ปีกของเรามีอยู่ แต่บินไปไม่ได้ เท้าของเรามีอยู่ แต่ยังเดินไม่ได้ มารดาบิดาก็พากันบินออกไปแล้ว แน่ะไฟ จงกลับไปเถิด.

การบำเพ็ญบารมีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตอนที่ ๓๐ วัฏฏกโปตกจริยา

 

เกริ่นนำ

            ปีกของเรามีอยู่ แต่บินไปไม่ได้ เท้าของเรามีอยู่ แต่ยังเดินไม่ได้ มารดาบิดาก็พากันบินออกไปแล้ว แน่ะไฟ จงกลับไปเถิด. พร้อมกับเมื่อเราทำสัจจกิริยา ไฟที่ลุกรุ่งโรจน์ใหญ่หลวง เว้นไว้ ๑๖ กรีส ไฟดับ ณ ที่นั้น เหมือนจุ่มลงในน้ำ.

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก

 

๙. วัฏฏกโปตกจริยา

ว่าด้วยจริยาของลูกนกคุ่ม

 

             [๗๒]   อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลที่เราเป็นลูกนกคุ่ม ยังอ่อน ขนยังไม่งอก เป็นดังชิ้นเนื้อ อยู่ในรัง ในมคธชนบท

             [๗๓]   มารดาเอาจะงอยปากคาบเหยื่อมาเลี้ยงเรา เราเป็นอยู่ด้วยผัสสะของมารดา กำลังกายของเรายังไม่มี

             [๗๔]   ในฤดูร้อนทุกๆ ปี มีไฟป่าไหม้ลุกลามมา ไฟป่าเป็นทางดำลุกลามมาใกล้เรา

             [๗๕]   ไฟกำลังไหม้ มีเปลวโชติช่วง ส่งเสียงดังอื้ออึง ลามมาใกล้เราโดยลำดับ

             [๗๖]   มารดาและบิดาของเราตกใจ สะดุ้งกลัว เพราะกลัวไฟที่ไหม้มาโดยเร็ว จึงทิ้งเราไว้ในรังหนีเอาตัวรอดไป

             [๗๗]   เราเหยียดเท้า กางปีกออกรู้ว่า กำลังกายของเราไม่มี เรานั้นไปไม่ได้ อยู่ในรังนั่นเอง จึงคิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า

             [๗๘]   เมื่อก่อนเราสะดุ้งหวาดหวั่น พึงเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในระหว่างปีกของมารดาและบิดา บัดนี้ มารดาและบิดาทิ้งเราหนีไปเสียแล้ว วันนี้เราจะทำอย่างไร

             [๗๙]   ศีลคุณ ความสัตย์ ความสะอาด และความเอ็นดู ยังมีอยู่ในโลก ด้วยความสัตย์นั้น เราจักทำสัจจกิริยาอันยอดเยี่ยม

             [๘๐]   เราระลึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้พิชิตมารซึ่งมีในก่อน คำนึงถึงกำลังพระธรรม ได้กระทำสัจจกิริยา เพื่อฝนคือกำลังความสัตย์ว่า

             [๘๑]   ปีกของเรามีอยู่ แต่ขนไม่มี เท้าของเรามีอยู่ แต่ยังเดินไม่ได้ มารดาและบิดาก็พากันบินออกไปแล้ว แน่ะไฟจงกลับไป(จงดับไปเสีย)

             [๘๒]   พร้อมกับเมื่อเราทำสัจจกิริยา เปลวไฟที่ลุกโชติช่วงเว้นที่ไว้ ๑๖ กรีส (กรีส หมายถึงมาตรานับ ๑ กรีสเท่ากับ ๑๒๕ ศอก) เหมือนเปลวไฟที่จุ่มน้ำ บุคคลมีสัจจะเสมอเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเรา ฉะนี้แล

วัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙ จบ

 

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

๙. วัฏฏกโปตกจริยา

               อรรถกถาวัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙               

 

               ในกาลเมื่อเราเกิดในกำเนิดนกคุ่มในอรัญญประเทศแห่งหนึ่ง ในแคว้นมคธ ทำลายเปลือกไข่ยังอ่อนเพราะออกไม่นาน ยังเป็นชิ้นเนื้อขนยังไม่ออกเป็นลูกนกคุ่มอยู่ในรังนั่นเอง.
               มารดาของเราเอาจะงอยปากคาบเหยื่อมาเลี้ยงเราตลอดกาล.
               เราเป็นอยู่คือยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการสัมผัสตัวของมารดาของเรานั้น ผู้สัมผัสเราตลอดกาลโดยชอบ เพื่อความอบอุ่นและเพื่ออบรม.
               ในฤดูร้อน. ไฟไหม้ป่า ในท้องที่นั้นด้วยไฟที่เกิดขึ้นเพราะการเสียดสีกันและกันของกิ่งไม้แห้ง ไฟไหม้ป่าด้วยเหตุนั้น. เป็นทางดำเพราะนำเชื้อไฟมาเป็นเถ้าไหม้ที่กอไม้ในป่าเข้ามาใกล้. ทำเสียงสนั่นอื้ออึง ในกาลนั้น เพราะเข้ามาใกล้อย่างนี้. ด้วยอำนาจของเชื้อไฟเช่นกับยอดเขา. ไฟไหม้ท้องที่ป่านั้นมาโดยลำดับ เข้ามาใกล้จวนจะถึงเรา.
               มารดาบิดาของเรากลัวไฟที่ลุกลามมาโดยไว. หนีเอาตัวรอด คือได้ทำความปลอดภัยให้แก่ตนด้วยไปในที่ที่ไฟไม่รบกวน.
               จริงอยู่ ในกาลนั้น พระมหาสัตว์ได้มีร่างกายใหญ่ประมาณเท่าตะกร้อลูกใหญ่. มารดาบิดาไม่สามารถจะพาลูกนกนั้นไปได้ ด้วยอุบายไรๆ และเพราะความรักตนครอบงำ จึงทิ้งความรักบุตรหนีไป.
               เราเตรียมจะไปบนแผ่นดิน และบนอากาศ จึงเหยียดเท้าทั้งสองและพยายามกางปีกทั้งสอง.
               เราพยายามเหยียดเท้าและกางปีก คือพยายามจะบินไป. เพราะเหตุไรจึงพยายามดังนั้น. เพราะกำลังกายของเราไม่มี.
               เราเป็นอย่างนั้น หนีไปไม่ได้เพราะความบกพร่องของเท้าและปีก หรือมารดาบิดาก็เอาเป็นที่พึ่งไม่ได้โดยหนีไปเสีย. เราอยู่ในป่าถูกไฟป่ารบกวน หรือในรังนั้น ในกาลนั้นจึงคิดโดยอาการที่จะพึงกล่าวในบัดนี้อย่างนี้.
               เมื่อก่อน เราสะดุ้งหวาดหวั่นพึงเข้าไปซ่อนตัวในระหว่างปีกของมารดาบิดา คือเรากลัวเพราะกลัวตายหวาดสะดุ้ง เพราะจิตสะดุ้งต่อมรณภัยนั้น หวั่นไหวเพราะร่างกายสั่น บัดนี้ถูกไฟป่ารบกวน สำคัญดุจหล่มน้ำจึงวิ่งเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในระหว่างปีกของมารดาบิดา. มารดาบิดาของเราเหล่านั้นทิ้งเราไว้แต่ผู้เดียวหนีไปเสียแล้ว.
               วันนี้เราควรทำ ควรปฏิบัติอย่างไร?
               พระมหาสัตว์มิได้หลงลืมสิ่งที่ควรทำ ยืนคิดอย่างนี้ว่า ในโลกนี้คุณของศีลยังมีอยู่ คุณของสัจจะยังมีอยู่. ธรรมดาพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตบำเพ็ญบารมี นั่ง ณ พื้นโพธิมณฑล ตรัสรู้แล้ว ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติและวิมุตติญาณทัศนะ ประกอบด้วยสัจจะความเอ็นดูกรุณาและขันติ บำเพ็ญเมตตาในสรรพสัตว์ ยังมีอยู่. พระธรรมอันพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเหล่านั้นแทงตลอดแล้ว เป็นคุณอันประเสริฐโดยส่วนเดียว ยังมีอยู่.
               อนึ่ง ความสัตย์อย่างนี้แม้ในเราก็ยังมีอยู่. สภาวธรรมอย่างหนึ่งยังมีอยู่ย่อมปรากฏ. เพราะฉะนั้น เราควรระลึกถึงพระพุทธเจ้าในอดีต และคุณธรรมที่พระพุทธเจ้าเหล่านั้นแทงตลอดแล้ว ถือเอาสภาวธรรมอันเป็นสัจจะซึ่งมีอยู่ในตน แล้วทำสัจจกิริยา ให้ไฟกลับไป แล้วทำความสวัสดีแก่ตนเอง และแก่สัตว์ที่เหลือซึ่งอยู่ ณ ที่นี้ ในวันนี้.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
               คุณของศีล ความสัตย์ พระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยความสัตย์ เอ็นดูกรุณามีอยู่ในโลก. ด้วยความสัตย์นั้น เราจักกระทำสัจจกิริยาอันสูงสุด.
                เราคำนึงถึงกำลังของพระธรรม ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้พิชิตมารอันมีอยู่ในก่อน ได้กระทำสัจจกิริยา แสดงกำลังความสัตย์.
               พระมหาสัตว์ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งปรินิพพานแล้วในอดีต ปรารภสภาพของสัจจะอันมีอยู่ในตนแล้วกล่าวคาถาใด ได้ทำสัจจกิริยาในกาลนั้น.
               เพื่อแสดงคาถานั้น จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า 
               ปีกของเรามีอยู่ แต่บินไปไม่ได้ เท้าของเรามีอยู่ แต่ยังเดินไม่ได้ มารดาบิดาก็พากันบินออกไปแล้ว แน่ะไฟ จงกลับไปเถิด.
               พระมหาสัตว์ได้นอนทำสัจจกิริยาว่า หากความที่เรามีปีก ความที่เหยียดปีกบินไปในอากาศไม่ได้. ความที่เรามีเท้า ความที่เรายกเท้าเดินไปไม่ได้ และความที่มารดาบิดาทิ้งเราไว้ในรังแล้วหนีไป เป็นความสัตย์จริง. แน่ะไฟด้วยความสัตย์นี้ ขอท่านจงหลีกไปเสียจากที่นี้.
               พร้อมด้วยสัจจกิริยาของพระมหาสัตว์นั้น ไฟได้หลีกไปในที่ประมาณ ๑๖ กรีส. และเมื่อไฟหลีกไปก็มิได้ไหม้กลับเข้าป่าไป. ดับ ณ ที่นั้น ดุจคบเพลิงที่จุ่มลงไปในน้ำฉะนั้น.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
               พร้อมกับเมื่อเราทำสัจจกิริยา ไฟที่ลุกรุ่งโรจน์ใหญ่หลวง เว้นไว้ ๑๖ กรีส ไฟดับ ณ ที่นั้น เหมือนจุ่มลงในน้ำ.
               ก็สัจจกิริยาของพระโพธิสัตว์นั้น เป็นเบื้องต้นของการงานรำลึกถึงพระพุทธคุณในสมัยนั้น ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า คือผู้เสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี นี้เป็นบารมีของเรา.
               สถานที่นั้นจึงเป็นปาฏิหาริย์ตั้งอยู่กัปหนึ่ง เพราะไม่ถูกไฟไหม้ในกัปนี้ทั้งสิ้น.
               ด้วยเหตุนี้ พระมหาสัตว์ด้วยอำนาจสัจจกิริยา จึงทำความปลอดภัยให้แก่ตนและแก่สัตว์ทั้งหลายผู้อยู่ ณ ที่นั้น เมื่อสิ้นอายุก็ได้ไปตามยถากรรม.
               มารดาบิดาในครั้งนั้นได้เป็นมารดาบิดาในครั้งนี้.
               ส่วนพระยานกคุ่ม คือพระโลกนาถ.
               แม้บารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้น ก็พึงเจาะจงกล่าวตามสมควร โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
               อนึ่ง เมื่อไฟป่าลุกลามมาอย่างน่ากลัวอย่างนั้น พระโพธิสัตว์แม้อยู่ผู้เดียวในวัยนั้นก็ยังกลัว จึงระลึกถึงพระธรรมคุณมีสัจจะเป็นต้น และพระพุทธคุณ.
               พึงประกาศอานุภาพมีการยังสัตว์ทั้งหลายแม้ที่อยู่ ณ ที่นั้น ให้ถึงความปลอดภัยด้วยสัจจกิริยา เพราะอาศัยอานุภาพของตนเท่านั้น.

               จบอรรถกถาวัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙               
               -----------------------------------------------------