เราผู้ใคร่ประโยชน์แก่ตน ได้กล่าวแก่สหายผู้แสวงหาประโยชน์เหล่านั้นว่า เราไม่ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ เรายินดีอย่างยิ่งในการออกบวช

การบำเพ็ญบารมีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตอนที่ ๒๕ ภิงสจริยา

 

เกริ่นนำ

            ท่านเทวราชผู้เป็นท้าวสหัสนัยน์ พวกอาตมาไม่ใช่นักฟ้อนรำของท่าน ไม่ใช่ผู้ควรจะพึงเล่นของท่าน ไม่ใช่ญาติของท่าน ไม่ใช่สหายของท่าน ที่พึงทำการรื่นเริง ท่านอาศัยใครจึงเล่นกับพวกฤๅษี.

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก

 

๔. ภิงสจริยา

ว่าด้วยจริยาของภิงสพราหมณ์

 

             [๓๔]   อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลที่เราอยู่ในกรุงกาสีซึ่งประเสริฐสุด มีน้องหญิงชาย ๗ คน เกิดในตระกูลโสตถิยพราหมณ์

             [๓๕]   เราเป็นพี่ของน้องหญิงชายเหล่านั้น ประกอบด้วยหิริและธรรมฝ่ายขาว เราเห็นภพโดยความเป็นภัย จึงยินดีอย่างยิ่งในการออกบวช

             [๓๖]   พวกสหายร่วมใจของเรา ที่มารดาและบิดาส่งมาแล้ว เชื้อเชิญเราด้วยกามทั้งหลายว่า เชิญท่านดำรงสกุลเถิด

             [๓๗]   คำใดที่สหายเหล่านั้นกล่าวแล้ว เป็นเครื่องนำสุขมาให้ในธรรมของคฤหัสถ์ คำนั้นเป็นเหมือนคำหยาบ เสมอด้วยผาลไถที่ร้อนสำหรับเรา

             [๓๘]   ครั้งนั้น เราปฏิเสธอยู่ สหายเหล่านั้นได้ถามถึงความปรารถนาของเราว่า ท่านปรารถนาอะไรเล่าเพื่อน ถ้าท่านไม่บริโภคกาม

             [๓๙]   เราผู้ใคร่ประโยชน์แก่ตน ได้กล่าวแก่สหายผู้แสวงหาประโยชน์เหล่านั้นว่า เราไม่ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ เรายินดีอย่างยิ่งในการออกบวช

             [๔๐]   สหายเหล่านั้นฟังคำเราแล้ว ได้บอกแก่มารดาและบิดา มารดาและบิดาได้กล่าวอย่างนี้ว่า พ่อผู้เจริญ แม้เราทั้ง ๒ ก็จะบวช

             [๔๑]   มารดาและบิดาของเราทั้ง ๒ และน้องหญิงชายทั้ง ๗ ของเรา ละทิ้งทรัพย์นับไม่ถ้วน แล้วเข้าไปยังป่าใหญ่ ฉะนี้แล

ภิงสจริยาที่ ๔ จบ

 

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

๔. ภิงสจริยา

   อรรถกถาภิงสจริยาที่ ๔ 

              

               เราเจริญเติบโตอยู่ในกรุงพาราณสี อันเป็นนครประเสริฐของแคว้นที่ได้ชื่อว่า กาสี. พวกเราทั้งหมด ๘ คน คือ พี่ชาย น้องชาย ๗ คน คือ ๖ คนมีอุปกัญจนะเป็นต้นและเรา กับน้องสาวคนเล็กชื่อกัญจนเทวี ในกาลนั้นเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ชื่อว่าโสตติยะ เพราะไม่ยินดีในการเชื้อเชิญด้วยมนต์.
               ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรพราหมณ์มหาศาลมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในกรุงพาราณสี มีชื่อว่ากัญจนกุมาร. ครั้นเมื่อกัญจนกุมารเดินได้ ได้มีบุตรอื่นเกิดขึ้นอีกชื่อว่าอุปกัญจนกุมาร. ตั้งแต่นั้นมา ชนทั้งหลายพากันเรียกพระมหาสัตว์ว่ามหากัญจนกุมาร. โดยลำดับอย่างนี้ได้มีบุตรชาย ๗ คน. ส่วนน้องคนเล็กเป็นธิดาคนเดียวชื่อว่ากัญจนเทวี.
               พระมหาสัตว์ครั้นเจริญวัยได้ไปเมืองตักกศิลา เล่าเรียนศิลปะทุกอย่างสำเร็จแล้วก็กลับ.
               ลำดับนั้น มารดาบิดาประสงค์จะผูกพระมหาสัตว์ให้อยู่ครองเรือน จึงกล่าวว่า พ่อและแม่จะนำทาริกาจากตระกูลที่มีชาติเสมอกับตนมาให้ลูก.
               พระมหาสัตว์กล่าวว่า แม่และพ่อจ๋า ลูกไม่ต้องการอยู่ครองเรือน เพราะโลกสันนิวาสทั้งหมดมีภัยเฉพาะหน้าสำหรับลูกดุจถูกไฟไหม้ ผูกมัดดุจเรือนจำ ปรากฏเป็นของน่าเกลียดดุจที่เทขยะ จิตของลูกมิได้กำหนัดในกามทั้งหลาย. พ่อแม่ยังมีลูกอื่นอยู่อีก ขอให้ลูกเหล่านั้นอยู่ครองเรือนเถิด.
               แม้มารดาบิดาสหายทั้งหลายขอร้องก็ไม่ปรารถนา.
               ครั้งนั้น พวกสหายถามพระโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนสหาย ก็ท่านปรารถนาอะไรเล่า จึงไม่อยากบริโภคกาม.
               พระโพธิสัตว์จึงบอกถึงอัธยาศัยในการออกบวชของตนแก่สหายเหล่านั้น.
               เราเห็นภพทั้งหมดมีกามภพเป็นต้น มีภัยเฉพาะหน้าโดยความเป็นของน่ากลัว ดุจเห็นช้างดุแล่นมา ดุจเห็นเพชฌฆาตเงื้อมดาบมาเพื่อประหาร ดุจเห็นสีหะ ยักษ์ รากษส สัตว์มีพิษร้าย อสรพิษและถ่านเพลิงที่ร้อน แล้วยินดีในบรรพชา เพื่อพ้นจากนั้น ออกบวชคิดว่า เราพึงบำเพ็ญสัมมาปฏิบัติอันเป็นธรรมจริยา และพึงยังฌานและสมาบัติให้เกิดขึ้นได้อย่างไรหนอ ดังนี้จึงยินดีในบรรพชา กุศลธรรมและปฐมฌานเป็นต้น ในกาลนั้น.
               สหายของเราเหล่านั้นรู้ความพอใจในบรรพชาของเราไม่เปลี่ยนแปลง จึงบอกคำของเราอันแสดงถึงความใคร่จะบรรพชาแก่บิดาและมารดา ได้กล่าวว่า พ่อแม่ทั้งหลายท่านจงรู้เถิด มหากาญจนกุมารจักบวช โดยส่วนเดียวเท่านั้น. มหากาญจนกุมารนั้น ใครๆ ไม่สามารถจะนำเข้าไปในกามทั้งหลายด้วยอุบายไรๆ ได้.
               ในกาลนั้น มารดาบิดาของเราฟังคำของเราที่พวกสหายของเราบอก จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ พวกเราทั้งหมดจะบวชบ้าง. ผิว่า มหากาญจนกุมารชอบใจการบวช แม้พวกเราก็ชอบใจสิ่งที่ลูกเราชอบ เพราะฉะนั้น เราทั้งหมดก็จะบวช.
               น้องชาย ๖ มีอุปกัญจนะเป็นต้นและน้องสาวกัญจนเทวี รู้ความพอใจในบรรพชาของพระมหาสัตว์ ได้ประสงค์จะบวชเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น แม้ชนเหล่านั้นอันมารดาเชื้อเชิญให้อยู่ครองเรือนก็ไม่ปรารถนา. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราทั้งหมดก็จะบวชเหมือนกันนะท่านพราหมณ์ทั้งหลาย.
               ก็และครั้นสหายทั้งหลายกล่าวอย่างนี้แล้ว มารดาบิดาจึงเรียกพระมหาสัตว์แจ้งความประสงค์แม้ของตนๆ แก่พระมหาสัตว์แล้วกล่าวว่า ลูกรัก ถ้าลูกประสงค์จะบวชให้ได้ ลูกจงสละทรัพย์ ๘๐ โกฏิอันเป็นของลูกตามสบายเถิด.
               ลำดับนั้น พระมหาบุรุษบริจาคทรัพย์นั้นแก่คนยากจนและคนเดินทางเป็นต้น แล้วออกบวชเข้าไปยังหิมวันตประเทศ.
               มารดาบิดา น้องชาย ๖ น้องหญิง ๑ ทาส ๑ ทาสี ๑ และสหาย ๑ ละฆราวาสได้ไปกับพระมหาสัตว์นั้น.
               ก็ครั้นชนเหล่านั้นมีพระโพธิสัตว์เป็นประมุข เข้าไปยังหิมวันตประเทศอย่างนั้นแล้ว จึงอาศัยสระปทุมสระหนึ่ง สร้างอาศรมในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ บวชแล้ว ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยอาหารอันเป็นรากไม้และผลไม้ในป่า.
               บรรดานักบวชเหล่านั้น ชน ๘ คนมีอุปกัญจนะเป็นต้น ผลัดเวรกันหาผลไม้ แบ่งส่วนของตนและคนนอกนั้นไว้บนแผ่นหินแผ่นหนึ่ง ให้สัญญาระฆัง ถือเอาส่วนของตนๆ เข้าไปยังที่อยู่. แม้พวกที่เหลือก็ออกจากบรรณศาลาด้วยสัญญาณระฆัง ถือเอาส่วนที่ถึงของตนๆ ไปยังที่อยู่บริโภคแล้วบำเพ็ญสมณธรรม.
               ครั้นต่อมาได้นำเอาเหง้าบัวมาบริโภคเหมือนอย่างนั้น. ฤๅษีเหล่านั้นมีความเพียรกล้า มีอินทรีย์มั่นคงอย่างยิ่ง กระทำกสิณบริกรรมอยู่ ณ ที่นั้น.
               ลำดับนั้น ด้วยเดชแห่งศีลของฤๅษีเหล่านั้น ภพของท้าวสักกะหวั่นไหว ท้าวสักกะทราบเหตุนั้น ทรงดำริว่าจักทดลองฤๅษีเหล่านี้ ด้วยอานุภาพของตนจึงทำให้ส่วนของพระมหาสัตว์หายไปตลอด ๓ วัน.
               ในวันแรกพระมหาสัตว์ไม่เห็นส่วนของตน คิดว่า คงจะลืมส่วนของเรา.
               ในวันที่ ๒ คิดว่า เราจะมีความผิดกระมัง. ไม่ตั้งส่วนของเราคงจะไล่เรากระมัง.
               ในวันที่ ๓ คิดว่า เราจักฟังเหตุการณ์นั้นแล้วจักให้ขอขมา จึงให้สัญญาณระฆังในเวลาเย็น เมื่อฤๅษีทั้งหมดประชุมกันด้วยสัญญาณนั้น จึงบอกเรื่องนั้นให้ทราบ
               ครั้นฟังว่า ฤๅษีเหล่านั้นได้แบ่งส่วนไว้ให้ทั้ง ๓ วัน จึงกล่าวว่า พวกท่านแบ่งส่วนไว้ให้เรา แต่เราไม่ได้ มันเรื่องอะไรกัน?
               ฤๅษีทั้งหมดฟังดังนั้นก็ได้ถึงความสังเวช.
               ณ อาศรมนั้น แม้รุกขเทวดาก็ลงมาจากภพของตน นั่งในสำนักของฤๅษีเหล่านั้น. ช้างเชือกหนึ่งหนีจากเงื้อมมือของพวกมนุษย์เข้าป่า. วานรตัวหนึ่งหนีจากเงื้อมมือของหมองูพ้นแล้ว เพราะจะให้เล่นกับงู ได้ทำความสนิทสนมกับฤๅษีเหล่านั้น ในกาลนั้นก็ได้ไปหาฤๅษีเหล่านั้น ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
               ในขณะนั้น อุปกัญจนดาบสน้องของพระโพธิสัตว์ ลุกขึ้นไหว้พระโพธิสัตว์ แล้วแสดงความเคารพพวกที่เหลือ ถามขึ้นว่า ข้าพเจ้าเริ่มตั้งสัญญาณแล้วจะได้เพื่อยังตนให้บริสุทธิ์หรือ เมื่อฤๅษีเหล่านั้นกล่าวว่าได้ซิ จึงยืนขึ้นในท่ามกลางหมู่ฤๅษี.
               เมื่อจะทำการแช่ง จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า 
               ท่านพราหมณ์ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป ผู้นั้นจงได้ม้า โค ทอง เงิน ภริยาและสิ่งพอใจ ณ ที่นี้ จงพรั่งพร้อมด้วยบุตรและภริยาเถิด.
               เพราะอุปกัญจนดาบสนั้นตำหนิวัตถุกามว่า ความทุกข์ทั้งหลายย่อมเกิดขึ้น ในเพราะการพลัดพรากจากวัตถุอันเป็นที่รัก จึงกล่าวคาถานี้.
               หมู่ฤๅษีได้ฟังดังนั้นจึงปิดหูด้วยกล่าวว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านอย่ากล่าวอย่างนั้น คำแช่งของท่านหนักเกินไป.
               แม้พระโพธิสัตว์ก็กล่าวว่า คำแช่งของท่านหนักเกินไป อย่าถือเอาเลยพ่อคุณ นั่งลงเถิด.
               แม้ฤๅษีที่เหลือก็ทำการแช่ง ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ตามลำดับว่า 
               ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป ผู้นั้นจงทรงไว้ซึ่งมาลัยและจันทน์แดง จากแคว้นกาสี. สมบัติเป็นอันมากจงมีแก่บุตร.จงทำความเพ่งอย่างแรงกล้าในกามทั้งหลาย.
               ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน ผู้นั้นจงมีข้าวเปลือกมาก สมบูรณ์ด้วยกสิกรรม มียศ จงได้บุตร จงเป็นคฤหัสถ์ จงมีทรัพย์ จงได้สิ่งที่ปรารถนาทุกอย่าง ไม่เห็นความเสื่อม จงครองเรือน.
               ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน ผู้นั้นเป็นกษัตริย์ จงเป็นผู้ทำการข่มขี่ จงเป็นพระราชายิ่งกว่าพระราชา ทรงพลัง จงมียศ จงครองแผ่นดินพร้อมด้วยทวีปทั้ง ๔ เป็นที่สุด.
               ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน ผู้นั้นเป็นพราหมณ์ จงไม่ปราศจากราคะ จงขวนขวายในฤกษ์ยาม และในวิถีโคจรของนักษัตรผู้เป็นเจ้าแว่นแคว้น มียศ จงบูชาผู้นั้น.
               ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน โลกทั้งปวง จงสำคัญผู้นั้นว่า ผู้คงแก่เรียน ผู้มีเวทพร้อมด้วยมนต์ทุกอย่าง ผู้มีตบะ. ชาวชนบทพิจารณาเห็นแล้ว จงบูชาผู้นั้น.
               ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน ผู้นั้นจงบริโภค บ้านส่วยอันหนาแน่นด้วยสิ่งทั้ง ๔ อันบริบูรณ์พร้อมที่ท้าววาสวะประทาน จงไม่ปราศจากราคะ เข้าถึงมรณะ.
               ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน ผู้นั้นเป็นผู้ใหญ่บ้าน จงบันเทิงอยู่ด้วยการฟ้อนรำ การขับร้องในท่ามกลางสหาย ผู้นั้นอย่าได้ความเสื่อมเสียไรๆ จากพระราชา.
               ท่านพราหมณ์ หญิงใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน หญิงนั้นเป็นอัครชายา ทรงชนะหญิงทั่วปฐพี จงดำรงอยู่ในความเป็นผู้เลิศกว่าหญิง ๑,๐๐๐ จงเป็นผู้ประเสริฐกว่าหญิงทั่วแดน.
               ท่านพราหมณ์ หญิงใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน หญิงนั้น ไม่หวั่นไหว บริโภคของอร่อยในท่ามกลางฤๅษีทั้งหลาย ที่ประชุมกันทั้งหมด. จงเที่ยวอวดด้วยลาภ.
               ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน ผู้นั้นจงเป็นผู้ดูแลวัดในมหาวิหาร จงเป็นผู้ดูแลการก่อสร้าง ในคชังคลนคร จงทำหน้าต่างเสร็จเพียงวันเดียว.
               ท่านพราหมณ์ ช้างใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน ช้างนั้นถูกคล้องด้วยบ่วง ๑๐๐ บ่วงในที่ ๖ แห่ง จงนำออกจากป่าน่ารื่นรมย์ไปสู่ราชธานี ช้างนั้นถูกเบียดเบียนด้วยขอมีด้ามยาว.
               ท่านพราหมณ์วานรใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน วานรนั้น ประดับดอกรักที่คอ หลังหูประดับด้วยดีบุก ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว จงนำเข้าไปต่อหน้างู ผูกติดกับผ้าเคียนพุง จงเที่ยวไปตลอด.
               ฤๅษีเหล่านั้นเกลียดการบริโภคกาม การอยู่ครองเรือนและทุกข์ที่ตนได้รับทั้งหมด จึงกล่าวแช่งอย่างนั้นๆ.
               ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ดำริว่า เมื่อดาบสเหล่านี้ทำการแช่ง แม้เราก็ควรทำบ้าง.
               เมื่อจะทำการแช่ง จึงกล่าวคาถานี้ว่า 
               ผู้ใดแลกล่าวสิ่งที่ไม่สูญหายว่าสูญหาย ผู้นั้นจงได้และจงบริโภคกามทั้งหลาย หรือว่าข้าแต่เทวะผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดไม่เคลือบแคลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นั้นจงเข้าถึงมรณะในท่ามกลางเรือนเถิด.
               ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงทราบว่า ฤๅษีทั้งหมดเหล่านี้ไม่มีความเพ่งในกามทั้งหลาย จึงทรงสลดพระทัย เมื่อจะทรงแสดงว่า บรรดาฤๅษีเหล่านี้แม้ผู้ใดผู้หนึ่งก็มิได้นำเหง้าบัวไป. แม้ท่านก็มิได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่สูญหายว่าหาย.
               ที่แท้ ข้าพเจ้าประสงค์จะทดลองพวกท่านจึงทำให้หายไปดังนี้ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า
               ข้าพเจ้า เมื่อจะทดลองจึงถือเอาเหง้าบัว ของฤๅษีที่ฝั่งแม่น้ำ แล้วเก็บไว้บนบก. ฤๅษีทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ลามก ย่อมอาศัยอยู่. ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ นี่เหง้าบัวของท่าน.
               พระโพธิสัตว์ได้สดับดังนั้น จึงต่อว่าท้าวสักกะว่า 
               ท่านเทวราชผู้เป็นท้าวสหัสนัยน์ พวกอาตมาไม่ใช่นักฟ้อนรำของท่าน ไม่ใช่ผู้ควรจะพึงเล่นของท่าน ไม่ใช่ญาติของท่าน ไม่ใช่สหายของท่าน ที่พึงทำการรื่นเริง ท่านอาศัยใครจึงเล่นกับพวกฤๅษี.
               ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงขอให้ฤๅษีนั้นยกโทษให้ด้วยพระดำรัสว่า 
               ข้าแต่ท่านผู้เป็นดังพรหม ท่านเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า และเป็นบิดาของข้าพเจ้า เงาเท้าของท่านนี้จงเป็นที่พึ่งแห่งความผิดพลาดของข้าพเจ้า ท่านผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน ขอท่านจงอดโทษสักครั้งเถิด บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่มีความโกรธเป็นกำลัง.
               พระมหาสัตว์ได้ยกโทษให้แก่ท้าวสักกเทวราชแล้ว ตนเองเมื่อจะยังหมู่ฤๅษีให้ยกโทษให้ จึงกล่าวว่า 
                การอยู่ในป่าของพวกฤๅษี แม้คืนเดียวก็เป็นการอยู่ที่ดี พวกเราได้เห็นท้าววาสวะภูตบดี. ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงดีใจเถิด เพราะพราหมณ์ใดได้เหง้าบัวคืนแล้ว.
               ท้าวสักกะทรงไหว้หมู่ฤๅษีแล้วกลับสู่เทวโลก.
               แม้หมู่ฤๅษียังฌานและอภิญญาให้เกิด แล้วได้ไปสู่พรหมโลก.
               น้องชายทั้ง ๖ คนมีอุปกัญจนะเป็นต้น ในครั้งนั้นได้เป็นพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะและพระอานนทเถระ ในครั้งนี้.
               น้องสาว คือนางอุบลวรรณา.
               ทาสี คือนางขุชชุตตรา.
               ทาส คือจิตตคฤหบดี.
               รุกขเทวดา คือสาตาถิระ.
               ช้าง คือช้างปาลิไลยยะ.
               วานร คือมธุวาสิฏฐะ.
               ท้าวสักกะ คือกาฬุทายี.
               มหากัญจนดาบส คือพระโลกนาถ.
               

               จบอรรถกถาภิงสจริยาที่ ๔               
               -----------------------------------------------------