หลักธรรมสำหรับชาวบ้าน
ความเบื้องต้น

    เนื่องด้วยชีวิตมนุษย์เรานั้น  ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ รอบด้าน ทั้งที่ดีและร้าย ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย  ต้องสับสนวุ่นวายกับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน บางคนก็สามารถแก้ได้  บางคนก็ไม่สามารถแก้ได้  ทั้งนี้เพราะ เขาขาดหลักธรรม ประจำใจ การที่จะรู้หลักธรรม  ก็จำเป็นต้องรู้ความหมายของธรรมะว่า  มีความหมายอย่างไร เพียงใด และ ชาวบ้านนั้น หมายถึง ใครบ้าง
    คำว่า "ธรรม” นั้น มีความหมายเป็นอเนกประการ เป็นต้นว่า
    ธรรมะ    หมายถึง    คุณความดี    เช่น  คนมีธรรมะ  คนมีศีลธรรม  เป็นต้น
    ธรรมะ    หมายถึง    ความถูกต้อง    เช่น  ความยุติธรรม  ความเป็นธรรมในสังคม
    ธรรมะ    หมายถึง    กฎ  กฎเกณฑ์    เช่น  ธรรมแห่งหมู่คณะ  ธรรมระหว่างประเทศ
    ธรรมะ    หมายถึง    ธรรมจรรยา    เช่น  การประพฤติถูกธรรม การประพฤติเป็นธรรม
    ธรรมะ    หมายถึง    ธรรมชาติ    เช่น  สิ่งที่เกิดมี และ เป็นอยู่ตามธรรมดาของสิ่งนั้น ๆ
    ธรรมะ    หมายถึง    ธรรมเนียม    เช่น  แบบแผน  แบบอย่าง ฯ
    ธรรมะ    หมายถึง    หน้าที่        เช่น  คำสั่งสอนที่เกี่ยวกับหน้าที่ของมนุษย์  ซึ่งมนุษย์ทุกคน ต้องประพฤติ ปฏิบัติ
    ธรรมะ    หมายถึง    ธรรมนิยม    เช่น  ความประพฤติ ที่ยึดถือธรรมะ เป็นหลัก
    ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้  เป็นความหมายของธรรมะ
    ส่วนคำว่า "ชาวบ้าน” หมายถึง ผู้ครองเรือนทั่ง ๆ ไป ที่มิใช่นักบวช เราเรียกว่า ชาวบ้าน ชาวบ้าน ถ้าจะแบ่งตามประเภท ของการประกอบอาชีพ อาจแบ่งได้ดังต่อไปนี้ คือ
    (๑)  ผู้คนที่ประกอบงานทางด้านเกษตรกรรม มีการเพาะปลูก และ การเลี้ยงสัตว์
    (๒)  พวกพ่อค้า พานิช ผู้ประกอบกิจการงานทางด้านค้าขาย แลกเปลี่ยนสินค้าต่อกัน ซึ่งปัจจุบันเราเรียก พวกพ่อค้าบ้าง พวกนักธุรกิจบ้าง ตามสภาพของกิจกรรมที่เขาประกอบ ฯ
    (๓)  พวกข้าราชการ ผู้ทำกิจการงานของรัฐ ที่เราเรียกว่า “รัชกี” ได้แก่ ผู้กระทำการงานของรัฐทุกประเภท เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาราษฎรในแว่นแคว้นของตน ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ อย่างมีความสงบสุข ตามสมควรแก่อัตตภาพ
    เมื่อเราทราบความหมายของคำจำกัดความแล้ว  ก็จะทราบหน้าที่ของตน  นับตั้งแต่หน้าที่ขั้นต่ำ จนถึงหน้าที่ขั้นสูงขึ้นตามลำดับไป  ก็จะสะดวกในการที่จะต้องศึกษาต่อไป

ความจำเป็นต้องมีธรรมะ

    ผู้ปราศจากธรรมะ เปรียบเหมือนนุ่นที่ปลิวว่อนอยู่ในอากาศ  สุดแต่ลมจะพัดไปกระทบอะไรเข้าก็ติดอยู่  เมื่อหลุดพ้นจากนั้น  ก็จะปลิวลอยตามลมไป  ส่วนผู้มีธรรมะเปรียบเหมือนนกมีปีกและหาง  อาจจะพาตัวไปที่โน้นที่นี่ได้ตามประสงค์
    มนุษย์เรามีอาหารเป็นเครื่องยังชีพ  เพื่อความเจริญเติบโตของร่างกาย  มนุษย์นั้นต้องการอาหารทั้งในด้านร่างกาย และ ทั้งในด้านจิตใจ  อาหาร  คือ เครื่องค้ำจุนชีวิต  เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ  ทำให้เกิดกำลัง  เกิดความเจริญเติบโต  สำหรับมนุษย์นั้น  ต้องการอาหารทั้ง ๒ ชนิด คือ
    (๑)  อาหารกาย ได้แก่ อาหารสามัญ ที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เพื่อสร้างเสริมความเจริญเติบโต และ พละกำลังให้แก่ร่างกาย สร้างและซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ ให้มีพลังงานเกิดขึ้น เป็นผลให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ ดังนั้น อาหาร จึงเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับชีวิต ดังคำที่ท่านกล่าวไว้ ในบทสวดมนต์ว่า อะไร? ชื่อว่า หนึ่ง  อาหาร ชื่อว่า หนึ่ง  เพราะ ทำให้มนุษย์ดำรงอยู่ได้  ถ้าหากคนเราขาดอาหาร  ก็จะเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ  ดังคำบาลีว่า  ชิคจฺฉา  ปรมา  โรคา  ความหิว เป็นโรคอย่างยิ่ง  ความเจ็บไข้ได้ป่วย  จัดเป็นลาภอันประเสริฐ  ดังคำบาลีว่า  อโรคยา ปรมา ลาภา ฯ
    (๒)  อาหารใจ  เมื่อศาสนา เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต  เปรียบเสมือนดวงประทีปส่องทาง ให้แสงสว่าง แก่บุคคล ผู้ต้องการแสงสว่าง ฉันใด  ศาสนา ก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงยิ่งต่อชีวิตมนุษย์ คุณภาพของคนที่แสดงออกมาทั้งทางกาย ทางวาจา  แต่คุณภาพที่แท้จริงอยู่ที่ใจ  มีใจไปถึงก่อน สำเร็จเพราะใจ  มีใจเป็นใหญ่  มีใจเป็นหัวหน้า  เป็นผู้นำ  ถ้าใจดี  ก็จะนำไปสู่ความสุข ความเจริญ ถ้าใจไม่ดี  ก็จะนำไปสู่ความชั่ว  ความทุกข์ ใจของคนเรานั้น  เดิมทีเดียวเป็นธรรมชาติผ่องใส  ต่อมาถูกความชั่วร้ายต่าง ๆ เข้ามากลุ้มรุม  จึงทำให้ใจเศร้าหมองไป  ใจเดิมนั้นเปรียบเสมือนผ้าขาว ความชั่วร้ายต่าง ๆ นั้น  เปรียบเสมือนสีต่าง ๆ  เมื่อนำสีมาย้อม  ทำให้ผ้าเปลี่ยนเป็นสีต่าง ๆ แดงบ้าง ดำบ้าง และ เขียวบ้าง  ตามชนิดของสี ฉันใด ใจก็ฉันนั้น  ถ้าใจบวกกับความร้าย ก็เป็นใจร้าย ถ้าบวกความดี  ก็จะเป็นใจดี  เพราะฉะนั้น  ใจของคนเรา จำเป็นต้องมีอาหาร  คือ  ศาสนาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง  เพื่อคล้ายสภาพจากความเป็นสัตว์  กลับมาสู่ความเป็นมนุษย์มากขึ้น  ศาสนาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก  โลกจะร่มเย็นดับเข็ญได้  ด้วย  พระศาสนา
    ธรรมะ กับ วิชา  ไม่ใช่อันเดียวกัน  การเล่าเรียนศึกษาของคนทั่วไป  สรุปได้เป็น ๒ ประเภท  คือ
    (๑)  การศึกษาวิชาอย่างหนึ่ง    (๒) การศึกษาจรรยาอย่างหนึ่ง
    วิชา เป็นความรู้ที่จะพาให้ผู้ศึกษามีความรู้ ความสามารถ ทำการงานต่าง ๆ ได้ตาม ความรู้ ความสามารถ  ตามที่ตนได้ศึกษามา  ประดุจเครื่องมือสำหรับใช้  ถ้าปราศจากความรู้  ก็ใช้เครื่องมือไม่เป็น  ธรรมะ  เป็นเครื่องพาให้ผู้มีความรู้  รู้วิชา  ประกอบจรรยา คือ ใช้วิชาความรู้ที่รู้มาโดยควรโดยชอบ  ไม่ให้พาวิชาความรู้ไปใช้ในทางที่ผิด  วิชา กับ จรรยา  จึงเป็นสิ่งที่จะต้องเรียนรู้กันทั้ง ๒ อย่าง ธรรมะ คือ หน้าที่

หน้าที่

    ธรรมะ ที่หมายถึง หน้าที่  ได้แก่ คำสั่งสอนที่เกี่ยวกับหน้าที่ของมนุษย์  ซึ่งมนุษย์ทุกคนจะต้องปฏิบัติหน้าที่นั้น  มีตั้งแต่ขั้นต่ำสุดจนถึงขั้นสูง  ทุกคนจะต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด  นอกจากนั้น ยังหมายถึง  เป็นเครื่องรักษาความประพฤติ  ให้เที่ยงตรงต่อประโยชน์ และ ต่อความประสงค์ของตน  พระพุทธเจ้า นอกจากสอนสาวกของพระองค์ ให้ปฏิบัติตนเพื่อบรรลุถึงจุดหมายสูงสุดของชีวิต คือ ความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงแล้ว  พระองค์ก็ยังสอนผู้ที่ยังอยู่ครองเรือน ให้รู้จักหน้าที่ของตน  เพราะว่า  คนเราที่เกิดมา ต่างก็มีหน้าที่ประจำตัวทุก ๆ คน  คือ  หน้าที่โดยกำเนิดบ้าง  หน้าที่โดยสมมติบ้าง  เรื่องนี้ พระพุทธองค์ ได้ทรงแสดงไว้ในสิงคาลสูตร ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ เวฬุวัน  ใกล้กรุงราชคฤห์  เช้าวันหนึ่ง ทรงเสด็จสู่เมืองราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต ได้ทอดพระเนตรเห็นสิงคาลมาณพ มีผ้าเปียก มีผมเปียก  ไหว้ทิศทั้งหกอยู่  ตรัสถาม ทราบว่า  เป็นการทำตามคำสั่งของบิดา  จึงตรัสว่า  ในอริยะวินัย ไม่พึงไหว้ทิศ แบบนี้  เมื่อสิงคาลมาณพ กราบทูลว่า  พึงไหว้อย่างไร  จึงตรัสแสดงทิศหก  ที่กล่าวถึงหน้าที่ของบุคคลหกประเภทด้วยกัน คือ...
    
           ทิศเบื้องหน้า คือ ทิศตะวันออก  ได้แก่ บิดา มารดา  ที่บุตรถือว่า  เป็นพระประจำบ้าน ที่บุตรธิดาจะต้องกราบไหว้บูชา  เพราะ ท่านเป็นผู้มีอุปการะมาก่อน  บุตรธิดาพึงบำรุงบิดามารดา ผู้เป็นทิศเบื้องหน้าโดยปฏิบัติ หน้าทีสนองคุณของท่าน ดังนี้ คือ

    (๑)  ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว พึงเลี้ยงท่านตอบ    (๒) ช่วยทำการงานของท่าน
    (๓)  ดำรงวงศ์สกุล    (๔) ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท
    (๕)  เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว พึงทำบุญอุทิศให้

    เมื่อบุตรธิดา ปฏิบัติดี ประพฤติชอบแล้ว  บิดามารดา ย่อมอนุเคราะห์บุตร โดยปฏิบัติหน้าที่  ดังนี้ คือ
    (๑)  ห้ามปรามจากความชั่ว    (๒) ให้ตั้งอยู่ในความดี
    (๓)  ให้ศึกษาศิลปวิทยา        (๓) หาคู่ครองที่เหมาะสมให้
    (๔)  มอบทรัพย์สมบัติให้ในโอกาสอันควร

    ทิศทักษิณ  คือ  ทิศเบื้องขวา  ทิศใต้  ได้แก่ ครูบาอาจารย์  ผู้สั่งสอนศิลปวิทยาให้  เป็นผู้ที่ศิษย์จะต้องบำรุง  เพราะ เป็นทักขิไณยบุคคล  ควรแก่การบูชาคุณ  ศิษย์พึงบำรุงครูอาจารย์  โดยปฏิบัติหน้าที่สนองคุณของท่าน  ผู้เป็นทิศเบื้องขวา  ดังนี้คือ

    (๑)  ลุกขึ้นต้อนรับ    (๒) เข้าไปหา คอยรับใช้
    (๓)  ใฝ่ใจเรียน มีใจรัก เรียนด้วยศรัทธา    (๔) ปรนนิบัติ    
    (๕)  เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ

    เมื่อศิษย์ปฏิบัติหน้าที่ทั้งห้าประการนั้นแล้ว  ย่อมเป็นที่เอ็นดู รักใคร่ของอาจารย์ เป็นเหตุให้อาจารย์อนุเคราะห์ศิษย์  โดยปฏิบัติหน้าที่ของตน ดังต่อไปนี้

    (๑)  ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดี    (๒) สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
    (๓)  สอนศิลปวิทยาให้โดยสิ้นเชิง    (๔) ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง
    (๕)  ช่วยคุ้มครองและเป็นที่พึงพำนักในทิศทั้งหลาย

    ปัจฉิมทิศ  คือ  ทิศเบื้องหลัง  ทิศตะวันตก  ได้แก่  บุตร ภรรยา จัดไว้ทิศเบื้องหลัง  เพราะ บุตรภรรยา  เป็นผู้คอยสนับสนุน  เอาใจช่วยอยู่เบื้องหลัง  สามีถึงบำรุงภรรยา  ผู้เป็นทิศเบื้องหลัง โดยปฏิบัติหน้าที่ต่อภรรยา ดังนี้ คือ
    (๑)  ยกย่องให้เกียรติ์สมกับฐานะที่เป็นภรรยา    (๒) ไม่ดูหมิ่น
    (๓)  ไม่ประพฤตินอกใจ    (๔) มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้านให้
    (๔)  หาเครื่องประดับมาให้เป็นของขวัญตามโอกาส

    ภรรยา เมื่อได้รับการเอาใจใส่  ได้รับความไว้วางใจจากสามี  เป็นเหตุให้ปฏิบัติหน้าที่อนุเคราะห์ ต่อสามี  โดยปฏิบัติหน้าที่ของตนดังนี้ คือ

    (๑)  จัดงานบ้านให้เรียบร้อย    (๒) สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี
    (๓)  ไม่นอกใจสามี    (๔) รักษาทรัพย์สมบัติที่สามีหาได้มา
    (๕)  ขยันไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง

    อุตดรทิศ  คือ  ทิศเบื้องซ้าย ทิศเหนือ  ได้แก่ มิตรสหาย  ทุกคนจะต้องมีมิตรสหาย  แต่ต้องเลือกคบมิตรสหายที่ดี  ที่เป็นมิตรแท้  ตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้  เพราะ มิตรแท้จะเป็นผู้ช่วยให้ข้ามพ้นอุปสรรคภยันตรายนานาประการ  และ  เป็นกำลังสนับสนุน  ให้บรรลุความสำเร็จ  บุคคลพึงบำรุงมิตรสหาย  ทิศเบื้องซ้ายโดยปฏิบัติหน้าที่ของตน ดังนี้

    (๑)  เผื่อแผ่แบ่งปัน    (๒) เจรจาถ้อยคำไพเราะ
    (๓)  ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน    (๔) วางตัวเสมอต้นเสมอปลาย ร่วมสุขร่วมทุกข์
    (๕)  ซื้อสัตว์ จริงใจต่อกัน

    ผู้ต้องการมิตร  เพื่อเป็นสหายในคราวมีธุระ ที่จะต้องพึ่งพาอาศัยกัน  ต้องปฏิบัติตามหลักสมานมิตร เมื่อได้รับการปฏิบัติตอบดังกล่าวแล้ว  ย่อมคิดที่จะสนองมิตร มิตรสหาย ย่อมอนุเคราะห์ ตอบโดยปฏิบัติหน้าที่ของตน ดังนี้ คือ

    (๑)  เมื่อเพื่อนประมาท ย่อมช่วยรักษาป้องกัน
    (๒)  ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อน ผู้ประมาทแล้ว    (๓) เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งได้
    (๔)  ไม่ละทิ้งในยามทุกข์ยาก    (๕) นับถือตลอดวงศ์ญาติของมิตร

    เหฏฐิมทิศ  ทิศเบื้องต่ำ  ได้แก่  คนรับใช้  คนงาน  ผู้ใช้ คือ นาย  ต้องรู้จักใช้คนงาน  ต้องเอาใจใส่ดูแล ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้  เพราะ  เป็นผู้ช่วยทำการงานต่าง ๆ เป็นฐานกำลังให้  นายพึงบำรุงคนรับใช้ และ คนงาน  ผู้เป็นทิศเบื้องล่าง โดยปฏิบัติหน้าที่ของตนดังต่อไปนี้  คือ

    (๑)  จัดการงานให้ทำตามความเหมาะสม กับ กำลังความสามารถ
    (๒)  ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่การงาน และ ความเป็นอยู่
    (๓)  จัดสวัสดิการดี มีการรักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ เป็นต้น
    (๔)  ได้ของแปลก ๆ พิเศษ ก็แบ่งปันให้
    (๕)  ให้มีวันหยุด และ พักผ่อนหย่อนใจ ตามโอกาสอันควร

    เมื่อคนรับใช้ และ คนงาน  ได้รับความเป็นธรรมจากนายของตน  ย่อมจะปฏิบัติหน้าที่เข้มแข็งรักใคร่  เคารพนับถือนายของตน  จะสนองงานให้สมกับที่ตนได้รับความสะดวกสบายในการงาน  คนรับใช้และคนงาน  ย่อมอนุเคราะห์ตอบโดยปฏิบัติหน้าที่ของตน ดังต่อไปนี้

    (๑)  ลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย    (๒) เลิกงานทีหลังนาย
    (๓)  ถือเอาแต่ของที่นายให้    (๔) ทำการงานให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น
    (๕)  นำเกียรติคุณของนายไปเผยแพร่

    อุปริมทิศ  คือ  ทิศเบื้องบน  ได้แก่ สมณะพราหมณ์ คือ พระสงฆ์ผู้สูงด้วยคุณธรรม และ เป็นผู้นำในทางจิตใจ  เป็นที่เคารพของปวงชน คฤหัสถ์ ย่อมทำการบำรุงพระสงฆ์ โดยปฏิบัติหน้าที่ของตนต่อพระสงฆ์ ดังต่อไปนี้  คือ

    (๑)  จะทำสิ่งใด ก็ทำด้วยเมตตา    (๒) จะพูดสิ่งใด ก็พูดด้วยเมตตา
    (๓)  จะคิดสิ่งใด ก็คิดด้วยเมตตา    (๔) ต้อนรับด้วยความเต็มใจ
    (๕)  อุปถัมภ์ด้วยปัจจัยสี่

    สมณะพราหมณ์  เมื่อได้รับปฏิบัติบำรุงเช่นนี้  ย่อมมีใจมุ่งมั่นในอันที่จะแนะนำประชาชนให้ตั้งอยู่ในคุณความดี ดุจประทีปส่องทาง  นำความสว่างไปสู่ดวงใจประชาชน  พระพุทธเจ้า ทรงแสดงวิธีปฏิบัติที่สมณะพราหมณ์  พึ่งอนุเคราะห์ประชาชน โดยปฏิบัติหน้าที่อนุเคราะห์คฤหัสถ์หรือ ประชาชน ดังต่อไปนี้ คือ
 

    (๑)  ห้ามปรามไม่ให้ทำความชั่ว    (๒) ให้ตั้งอยู่ในความดี
    (๓)  อนุเคราะห์ด้วยความปรารถนาดี    (๔) ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
    (๕)  บอกทางสวรรค์ คือ ความสุขความเจริญให้

    เมื่อต่างคนต่างปฏิบัติหน้าที่ของตน ตามภารกิจที่ตนมีอยู่ให้ดีที่สุด  มิให้บกพร่อง ผลที่จะเกิดขึ้น  ก็คือ ความร่มเย็นฯเป็นสุขในหมู่ของประชาชน  เมื่อประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข  บ้านเมืองก็มีความสงบสุข เป็นปึกแผ่น มีความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรืองก็จะเกิดขึ้นแก่ประชาชน ตลอดจนประเทศชาติ  ทั้งนี้เป็นเพราะ ประชาชนได้ปฏิบัติธรรมที่เป็นหน้าที่ ของตน โดยสมบูรณ์นั่นเอง  เพราะฉะนั้น  ขอให้ทุกคนได้สำนึกในหลักธรรม คือ หน้าที่ เพื่อเป็นเครื่องรักษาความประพฤติให้เที่ยงตรง ต่อประโยชน์ และ ต่อจุดประสงค์ของตน  ผลของมันก็จะเกิดเป็นความเจริญรุ่งเรือง ทั้งในด้านประโยชน์ส่วนตน และ ความเจริญของสังคมส่วนรวม เป็นที่สุด

    การที่โลกเกิดความวุ่นวาย ไม่มีความสงบสุขนั้น เหตุเกิดจากการที่คนส่วนมาก พากันละเลย ไม่ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ของตน  ผู้มีกำลังและอำนาจมากกดขี่ ข่มเหง รังแก ผู้ที่ปราศจากกำลังและอำนาจ ถืออำนาจเป็นธรรม ไม่ถือธรรมเป็นอำนาจ  ถ้าผู้นำของโลกต่างถือธรรมเป็นอำนาจ มีธรรมประจำใจ ใช้ธรรมะแก้ปัญหาของโลก โลกก็จะไม่จลาจล วุ่นวาย มีแต่สันติ ความสงบสุข อยู่กันอย่างฉันมิตร ปราศจากการระแวงสงสัยกัน