วิจารณ์ พานิช
...........
พุทธทาสลิขิต รวมสามเล่มที่นำมารวมเป็นหนังสือเล่มนี้... ชักจะไม่ไว้ใจเสียแล้วละ ความเจริญ! สื่อสารมุมคิดและมุมมองว่า ความเจริญที่เรากำลังดำเนินการอยู่นั้น เป็นความเจริญที่เบี่ยงเบน หรือขาดวิ่น ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ หรือเป็นความเจริญที่อยู่บนฐานของมิจฉาทิฏฐิ
อ่านหัวข้อในเล่มที่ชื่อ ชักจะไม่ไว้ใจเสียแล้วละ ความเจริญ! ที่มีทั้งสิ้น ๓๑ หัวข้อ พบว่าการศึกษาถูกกล่าวหา หรือตกเป็นจำเลยมากที่สุด คือมีถึง ๙ หัวข้อ ได้แก่
“ยิ่งมีการศึกษา ยิ่งมียาเสพติด – อบายมุข – อาชญากรรม นะโว้ย!
ยิ่งมีการศึกษา ยิ่งไม่มีสีลธรรม - วัฒนธรรม นะโว้ย
ยิ่งมีการศึกษา ยิ่งไม่มีครูปูชนียบุคคล
ยิ่งมีการศึกษา ยิ่งมีความเห็นแก่ตัว
ยิ่งมีการศึกษา ยิ่งมี นร. ในสถานเริงรมย์
ยิ่งมีการศึกษา ยิ่งมีความไม่สุภาพในรัฐสภา
ยิ่งมีการศึกษา ยิ่งทำสหกรณ์ไม่ได้ มีแต่สหโกง
ยิ่งมีการศึกษาทั่วถึง ยิ่งฆ่าพ่อแม่ ข่มขืนเด็กแล้วฆ่า มากขึ้น
ยิ่งมีการศึกษา ยิ่งไม่ต้องการศาสนาในระบบการศึกษา”
ข้อเฉลยหรือทางแก้มีอยู่ในเล่มที่ชื่อ เกี่ยวกับทุกข์ ทุกแง่มุม ในหัวข้อ ปัจจัยให้ทุกข์เกิด ปัจจัยที่ ๑๗ การศึกษาหมาหางด้วน (หนังสือ + วิชาชีพ : ฉลาด + หาทรัพย์) ผมขอขยายความตามความเข้าใจของผม โดยที่ผมได้ฟังเรื่องนี้จากปากของท่านพุทธทาส เมื่อราวๆ พ.ศ. ๒๕๑๔ เมื่อคณะกรรมการวางแผนจัดตั้งวิทยาเขตศาลายาของมหาวิทยาลัยมหิดลเดินทางไปกราบนมัสการขอคำแนะนำจากท่านในการจัดตั้งวิทยาเขตใหม่ ว่าควรจัดการศึกษาอย่างไร คำแนะนำของท่านคือ “อย่าให้เป็นการศึกษาหมาหางด้วน” ความหมายของการศึกษาหมาหางด้วนโดยพิสดารอ่านได้ที่ www.main.bia.or.th/BlogDetail/news/295
พิจารณาเชื่อมโยงกับความรู้ที่พัฒนาขึ้นอย่างมากมายในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมาหลังจากท่านพุทธทาสละสังขาร ในส่วนที่เป็นศาสตร์ว่าด้วยการทำงานของสมอง และศาสตร์ว่าด้วยการเรียนรู้ของมนุษย์ การศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ต้องเป็นการเรียนรู้ที่มีเป้าหมายพัฒนาครบทุกด้าน (holistic learning) โดยที่ผู้เรียนพัฒนาตนเองในทุกด้านนั้น ผ่านการปฏิบัติหรือการฝึกฝน ในลักษณะที่ผู้เรียนสร้างความรู้และคุณลักษณะต่างๆ ให้แก่ตนเองด้วย ไม่ใช่มุ่งรับถ่ายทอดมาจากภายนอกเพียงอย่างเดียว อย่างที่เคยเข้าใจกัน
สมัยนี้จะคิดหรือทำอะไร ต้องหาตัวช่วยที่ทำงานให้เราฟรี คือ Generative AI ผมจึงลองถาม ChatGPT, Microsoft Bing Chat, และ Google Bard ด้วยคำถามว่า “If we ask Buddhadasa Bhikkhu how to improve our education system to enable learners to have holistic or ethical development, what answer should we expect?” ได้คำตอบจากทั้งสาม Generative AI ที่คล้ายกันและสอดคล้องกับที่ผมจะเสนอต่อไป หากท่านผู้อ่านลองถามด้วยคำถามที่พลิกแพลงกว่านี้ ก็น่าจะได้คำตอบที่ประเทืองปัญญามาก แต่อย่าเชื่อไปเสียทั้งหมดนะครับ เพราะบางที Generative AI ก็โมเมเป็นเหมือนกัน
เป้าหมายการศึกษาที่พัฒนาคนอย่างเป็นองค์รวมนั้น ขยายความได้ว่าเป็นการพัฒนาอย่างน้อย ๔ ด้านที่พัฒนาไปด้วยกัน คือ (๑) ด้านค่านิยมหรือการยึดถือคุณงามความดีที่เรียกว่าธรรมะ (Values) ที่น่าจะรวมด้านจิตวิญญาณเข้าไปด้วย (๒) ด้านเจตคติ หรืออุปนิสัย (Attitude) ที่ถูกต้อง (๓) ด้านทักษะหรือสมรรถนะในการดำเนินกิจการต่างๆ รวมทั้งสมรรถนะในการเรียนรู้หลากหลายด้าน รวมทั้งด้านจิตวิญญาณ และ (๔) ด้านความรู้ ที่องค์การ OECD แนะนำว่า เป็นการพัฒนา VASK (Values, Attitude, Skills, Knowledge) ในลักษณะพัฒนาไปพร้อมๆ กัน เขียนภาพออกมาเป็นโมเดลเกลียวเชือก (https://www.oecd.org/education/2030-project/teaching-and-learning/learning/) โดยมีเป้าหมายสุดท้ายของการศึกษาที่ “สุขภาวะ” (well-being) ของคนในสังคม ไม่ใช่เพียงเพื่อให้คนอ่านออกเขียนได้คิดเลขเป็นอย่างที่ยึดถือกันในอดีต
การบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เกิดได้โดยกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง คือใช้วิธีเรียนหลากหลายแบบไปพร้อมๆ กัน
จะเห็นว่า ทิศทาง และแนวทางของการศึกษาที่ถูกต้อง ที่นำเสนอโดยหลากหลายฝ่าย เป็นแนวทางที่ท่านพุทธทาสชี้ทางเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว คือเป็น “การศึกษาหมามีหางครบ” หรือการศึกษาที่พัฒนาครบด้านนั่นเอง รวมทั้งวิธีการให้การศึกษาก็ต้องเน้นให้มีการปฏิบัติหรือการฝึกฝน ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิดออกมาเป็นหลักการด้วย อย่างที่ท่านพุทธทาสปฏิบัติให้เราเห็นเป็นตัวอย่างตลอดชีวิตของท่าน ที่สมัยนี้เรียกว่าเป็นวิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning – https://www.gotoknow.org/posts/tags/เรียนรู้จากประสบการณ์)
เราจึงสามารถทั้งเถียงและเห็นพ้องกับท่านพุทธทาสได้ว่า ความเจริญที่ไว้ใจได้มีอยู่ หากปฏิรูปการศึกษาให้ดำเนินถูกทาง ทั้งที่เป็นเป้าหมายที่ถูกต้อง และโดยวิธีการเรียนรู้ที่ถูกต้อง เพื่อการพัฒนาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
เป้าหมายการเรียนรู้ VASK ที่กล่าวถึงข้างต้น สามารถแจกแจงย่อยลงรายละเอียดได้มากมาย จากมุมมองของการเรียนรู้จากประสบการณ์ ดังอธิบายไว้ที่ gotoknow.org/posts/714647 ว่าประสบการณ์มีทั้งประสบการณ์ภายนอก และประสบการณ์ภายในตนเอง ที่ฝรั่งก็หันมาให้ความสำคัญต่อการฝึกจิตภายในด้วยการเจริญสติ และสมาธิภาวนา และการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองนั้นมีหลากมิติของการฝึกฝนพัฒนา คือ ผ่านการกระทำ, การสัมผัส, การรู้สึก, การคิด, การรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของพวกพ้อง, การพัฒนาตัวตน, และการมีอัตลักษณ์ของตนเอง ที่เป็นการพัฒนาผ่านปฏิสัมพันธ์กับตนเอง กับคนภายในครอบครัว ผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมโลกที่ไม่ใช่มนุษย์ และเพื่อนร่วมจักรวาล เพื่อการพัฒนาด้านจิตวิญญาณ
ผมถาม Generative AI ทั้งสามข้างต้น ว่า “If Buddhadasa Bhikkhu were still living, what should be his view on experiential learning?” คำตอบที่ได้คือท่านจะเห็นด้วยกับแนวทางเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ เพราะท่านเองไม่เชื่อว่าการเรียนรู้เชิงวิชาการเพียงด้านเดียว เพียงพอที่จะเกิดความเข้าใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างแท้จริง ต้องมีการฝึกปฏิบัติแล้วสะท้อนคิด (โยนิโสมนสิการ) จากสถานการณ์จริงด้วย จึงจะเกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง
ผมขอเพิ่มเติมว่าโดยผ่านการเรียนรู้ทั้งแนวทฤษฎีและแนวปฏิบัติแล้วสะท้อนคิด อย่างเชื่อมโยงและสมดุลเท่านั้น จึงจะเกิดการ “คิดและปฏิบัติอย่างพุทธทาส” คือมีข้อสงสัยหรือคำถามมากมาย (ดังในหนังสือเล่มนี้) และมีความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องไม่มีสิ้นสุด และที่สำคัญที่สุด นำเอาข้อสังสัยพรือปัญหาไปทดลองด้วยตนเอง นำผลมาคิดใคร่ครวญ (โยนิโสมนสิการ) จนเกิดความเข้าใจเรื่องนั้นๆ อย่างถ่องแท้ ที่เป็นวิถีที่ท่านพุทธทาสค้นพบตั้งแต่หนุ่มๆ และช่วยเกื้อหนุนให้ท่านมีความลุ่มลึกในธรรมมะอย่างที่เห็นกัน
ปัจจุบันมีโรงเรียนไทยจำนวนหลายร้อยโรงเรียน ที่หลุดจากการศึกษาหมาหางด้วน สู่การศึกษาที่พัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ แต่ยังมีความท้าทายว่าระบบการศึกษาไทยในภาพรวมจะพลิกโฉมหลุดจากการศึกษาหมาหางด้วนได้อย่างไร
..............................