ท่านคงเคยได้ยินคนบ่นเกี่ยวกับการเป็นงูสวัดมาไม่มากก็น้อย ผมก็เป็นหนึ่งในผู้ได้ยินเสียงบ่นและความกังวลใจของผู้ที่เคยเป็นโรคนี้ แต่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดกับตัวเอง จนกระทั่ง…

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมมีอาการแปลกๆ ไม่เคยเป็นมาก่อนคือ ปวดเนื้อปวดตัว และรู้สึกปวดเสียวๆ ไล่ไปตามขา และซีกโครงด้านซ้าย ตอนแรกก็เข้าใจว่าเป็นเพราะตกชั้นวางหนังสือขณะที่จะปีนเอาหนังสือชั้นบน แต่ด้วยขี้เกียจหาเก้าอี้ก็เลยใช้ชั้นวางหนังสือเป็นที่เหยียบขึ้น แล้วโหนตัวขึ้นอาหนังสือ แต่เท้าหลุดที่เหยียบ เลยหล่นไม่เป็นท่า 

ลุกขึ้นได้ก็หัวเราะตัวเองพักใหญ่และสมน้ำหน้าตัวเองที่ไม่เจียมตัว นึกว่าตัวเองยังสิบห้ายกๆ สิบหกย่อนๆ 555

หลังจากนั้นสองวันก็รู้สึกดังกล่าวข้างต้น ก็เข้าใจว่าเพราะหล่นจากชั้นหนังสือ ก็เลยไม่ไปหาหมอ แต่อีกสองสามวันต่อมามีผื่นขึ้นที่โคนขา ก็ไม่ใส่ใจคิดว่าคงแพ้ต้นไม้ในสวน เพราะตอนนี้เรามาอยู่บ้านสวนเป็นหลัก และผมก็ชอบเดินสวน และเดินป่าชายทุ่ง แต่เย็นๆ วันนั้น เริ่มเห็นตุ่มใสๆ ขึ้นตรงที่เป็นผื่น และเริ่มลามไปทั่วบริเวณ และเพิ่มอาการปวดแสบปวดร้อนเข้ามาอีก 

แวปแรกก็นึกว่าจะติดโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกาไหม เพราะทราบมาว่ามีลักษณะคล้ายที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่ จึงได้เริ่มหาความรู้จากอินเตอร์เน็ต และได้ข้อสรุปว่าน่าจะเป็น ''งูสวัด' จึงเปิดเผยเรื่องที่เกิดขึ้นกับภรรยา เพื่อปรึกษาว่าจะไปหาหมอดีไหม แต่ได้ข้อสรุปว่าดูอาการก่อนสองสามวัน หากไม่ดีขึ้นค่อยว่ากัน 

ระหว่างรอก็ศึกษาเกี่ยวกับงูสวัดมากขึ้น และที่มีคำบอกเล่าว่า ‘ถ้ามันขึ้นรอบตัวเมื่อไหร่ อาจตายได้’ 

แต่จากความรู้ที่ได้จากการค้นคว้า และประสบการณ์ที่ผ่านมาพอสรุปได้ว่า งูสวัดเป็นโรคผิวหนังเกิดจากไวรัสชนิดหนึ่ง เป็นชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดอีสุกอีใส มักจะเกิดกับคนที่มีภูมิต้านทานต่ำโดยเฉพาะผู้สูงอายุ (เข้าเกณฑ์) ผู้มีอาการป่วยอยู่แล้ว หรือเป็นมะเร็ง (อันนี้ ถ้าเป็นปัจจุบันไม่น่าใช่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ ใช่) โดยทั่วไปจะขึ้นซีกใดซึกหนึ่งของร่างกาย (มิน่าละถ้าขึ้นรอบตัวอาจตายได้ เพราะมันต้องเป็นกรณีพิเศษจริงๆ และจากข้อมูลที่พบ คนที่เป็นงูสวัดแล้วตายนั้นมีโรคอื่นแทรกซ้อนเป็นหลัก) และงูสวัดนี้อาจจะหายเอง (ชื่นใจขึ้นมาหน่อย) จึงตัดสินใจไม่ไปหาหมอ และดูอาการมาได้อาทิตย์กว่าแล้ว และดีขึ้นตามลำดับ ตุ่มใส ลดลง และหลายจุดเริ่มเป็นรอบผิวช้ำๆ และตกสะเก็ด ส่วนอาการปวดเสียวและปวดร้อนยังมีอยู่ แม้จะไม่มีผื่น หรือตุ่มก็ตาม 

แต่ที่เขียนเรื่องนี้วันนี้มาจากข้อมูลที่ว่า ​'งูสวัดเกิดขึ้นเพราะเรามีภูมิต้านทานต่ำ' และที่ส่วนใหญ่เกิดกับผู้สูงอายุ เพราะโดยทั่วไปผู้สูงอายุมักจะมีภูมิต้านทานต่ำ แต่ไม่ใช่กรณีผม เพราะผมศึกษาเรื่องภูมิต้านทาน และสร้างภูมิต้านทานให้กับตัวเองหลายวิธี จึงมั่นใจเรื่องนี้มาก 

แต่ก็เอ๋ะใจขึ้นมาว่า ‘ภาคเรียนนี้มีงานสอน วิพากากษ์งาน และเป็นประธานสอบวิทยานิพนธ์ค่อนข้างมาก และของว่างที่เสริฟอุดมไปด้วยน้ำตาลทั้งนั้น’ ปกติผมจะสกัดตัวเองไม่กินขนมหวาน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเยอะอยู่แล้ว หลังจากเรียนรู้ว่าน้ำตาลเป็นโทษต่อร่างกายมากกว่าเป็นประโยชน์ 

แต่ช่วงที่ผ่านมา เบรกแตกครับ และสิ่งที่น่าสนใจคือ ความหวานและความอร่อยของน้ำตาล มันจะทำให้เราอยากกินมากขึ้น ๆ

อีกอย่างหนึ่งคือ ด้วยผมต้องเดินทางบ่อยขึ้นผมก็ไม่ค่อยได้กิน ‘ปั่นผักเพื่อสุขภาพ’ เท่าที่ควร และนี่น่าจะเป็นที่มาของการเป็นงูสะวัดครั้งนี้แน่ๆ (นี่เป็นความเชื่อส่วนตัวครับ) อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจ ผมขอให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโทษของน้ำตาลที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทาน และโรคบางส่วนมาเล่าดังนี้ 

  1. บทเรียนจากเพื่อนศึกษานิเทศก์จากสิงห์บุรีเมื่อ 30 กว่าปีมาแล้วคือ เขา ได้สูตรรักษาไมเกรนมากจากชาวฝรังเศส และเขาก็หายขาดจากไมเกรน สูตรคือ ‘ลด และเลิกน้ำตาล’ เท่านั้นเองครับ เพื่อนผมคนนี้เป็นผู้หญิง และหมอห้ามไม่ให้ตั้งครรภ์และมีลูก เพราะเป็นไมเกรนหนักมาก (เรื่องเป็นไมเกรน แล้วมีลูกไม่ได้นั้นผมไม่รู้นะ แต่เพื่อนบอกอย่างนั้น) เขาอยากมีลูก เขาก็เลยทำตามคำแนะนำของชาวฝรั่งเศส แล้วหายไมเกรน และมีลูกได้ครับ
  2. บทเรียนที่ 2 จากหนังสือของ Dr. Yudkin, M.D.  (1972) ที่ชี้ว่านำตาลนั้นบริสุทธ์ ขาวสวย และอันตรายถึงตายได้ ในหนังสือของเขาได้กล่าวถึงอันตรายจากน้ำตาลไว้มากมาย โดยเฉพาะน้ำตาลทรายขาว ซึ่งผ่านกระบวนการทางเคมีมาหลายขั้นตอนกว่าจะขาวสะอาดอย่างที่เราเห็น แต่เป็นโทษต่อร่างกายมากมาย 
  3. บทเรียนที่ 3 เป็นคำบรรบายของ ​Dr. Lustig, M.D. (2009) ที่ชี้ชัดเกี่ยวกับภัยน้ำตาลไว้หลายประเด็น แต่ที่สำคัญคือ (1) น้ำตาลเป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด เช่น เบาหวานเทียม (แน่นอน) ความดัน เส้นเลือดในสมองแตก และโคอเลสเตอรอล เป็นต้น (2) น้ำตาลทำให้กลไกกำกับความรู้สึกอิ่มไม่ทำงาน คือทำให้เรากินไปได้เรื่อยๆ แม้จะอิ่มแล้วก็ตาม ทำให้อ้วน  และ (3) ที่สำคัญคือ น้ำตาลทำให้ภูมิต้านทานต่ำ ถ้าเรากินน้ำตาลเกิน 8 ซ้อนชาในแต่ละวัน ภูมิต้นทางของเราวันนั้น จะเป็น 0 (ศูนย์) เลยครับ 

         ทั้ง 3 ข้อผมเขียนเพื่อเตือนตนเองเป็นหลักครับ ส่วนท่านที่สนใจจะนำใช้เป็นประโยชน์ก็ไม่ขัดข้อง ถ้าอยากอ่าน หรือฟังชัดๆ ก็ดูอ้างอิงท้ายเรื่องครับ 

โชคดีครับ

สมาน อัศวภูมิ

18 สิงหาคม 2566

แหล่งอ้างอิง

Lustig, Robert H. Sugar: The Bitter Truth. University of California Television, 2009.     (Available on Utube)

Yudkin, John. Pure, White, and Deadly: How Sugar is Killing us and What We Can Do about It. USA: Penguin Book, 1970. (Available in ebook edition)