เป็นที่เห็นพ้องกันว่า อุดมศึกษาต้องมีการเปลี่ยนขาด (transform)    แต่ยังงงๆ กันอยู่ว่าจะเปลี่ยนไปสู่สภาพใด   และเปลี่ยนอย่างไร    คือชัดเรื่อง Why   แต่ยังไม่ชัดเรื่อง What กับ How   

What คือคำถามว่าสถาบันอุดมศึกษาคืออะไร  มีคุณค่าอะไร   คำตอบของผมคือเป็นองค์กรสำคัญในการร่วมพัฒนาในระดับเปลี่ยนขาด (transform) สังคมไทย   ให้กลายเป็นประเทศรายได้สูง สังคมดี ความเหลื่อมล้ำน้อย พลเมืองมีความสามารถและเป็นคนดี ทั้งดีต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อชุมชนรอบตัว ต่อประเทศ และต่อโลก    สำหรับ มช. มีคำอธิบายที่รอบด้าน หมดจดงดงาม โดยท่านนายกสภามหาวิทยาลัย ศ. เกียรติคุณ นพ. เกษม วัฒนชัย เมื่อเช้าวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๖   ที่ผมสรุปไว้ในบันทึกที่แล้ว   

How ต่อ What ในย่อหน้าบน    ผมมีความเห็นว่า ต้องหา “ลูกค้า” (customer)  หรือ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” (stakeholders) ให้พบ   แล้วมุ่งทำเพื่อประโยชน์ หรือ “คุณค่า” (value) ต่อคน หรือองค์กร กลุ่มนั้น    และจริงๆ แล้วต้องทำงานไปสร้าง “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ไป   การบรรยายพิเศษโดยผู้บริหารของภาคเอกชนในการประชุม รีทรีต วันที่ ๒๘ และ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๖ ของ มช. ที่หัวหิน สะท้อนประเด็นดังกล่าวออกมาชัดเจน 

ผมตีความต่อว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของมหาวิทยาลัยคือนักศึกษา หรือผู้เรียน อย่างแน่นอน   และในยุคนี้และในอนาคตคนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต    และควรให้ความหมายของนักศึกษาต่างไปจากเดิม   ที่เดิมมองนักศึกษาว่าเป็นผู้มาเรียนรู้จากอาจารย์ หรือเรียนรู้จากการรับถ่ายทอด   เปลี่ยนมาเป็นมองว่า นักศึกษาเป็นผู้ร่วมงาน หรือร่วมทำงาน เพื่อการเรียนรู้ของตน   คือมองว่าการเรียนรู้เกิดจากการกระทำ (action)  ตามด้วยการสะท้อนคิด (reflection)    ที่มหาวิทยาลัยต้องสร้าง “ชาลาปฏิบัติการ” (operating platform) ให้นักศึกษาได้ฝึกทำงานเพื่อเรียนรู้ตามความสนใจของตน   เพื่อวางพื้นฐานสมรรถนะและคุณลักษณะของตน สู่ชีวิตที่ดีในอนาคต    ในยุคปัจจุบัน การเรียนรู้ส่วนใหญ่เป็น experiential learning

ในยุคนี้ และในอนาคต นักศึกษาน่าจะเป็น ร้อยละ ๓๐ ของ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” เท่านั้น    อีกร้อยละ ๗๐ น่าจะเป็นกิจกรรมในภาคชีวิตจริง (real sector)    ได้แก่ภาคธุรกิจ  ภาครัฐ ภาคประชาสังคม  ภาคประชาชน    นั่นคือ ในยุคปัจจุบันและอนาคต สถาบันอุดมศึกษาต้องทำงานวิชาการบนฐานชีวิตจริง   คนของมหาวิทยาลัยต้องออกไปทำงานวิชาการในโรงงานอุตสาหกรรม ในธุรกิจการค้า ในกิจกรรมขับเคลื่อนสังคม ในงานราชการ และอื่นๆ    เพื่อสร้างความรู้ (สมรรถนะ) ทางวิชาการ จากกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงในหลากหลายบริบท      

สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง จึงต้องสร้าง “ชาลาปฏิบัติการ” (operating platform) ใหม่    สำหรับเปลี่ยนขาดองค์กร เพื่อรองรับ What และ How ใหม่ของอุดมศึกษา    ที่เชื่อมโยง “ลูกค้า” หรือ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” สองกลุ่มหลักเข้าด้วยกัน ให้เกิดการสนธิพลัง    ของปฏิบัติการแบบภาคีหุ้นส่วน   ให้หุ้นส่วนกลุ่มนักศึกษา กับหุ้นส่วนกลุ่มผู้ประกอบการทำประโยชน์ซึ่งกันและกันผ่าน “ชาลาปฏิบัติการ” ของสถาบันอุดมศึกษา   ที่บูรณาการภารกิจด้านการศึกษา การวิจัย  บริการวิชาการ (ที่ยุคนี้น่าจะปรับเป็น ภาคีสัมพันธ์ – engagement) และการจรรโลงสังคม ทั้งด้านคุณงามความดี ศิลปวัฒนธรรม และความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ    บูรณาการเข้าด้วยกัน   ขับเคลื่อนด้วยพลังของนักศึกษา  คณาจารย์และเจ้าหน้าที่   ร่วมกับพลังของภาคีในภาคประกอบการ (corporate sector) หรือภาคชีวิตจริง (real sector)   

การเปลี่ยนขาดสำคัญที่สุดว่าด้วยคน    คือนักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย   ที่ต้องเปลี่ยนขาดกระบวนทัศน์ว่าด้วยภารกิจหรือหน้าที่ของตนเอง    ซึ่งนำสู่การเปลี่ยนขาดพฤติกรรมของตนเอง     และคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของสถานประกอบการก็ต้องมีการเรียนรู้และเปลี่ยนขาดตนเองด้วย   

นักศึกษา มีหน้าที่หลักคือพัฒนาตนเองผ่านการทำกิจกรรมหรือทำงาน    เพื่อเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (experiential learning)    ที่เกิดการพัฒนาครบทุกด้านอย่างที่ท่านนายกสภา มช. กล่าวต่อที่ประชุมรีทรีตเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๖   โดยที่ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ต้องอยู่ในสถานประกอบการ หรือภาคชีวิตจริง   คือนักศึกษาทำงานจริงเพื่อการเรียนรู้ของตน   ที่เป็นทั้งการเรียนรู้ภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎี  หรือเรียนรู้ทฤษฎีจากการปฏิบัติ ที่เรียกว่า experiential learning    ตามแนวของ Kolb’s Experiential Learning Cycle      

ชาลาปฏิบัติการภาคีสัมพันธ์ (engagement operating platform) จึงเป็นความท้าทายหลักที่ มช. และมหาวิทยาลัยอื่นๆ จะต้องพิจารณาตีโจทย์ให้แตก ว่าเป็นเรื่องหลักที่มหาวิทยาลัยจะต้องพัฒนาขึ้นเพื่อความอยู่รอดและอยู่ดีของตน ใช่หรือไม่   หากใช่จะต้องดำเนินการเปลี่ยนขาด องค์ประกอบของชาลาปฏิบัติการนี้อย่างไร   

ผมขอเสนอว่า เรื่องสำคัญอันดับหนึ่งคือ การกำหนด และค่อยๆ พัฒนา โครงสร้างการทำงานของบุคลากรหลักของมหาวิทยาลัย คืออาจารย์    ที่จะต้องทำงานใน ๒ พื้นที่ คือพื้นที่วิชาการ (ทฤษฎี) กับพื้นที่ทำงาน (ปฏิบัติ)    ซึ่งเป็นพื้นที่ของภาคีหุ้นส่วน    เพื่อเปิดโอกาสให้อาจารย์ทำงานวิชาการได้ทั้งสองแนว คือแนววิชาการกับแนวปฏิบัติ    ในที่สุด เมื่อกระบวนการเปลี่ยนขาดเกิดผลเต็มที่แล้ว   อาจารย์ส่วนใหญ่ทำงานในพื้นที่วิชาการกับพื้นที่ทำงานครึ่งต่อครึ่ง    ย้ำว่า พื้นที่ทำงานมีความหลากหลายสำหรับอาจารย์ต่างสาขาวิชา    เช่นอาจารย์วิศวะไปทำงานวิชาการในโรงงาน    อาจารย์บริหารธุรกิจไปทำงานในบริษัทธุรกิจการค้า    อาจารย์ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ไปทำงานในองค์กรและกิจกรรมที่หลากหลาย  เป็นต้น

การทำงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยในสถานประกอบการ เป็นการนำเอามิติด้านการพัฒนาหรือนวัตกรรมเข้าสู่สถานประกอบการ   เพื่อให้อาจารย์นำเอาความรู้ของตนไปทำประโยชน์แก่สถานประกอบการ ในลักษณะสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือการเปลี่ยนขาด   ไม่ใช่มุ่งไปทำงานประจำ    แต่อาจต้องเริ่มต้นด้วยการเข้าไปทำงานประจำ เพื่อให้รู้จักงานนั้นๆ จริง    และเมื่ออาจารย์กับสถานประกอบการคุ้นเคยกันดีแล้ว    ก็จะมีประเด็นร่วมกันทำงานพัฒนาเชิงวิจัย (D&R) เพื่อประโยชน์ของสถานประกอบการ    และในขณะเดียวกัน อาจารย์ก็จะได้ผลงานเชิงวิชาการด้วย   โดยสถานประกอบการอาจออกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น    หรือร่วมกันหาทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนภายนอก หากค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง   

นักศึกษาระดับปริญญาเอก โท ตรี อาจเข้ามามีบทบาทในการดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเก็บข้อมูล    และร่วมในการสะท้อนคิดเพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์   โดยที่เป็นการเรียนรู้จากการตั้งข้อสงสัย ในช่วง Abstract Conceptualization ของ Kolb’s Experiential Learning Cycle   ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องสวมวิญญาณเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง     เพื่อนำไปดำเนินการ Active Experimentation ในขั้นตอนต่อไป    ซึ่งก็คือการดำเนินการพัฒนาและวิจัย   

จะเห็นว่า Kolb’s Experiential Learning Cycle เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก ในชาลาปฏิบัติการภาคีสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย   และช่วยให้มหาวิทยาลัยทำภารกิจในการพัฒนาสถานประกอบการ (หรือจริงๆ แล้ว เป็นการพัฒนาสังคมไทย) ครบทั้ง ๔ ด้านของ VASK คือ ค่านิยม (V – Values),  เจตคติ วิธีคิด (A – Attitude),  ทักษะ (S – Skills),  ความรู้ (K – Knowledge)    โดยการตั้งคำถามแต่ละด้านในขั้นตอน Reflective Observation  สู่ Abstract Conceptualization ใน  Kolb’s Experiential Learning Cycle จากประสบการณ์การทำงานประจำในสถานประกอบการ   ซึ่งอาจารย์จะต้องฝึกการตั้งคำถามให้ผู้ทำงานในสถานประกอบการ และนักศึกษา สะท้อนคิดครบทั้ง ๔ ด้านของการเรียนรู้ดังกล่าว    

การสะท้อนคิดเรื่อง V - Values - ค่านิยม จะมีคุณค่าต่อสังคมไทยอย่างสูง   เพราะนี่คือเรื่องคุณธรรมจริยธรรมที่กำกับพฤติกรรมในทุกย่างก้าวของชีวิตมนุษย์    และในปัจจุบันมีคนจำนวนมากมีค่านิยมที่ผิด ชักจูงชีวิตไปในทางเสื่อม ที่เรียกว่าอบายมุขหรืออบายภูมิ  การทำความเข้าใจหรือตีความสะท้อนคิดเรื่องนี้ในชีวิตประจำวันอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องเปลี่ยนขาด (transform) จิตใจตนเอง    ให้หันมานิยมประพฤติปฏิบัติแต่ด้านที่ดีงาม ก่อผลดีต่อชีวิตของตนเอง และต่อสังคมในวงกว้าง   ให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งความดีงาม   ที่จะช่วยให้เรามีชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขความเจริญ       

จะเห็นว่า แนวคิดเรื่อง engagement platform   กับแนวคิดเรื่อง experiential learning จะเป็นพลังขับเคลื่อนการ transform สถาบันอุดมศึกษา ไปสู่รูปแบบใหม่   เป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๒๑ 

วิจารณ์ พานิช

๒๑ พ.ย. ๖๖