม่เคยกล่าว น้ำเมาเพียงหยดด้วยยอดหญ้า ข้าพระองค์ก็ไม่เคยดื่ม ข้าพระองค์ปราศจากความผิดในพระองค์ แต่นางเป็นพาล จับมือข้าพระองค์ด้วยอำนาจแห่งความโลภ ทั้งๆ ที่ข้าพระองค์ห้าม กลับตวาดข้าพระองค์ เปิดเผยความชั่วที่ตนกระทำไว้บอกแก่ข้าพระองค์ แล้วเข้าไปภายในห้อง ข้าพระองค์ปราศจากความผิด แต่คนทั้ง ๖๔ ที่ถือหนังสือมามีความผิด ข้าแต่สมมติเทพ โปรดตรัสเรียกคนเหล่านั้นมาตรัสถามว่า พวกเหล่านั้นกระทำตามคำของพระนาง หรือไม่ได้กระทำเถิด พระเจ้าข้า.
               พระราชารับสั่งให้จองจำคนทั้ง ๖๔ แล้วรับสั่งให้หาพระเทวีมาเฝ้า มีพระดำรัสถามว่า เจ้าทำกรรมชั่วกับคนเหล่านี้หรือไม่ได้กระทำ? ครั้นนางกราบทูลรับว่า ทำเพคะ รับสั่งให้มัดนางไพล่หลังไว้ แล้วทรงสั่งว่า พวกเจ้าจงตัดหัวของคน ๖๔ คนเหล่านี้เสีย. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์กราบทูลท้าวเธอว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า คนเหล่านี้ก็ไม่มีโทษ พระเจ้าข้า เทวีบังคับให้กระทำตามใจชอบของตน คนเหล่านี้ไร้ความผิด เหตุนั้น พระองค์โปรดทรงพระกรุณาอดโทษแก่คนเหล่านี้เถิด พระเจ้าข้า แม้พระเทวีก็ไม่มีโทษพระเจ้าข้า ธรรมดาหญิงทั้งหลาย เป็นผู้ไม่อิ่มด้วยเมถุนธรรม แท้จริง ความไม่อิ่มด้วยเมถุนธรรมนี้ เป็นสภาวธรรมประจำกำเนิด สิ่งที่ควรจะต้องมี ก็ย่อมมีแก่พวกนางเท่านั้น เพราะเหตุนั้น จงทรงพระกรุณางดโทษพระนางด้วยเถิดพระเจ้าข้า กราบทูลให้พระราชาตกลงพระทัยด้วยประการต่างๆ จนทรงปล่อยคน ๖๔ นั้นและเทวีผู้เป็นพาล ให้พระราชทานฐานะตามตำแหน่งเดิมของตนแก่คนทั้งปวง.
               พระโพธิสัตว์ ครั้นให้พระราชาโปรดปล่อยคนทั้งหมดแล้ว ทรงแต่งตั้งในตำแหน่งเดิมของตนอย่างนี้ แล้วเข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า หมู่บัณฑิตผู้ไม่น่าจะถูกจองจำ ถูกมัดไพล่หลังได้ เพราะถ้อยคำอันไม่มีหลักของคนที่เรียกกันว่า อันธพาล หมู่บัณฑิตรอดพ้นได้ แม้จากการถูกมัดไพล่หลัง ด้วยถ้อยคำที่ชอบด้วยเหตุ ขึ้นชื่อว่าพวกพาล แม้คนที่ไม่น่าจะจองจำ ก็ทำให้ต้องจองจำได้ บัณฑิตย่อมแก้ไขให้รอดจากการจองจำทั้งหลายได้อย่างนี้ พระเจ้าข้า.
               แล้วกล่าวคาถานี้ ใจความว่า :-
               "คนพาลแย้มพรายออกมา ณ ที่ใด ณ ที่นั้น คนไม่น่าถูกจองจำ ย่อมถูกจองจำได้ หมู่บัณฑิตแย้มพรายออกมา ณ ที่ใด ณ ที่นั้น แม้คนที่ถูกจองจำแล้ว ก็รอดพ้นได้" ดังนี้.
               พระโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่พระราชาด้วยคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว กราบทูลขออนุญาตการบรรพชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ทุกข์ทั้งนี้ข้าพระองค์ได้เพราะการอยู่ครองเรือน บัดนี้ ข้าพระองค์ไม่มีกิจด้วยการครองเรือน โปรดทรงอนุญาตการบรรพชาแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า. แล้วสละตนที่เป็นญาติมีน้ำตานองหน้า และสมบัติอันมากมาย บวชเป็นฤๅษีอยู่ในป่าหิมพานต์ ยังฌานและสมาบัติให้เกิดแล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               เทวีตัวร้ายในครั้งนั้น ได้มาเป็น นางจิญจมาณวิกา
               ในครั้งนี้ พระราชาได้มาเป็น อานนท์
               ส่วนปุโรหิตได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ พันธนโมกขชาดกที่ ๑๐               
               จบ หังสิวรรคที่ ๑๒.               
               -----------------------------------------------------