ชาดกจากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๘
คามณิชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๘. คามณิชาดก (๘)
ว่าด้วยคามณิกุมาร
(คามณิกุมารเปล่งอุทานว่า)
[๘] เออก็ ผลที่หวังจะสำเร็จแก่ผู้ไม่ใจเร็วด่วนได้ เรามีพรหมจรรย์แก่กล้าแล้ว ท่านจงเข้าใจดังนี้เถิด พ่อคามณิ
คามณิชาดกที่ ๘ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
เอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค
คามนิชาดก ว่าด้วยไม่ใจเร็วด่วนได้
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุละความเพียร จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ก็เรื่องปัจจุบันและเรื่องอดีตในชาดกนี้ จักมีแจ้งใน สังวรชาดก เอกาทสนิบาต
ก็ในสังวรชาดกนั้นและชาดกนี้ เรื่องเป็นเช่นเดียวกันเทียว แต่คาถาต่างกันมีความย่อว่า
คามนิกุมารตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์. แม้จะเป็นพระกนิษฐาของพระภาดา ทั้งร้อยพระองค์ ก็เป็นผู้อันพระภาดาทั้งร้อยพระองค์ห้อมล้อม ประทับนั่งบนบัลลังก์อันประเสริฐภายใต้เศวตฉัตร ทอดพระเนตรดูยศสมบัติของพระองค์ ทรงดีพระทัยว่า ยศสมบัติของเรานี้เป็นของอาจารย์เรา จึงทรงเปล่งอุทานนี้ว่า
เออ ก็ความหวังในผล ย่อมสำเร็จแก่ผู้ไม่ใจเร็วด่วนได้ เรามีพรหมจรรย์แก่กล้าแล้ว ท่านจงเข้าใจ ดังนี้เถิด พ่อคามนิ.
ก็เมื่อคามนิกุมารนั้นได้ราชสมบัติแล้ว
เมื่อเวลาล่วงไป ๒-๓ วัน พี่ชายทุกคนได้ไปยังสถานที่อยู่ของตนๆ พระเจ้าคามนิครองราชสมบัติโดยธรรม แล้วเสด็จไปตามยถากรรม. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทำบุญแล้ว ได้ไปตามกรรม.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศอริยสัจทั้งหลาย
ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้ละความเพียรได้ดำรงอยู่ในพระอรหัตแล.
พระศาสดาตรัส ๒ เรื่องสืบอนุสนธิต่อกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า
พระเจ้าคามนิในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์
ส่วนอาจารย์ คือ เราผู้ตถาคต แล.
จบอรรถกถาคามนิชาดกที่ ๘
-----------------------------------------------------
คำอธิบายเพิ่มจากบางส่วนของสังวรชาดก
ว่าด้วย พระราชาผู้มีศีลาจารวัตรที่ดีงาม
ในอดีตกาล พระโอรสสุดท้องนี้ได้ทรงยึดเหนี่ยวผูกน้ำใจฝูงชน ผู้ถึงพระนครพาราณสีทั่วหน้า ด้วยสังคหวัตถุนั้นๆ ได้เป็นที่รักที่เจริญใจของคนทั้งปวง.
กาลต่อมา พวกอำมาตย์พากันกราบทูลถามพระราชาผู้ประทับนั่งเหนือพระแท่นที่สวรรคตว่า ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าฯ เมื่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสวรรคตไป พวกข้าพระพุทธเจ้าจักถวายเศวตฉัตรให้แก่ใคร พระเจ้าข้า.
พระองค์ตรัสสั่งว่า พ่อเอ๋ย ลูกของฉันแม้ทั้งหมด เป็นเจ้าของเศวตฉัตรทั้งนั้น แต่ผู้ใดจับใจพวกเธอ พวกเธอก็ให้เศวตฉัตรแก่ผู้นั้น ก็แล้วกัน.
ครั้นพระองค์สวรรคต พวกอำมาตย์นั้นจัดการถวายพระเพลิงพระศพของพระองค์เสร็จ ประชุมกันในวันที่ ๗ ตกลงกันว่า พระราชารับสั่งไว้ว่า ผู้ใดจับใจเธอได้ พวกเธอพึงยกเศวตฉัตรให้แก่ผู้นั้น ก็แล พระสังวรกุมารพระองค์นี้จับใจพวกเราไว้ได้ แล้วพากันยกเศวตฉัตรกาญจนมาลาแด่พระกุมารสังวรพระองค์นั้น.
พระเจ้าสังวรมหาราชดำรงในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม.
พระกุมาร ๙๙ พระองค์นอกนั้นเล่าต่างตรัสว่า ข่าวว่า พระราชบิดาของพวกเราสวรรคตแล้ว. ได้ยินว่า พวกอำมาตย์ยกเศวตฉัตรถวายแก่เจ้าสังวรกุมาร เธอเป็นน้องสุดท้องยังไม่ถึงเศวตฉัตรของพระบิดานั้น พวกเราต้องยกเศวตฉัตรถวายพระพี่ใหญ่ ทุกองค์มาร่วมกันส่งหนังสือถึงพระเจ้าสังวรมหาราชว่า จงให้ฉัตรแก่พวกเรา หรือไม่ก็รบกัน แล้วพากันล้อมพระนครไว้.
พระราชาตรัสบอกเรื่องนั้นแก่พระโพธิสัตว์ แล้วตรัสถามว่า คราวนี้พวกเราจะทำอย่างไร. กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ไม่ต้องทำการรบกับพระเจ้าพี่เหล่านั้นดอก พระเจ้าข้า. พระองค์ทรงแบ่งพระราชทรัพย์ของพระบิดาออกเป็น ๙๙ ส่วน ส่งถวายแด่พระพี่เจ้า ๙๙ พระองค์ ทรงส่งสาสน์ไปด้วยว่า เชิญเจ้าพี่ทั้งหลายรับส่วนพระราชทรัพย์ของพระราชบิดาของเจ้าพี่นี้เถิด หม่อมฉันไม่ขอรบกับเจ้าพี่ดอก. พระองค์ทรงกระทำอย่างนั้น.
ครั้งนั้น เจ้าพี่องค์ใหญ่ของพระองค์พระนามว่า อุโบสถกุมาร ตรัสเรียกพระเจ้าน้องที่เหลือมา ตรัสว่า พ่อทั้งหลาย ผู้เป็นพระราชา ก็ไม่มีผู้สามารถจะย่ำยีได้. อนึ่งเล่า เจ้าน้องของพวกเราองค์นี้ มิได้ตั้งตน แม้แต่จะเป็นศัตรูตอบ ส่งพระราชสมบัติของบิดาให้พวกเรา ส่งสาส์นมาด้วยว่า ฉันไม่ขอต่อรบกับเจ้าพี่. ก็แล พวกเราเล่าจักยกเศวตฉัตรขึ้นในขณะเดียวกัน ทุกคนไม่ได้ พวกเราให้เศวตฉัตรแก่เธอองค์เดียวก็แล้วกัน เจ้าน้องนี้เท่านั้นจงเป็นพระราชา มาเถิดเธอทั้งหลาย พวกเราพากันไปพบเธอ มอบราชทรัพย์ แล้วพากันไปสู่ชนบทของพวกเรา ดังเดิม.
ครั้งนั้น พระกุมารแม้ทั้งหมดนั้นก็ให้เปิดประตูเมือง มิได้เป็นศัตรูเลย พากันเข้าสู่พระนคร. ฝ่ายพระราชาตรัสสั่งให้พวกอำมาตย์คุมสักการะเพื่อพระกุมารเหล่านั้น ทรงส่งสวนทางไป. พระกุมารทรงพระดำเนินมาด้วยบริวารเป็นอันมาก ขึ้นสู่พระราชวัง แสดงอาการนอบน้อมแด่พระเจ้าสังวรมหาราช พากันประทับนั่งเหนืออาสนะต่ำ. พระเจ้าสังวรมหาราชทรงประทับนั่งเหนือสีหาสนะ ภายใต้เศวตฉัตร พระยศใหญ่ พระสิริโสภาคอันใหญ่ได้ปรากฏแล้ว สถานที่ที่ทอดพระเนตรแล้วๆ ระยิบระยับไป.
พระอุโบสถกุมารทอดพระเนตรเห็นสิริสมบัติของพระเจ้าสังวรมหาราช แล้วทรงพระดำริว่า พระราชบิดาของพวกเรา ทรงทราบความที่สังวรกุมารได้เป็นพระราชา. เมื่อพระองค์ล่วงลับไป จึงประทานชนบทอื่นๆ แก่พวกเรา มิได้ประทานแก่สังวรกุมารนี้.
เมื่อจะทรงปราศรัยกับพระเจ้าสังวรมหาราชนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า
มหาราชาผู้เป็นจอมแห่งชนทรงทราบถึงพระศีลาจารวัตรของพระองค์ ทรงยกย่องพระกุมารเหล่านี้ มิได้สำคัญพระองค์ด้วยชนบทอะไรเลย.
เมื่อพระมหาราชาผู้สมมติเทพยังทรงพระชนม์อยู่ หรือทิวงคตแล้วก็ตาม พระประยูรญาติผู้เห็นประโยชน์ตนเป็นสำคัญ พากันยอมรับนับถือพระองค์.
ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ด้วยพระศีลาจารวัตรข้อไหน พระองค์จึงสถิตอยู่เหนือพระเชษฐภาดาผู้ทรงร่วมกำเนิดได้. ด้วยพระศีลาจารวัตรข้อไหน หมู่พระญาติที่ประชุมกันแล้ว จึงไม่ย่ำยีพระองค์ได้.
พระเจ้าสังวรมหาราชทรงสดับพระดำรัสนั้น.
เมื่อทรงแถลงพระคุณของพระองค์ ได้ตรัสคาถา ๖ คาถาว่า
ข้าแต่พระราชบุตร หม่อมฉันมิได้ริษยาสมณะทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง หม่อมฉันนอบน้อมท่านเหล่านั้นโดยเคารพ ไหว้เท้าของท่านผู้คงที่.
สมณะเหล่านั้นยินดีแล้วในธรรมของผู้แสวงหาคุณ ย่อมพร่ำสอนหม่อมฉันผู้ประกอบในคุณธรรม ผู้พอใจฟัง ไม่มีความริษยา.
หม่อมฉันได้ฟังคำของสมณะผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวงเหล่านั้น แล้วมิได้ดูหมิ่น สักน้อยหนึ่งเลย ใจของหม่อมฉันยินดีแล้วในธรรม.
กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลเดินเท้า หม่อมฉันไม่ตัดเบี้ยเลี้ยง และบำเหน็จบำนาญของจตุรงคเสนาเหล่านั้น ให้ลดน้อยลง.
อำมาตย์ผู้ใหญ่ และข้าราชการผู้มีปรีชาของฉัน มีอยู่ ช่วยกันบำรุงพระนครพาราณสี ให้มีเนื้อมาก มีน้ำดี.
อนึ่ง พวกพ่อค้าผู้มั่งคั่งมาแล้ว จากรัฐต่างๆ หม่อมฉันช่วยจัดอารักขาให้พ่อค้าเหล่านั้น ขอได้โปรดทราบอย่างนี้เถิด เจ้าพี่อุโบสถ.
ครั้นพระอุโบสถกุมารทรงสดับพระคุณของพระองค์ แล้วได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ได้ยินว่า พระองค์ทรงครอบครองราชสมบัติแห่งหมู่พระญาติโดยธรรม พระองค์เป็นผู้มีพระปรีชาด้วย เป็นบัณฑิตด้วย ทั้งทรงเกื้อกูลพระประยูรญาติด้วย.
ศัตรูทั้งหลายย่อมไม่เบียดเบียนพระองค์ ผู้แวดล้อมไปด้วยพระประยูรญาติ ทรงพร้อมมูลด้วยรัตนะต่างๆ เหมือนจอมอสูรไม่เบียดเบียนพระอินทร์ ฉะนั้น.
พระเจ้าสังวรมหาราชทรงประทานยศใหญ่แด่พระเจ้าพี่ทุกพระองค์. พระเจ้าพี่เหล่านั้นประทับอยู่ในสำนักของพระองค์ ตลอดกึ่งเดือน กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช พวกหม่อมฉันจักคอยระวังพวกโจรที่กำเริบขึ้นในชนบททั้งหลาย เชิญพระองค์ทรงเสวยสุขในราชสมบัติเถิด แล้วเสด็จไปสู่ชนบทของตนๆ.
พระราชาทรงดำรงในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ในที่สุดแห่งพระชนมายุ ได้ไปเพิ่มเทพนครให้เต็ม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุ ครั้งก่อน เธอทนต่อโอวาทเช่นนี้ บัดนี้ เหตุไร ไม่กระทำความเพียร ทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
ทรงประชุมชาดกว่า
สังวรกุมารผู้เป็นพระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุนี้
อุโบสถกุมารได้มาเป็น พระสารีบุตร
เจ้าพี่ที่เหลือได้เป็นเถรานุเถระ
และบริษัทได้มาเป็นพุทธบริษัท
ส่วนอำมาตย์ผู้ถวายโอวาทได้มาเป็น เราตถาคต แล.
----------------------------------------------------- คามณิชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๘. คามณิชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๘)
ว่าด้วยคามณิกุมาร
(คามณิกุมารเปล่งอุทานว่า)
[๘] เออก็ ผลที่หวังจะสำเร็จแก่ผู้ไม่ใจเร็วด่วนได้ เรามีพรหมจรรย์แก่กล้าแล้ว ท่านจงเข้าใจดังนี้เถิด พ่อคามณิ
คามณิชาดกที่ ๘ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
เอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค
คามนิชาดก ว่าด้วยไม่ใจเร็วด่วนได้
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุละความเพียร จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ก็เรื่องปัจจุบันและเรื่องอดีตในชาดกนี้ จักมีแจ้งใน สังวรชาดก เอกาทสนิบาต
ก็ในสังวรชาดกนั้นและชาดกนี้ เรื่องเป็นเช่นเดียวกันเทียว แต่คาถาต่างกันมีความย่อว่า
คามนิกุมารตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์. แม้จะเป็นพระกนิษฐาของพระภาดา ทั้งร้อยพระองค์ ก็เป็นผู้อันพระภาดาทั้งร้อยพระองค์ห้อมล้อม ประทับนั่งบนบัลลังก์อันประเสริฐภายใต้เศวตฉัตร ทอดพระเนตรดูยศสมบัติของพระองค์ ทรงดีพระทัยว่า ยศสมบัติของเรานี้เป็นของอาจารย์เรา จึงทรงเปล่งอุทานนี้ว่า
เออ ก็ความหวังในผล ย่อมสำเร็จแก่ผู้ไม่ใจเร็วด่วนได้ เรามีพรหมจรรย์แก่กล้าแล้ว ท่านจงเข้าใจ ดังนี้เถิด พ่อคามนิ.
ก็เมื่อคามนิกุมารนั้นได้ราชสมบัติแล้ว
เมื่อเวลาล่วงไป ๒-๓ วัน พี่ชายทุกคนได้ไปยังสถานที่อยู่ของตนๆ พระเจ้าคามนิครองราชสมบัติโดยธรรม แล้วเสด็จไปตามยถากรรม. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทำบุญแล้ว ได้ไปตามกรรม.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศอริยสัจทั้งหลาย
ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้ละความเพียรได้ดำรงอยู่ในพระอรหัตแล.
พระศาสดาตรัส ๒ เรื่องสืบอนุสนธิต่อกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า
พระเจ้าคามนิในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์
ส่วนอาจารย์ คือ เราผู้ตถาคต แล.
จบอรรถกถาคามนิชาดกที่ ๘
-----------------------------------------------------
คำอธิบายเพิ่มจากบางส่วนของสังวรชาดก
ว่าด้วย พระราชาผู้มีศีลาจารวัตรที่ดีงาม
ในอดีตกาล พระโอรสสุดท้องนี้ได้ทรงยึดเหนี่ยวผูกน้ำใจฝูงชน ผู้ถึงพระนครพาราณสีทั่วหน้า ด้วยสังคหวัตถุนั้นๆ ได้เป็นที่รักที่เจริญใจของคนทั้งปวง.
กาลต่อมา พวกอำมาตย์พากันกราบทูลถามพระราชาผู้ประทับนั่งเหนือพระแท่นที่สวรรคตว่า ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าฯ เมื่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสวรรคตไป พวกข้าพระพุทธเจ้าจักถวายเศวตฉัตรให้แก่ใคร พระเจ้าข้า.
พระองค์ตรัสสั่งว่า พ่อเอ๋ย ลูกของฉันแม้ทั้งหมด เป็นเจ้าของเศวตฉัตรทั้งนั้น แต่ผู้ใดจับใจพวกเธอ พวกเธอก็ให้เศวตฉัตรแก่ผู้นั้น ก็แล้วกัน.
ครั้นพระองค์สวรรคต พวกอำมาตย์นั้นจัดการถวายพระเพลิงพระศพของพระองค์เสร็จ ประชุมกันในวันที่ ๗ ตกลงกันว่า พระราชารับสั่งไว้ว่า ผู้ใดจับใจเธอได้ พวกเธอพึงยกเศวตฉัตรให้แก่ผู้นั้น ก็แล พระสังวรกุมารพระองค์นี้จับใจพวกเราไว้ได้ แล้วพากันยกเศวตฉัตรกาญจนมาลาแด่พระกุมารสังวรพระองค์นั้น.
พระเจ้าสังวรมหาราชดำรงในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม.
พระกุมาร ๙๙ พระองค์นอกนั้นเล่าต่างตรัสว่า ข่าวว่า พระราชบิดาของพวกเราสวรรคตแล้ว. ได้ยินว่า พวกอำมาตย์ยกเศวตฉัตรถวายแก่เจ้าสังวรกุมาร เธอเป็นน้องสุดท้องยังไม่ถึงเศวตฉัตรของพระบิดานั้น พวกเราต้องยกเศวตฉัตรถวายพระพี่ใหญ่ ทุกองค์มาร่วมกันส่งหนังสือถึงพระเจ้าสังวรมหาราชว่า จงให้ฉัตรแก่พวกเรา หรือไม่ก็รบกัน แล้วพากันล้อมพระนครไว้.
พระราชาตรัสบอกเรื่องนั้นแก่พระโพธิสัตว์ แล้วตรัสถามว่า คราวนี้พวกเราจะทำอย่างไร. กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ไม่ต้องทำการรบกับพระเจ้าพี่เหล่านั้นดอก พระเจ้าข้า. พระองค์ทรงแบ่งพระราชทรัพย์ของพระบิดาออกเป็น ๙๙ ส่วน ส่งถวายแด่พระพี่เจ้า ๙๙ พระองค์ ทรงส่งสาสน์ไปด้วยว่า เชิญเจ้าพี่ทั้งหลายรับส่วนพระราชทรัพย์ของพระราชบิดาของเจ้าพี่นี้เถิด หม่อมฉันไม่ขอรบกับเจ้าพี่ดอก. พระองค์ทรงกระทำอย่างนั้น.
ครั้งนั้น เจ้าพี่องค์ใหญ่ของพระองค์พระนามว่า อุโบสถกุมาร ตรัสเรียกพระเจ้าน้องที่เหลือมา ตรัสว่า พ่อทั้งหลาย ผู้เป็นพระราชา ก็ไม่มีผู้สามารถจะย่ำยีได้. อนึ่งเล่า เจ้าน้องของพวกเราองค์นี้ มิได้ตั้งตน แม้แต่จะเป็นศัตรูตอบ ส่งพระราชสมบัติของบิดาให้พวกเรา ส่งสาส์นมาด้วยว่า ฉันไม่ขอต่อรบกับเจ้าพี่. ก็แล พวกเราเล่าจักยกเศวตฉัตรขึ้นในขณะเดียวกัน ทุกคนไม่ได้ พวกเราให้เศวตฉัตรแก่เธอองค์เดียวก็แล้วกัน เจ้าน้องนี้เท่านั้นจงเป็นพระราชา มาเถิดเธอทั้งหลาย พวกเราพากันไปพบเธอ มอบราชทรัพย์ แล้วพากันไปสู่ชนบทของพวกเรา ดังเดิม.
ครั้งนั้น พระกุมารแม้ทั้งหมดนั้นก็ให้เปิดประตูเมือง มิได้เป็นศัตรูเลย พากันเข้าสู่พระนคร. ฝ่ายพระราชาตรัสสั่งให้พวกอำมาตย์คุมสักการะเพื่อพระกุมารเหล่านั้น ทรงส่งสวนทางไป. พระกุมารทรงพระดำเนินมาด้วยบริวารเป็นอันมาก ขึ้นสู่พระราชวัง แสดงอาการนอบน้อมแด่พระเจ้าสังวรมหาราช พากันประทับนั่งเหนืออาสนะต่ำ. พระเจ้าสังวรมหาราชทรงประทับนั่งเหนือสีหาสนะ ภายใต้เศวตฉัตร พระยศใหญ่ พระสิริโสภาคอันใหญ่ได้ปรากฏแล้ว สถานที่ที่ทอดพระเนตรแล้วๆ ระยิบระยับไป.
พระอุโบสถกุมารทอดพระเนตรเห็นสิริสมบัติของพระเจ้าสังวรมหาราช แล้วทรงพระดำริว่า พระราชบิดาของพวกเรา ทรงทราบความที่สังวรกุมารได้เป็นพระราชา. เมื่อพระองค์ล่วงลับไป จึงประทานชนบทอื่นๆ แก่พวกเรา มิได้ประทานแก่สังวรกุมารนี้.
เมื่อจะทรงปราศรัยกับพระเจ้าสังวรมหาราชนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า
มหาราชาผู้เป็นจอมแห่งชนทรงทราบถึงพระศีลาจารวัตรของพระองค์ ทรงยกย่องพระกุมารเหล่านี้ มิได้สำคัญพระองค์ด้วยชนบทอะไรเลย.
เมื่อพระมหาราชาผู้สมมติเทพยังทรงพระชนม์อยู่ หรือทิวงคตแล้วก็ตาม พระประยูรญาติผู้เห็นประโยชน์ตนเป็นสำคัญ พากันยอมรับนับถือพระองค์.
ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ด้วยพระศีลาจารวัตรข้อไหน พระองค์จึงสถิตอยู่เหนือพระเชษฐภาดาผู้ทรงร่วมกำเนิดได้. ด้วยพระศีลาจารวัตรข้อไหน หมู่พระญาติที่ประชุมกันแล้ว จึงไม่ย่ำยีพระองค์ได้.
พระเจ้าสังวรมหาราชทรงสดับพระดำรัสนั้น.
เมื่อทรงแถลงพระคุณของพระองค์ ได้ตรัสคาถา ๖ คาถาว่า
ข้าแต่พระราชบุตร หม่อมฉันมิได้ริษยาสมณะทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง หม่อมฉันนอบน้อมท่านเหล่านั้นโดยเคารพ ไหว้เท้าของท่านผู้คงที่.
สมณะเหล่านั้นยินดีแล้วในธรรมของผู้แสวงหาคุณ ย่อมพร่ำสอนหม่อมฉันผู้ประกอบในคุณธรรม ผู้พอใจฟัง ไม่มีความริษยา.
หม่อมฉันได้ฟังคำของสมณะผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวงเหล่านั้น แล้วมิได้ดูหมิ่น สักน้อยหนึ่งเลย ใจของหม่อมฉันยินดีแล้วในธรรม.
กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลเดินเท้า หม่อมฉันไม่ตัดเบี้ยเลี้ยง และบำเหน็จบำนาญของจตุรงคเสนาเหล่านั้น ให้ลดน้อยลง.
อำมาตย์ผู้ใหญ่ และข้าราชการผู้มีปรีชาของฉัน มีอยู่ ช่วยกันบำรุงพระนครพาราณสี ให้มีเนื้อมาก มีน้ำดี.
อนึ่ง พวกพ่อค้าผู้มั่งคั่งมาแล้ว จากรัฐต่างๆ หม่อมฉันช่วยจัดอารักขาให้พ่อค้าเหล่านั้น ขอได้โปรดทราบอย่างนี้เถิด เจ้าพี่อุโบสถ.
ครั้นพระอุโบสถกุมารทรงสดับพระคุณของพระองค์ แล้วได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ได้ยินว่า พระองค์ทรงครอบครองราชสมบัติแห่งหมู่พระญาติโดยธรรม พระองค์เป็นผู้มีพระปรีชาด้วย เป็นบัณฑิตด้วย ทั้งทรงเกื้อกูลพระประยูรญาติด้วย.
ศัตรูทั้งหลายย่อมไม่เบียดเบียนพระองค์ ผู้แวดล้อมไปด้วยพระประยูรญาติ ทรงพร้อมมูลด้วยรัตนะต่างๆ เหมือนจอมอสูรไม่เบียดเบียนพระอินทร์ ฉะนั้น.
พระเจ้าสังวรมหาราชทรงประทานยศใหญ่แด่พระเจ้าพี่ทุกพระองค์. พระเจ้าพี่เหล่านั้นประทับอยู่ในสำนักของพระองค์ ตลอดกึ่งเดือน กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช พวกหม่อมฉันจักคอยระวังพวกโจรที่กำเริบขึ้นในชนบททั้งหลาย เชิญพระองค์ทรงเสวยสุขในราชสมบัติเถิด แล้วเสด็จไปสู่ชนบทของตนๆ.
พระราชาทรงดำรงในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ในที่สุดแห่งพระชนมายุ ได้ไปเพิ่มเทพนครให้เต็ม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุ ครั้งก่อน เธอทนต่อโอวาทเช่นนี้ บัดนี้ เหตุไร ไม่กระทำความเพียร ทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
ทรงประชุมชาดกว่า
สังวรกุมารผู้เป็นพระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุนี้
อุโบสถกุมารได้มาเป็น พระสารีบุตร
เจ้าพี่ที่เหลือได้เป็นเถรานุเถระ
และบริษัทได้มาเป็นพุทธบริษัท
ส่วนอำมาตย์ผู้ถวายโอวาทได้มาเป็น เราตถาคต แล.
-----------------------------------------------------