บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์ นี้ ตีความจากหนังสือ Experiential Learning : Experience as the Source of Learning and Development, 2nd Edition (2015) เขียนโดย David A. Kolb
ตอนที่ ๕ นี้ ตีความจากส่วนหนึ่งของบทที่ ๓ Structural Foundation of the Learning Process ที่เขียนเมื่อ ๔๐ ปีมาแล้ว และมีการเพิ่มเติมความรู้ใหม่ใน 2nd edition ซึ่งก็เป็นความรู้เมื่อราวๆ สิบปีที่แล้ว ปัจจุบันความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของสมอง และวิทยาศาสตร์ของการเรียนรู้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก
ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ การเรียนรู้เปลี่ยนสมอง และการเปลี่ยนแปลงในสมองส่งผลต่อการเรียนรู้ คนที่เชื่อว่าสมองของตนมีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว เรียกว่ามี “กระบวนทัศน์พัฒนา” (growth mindset) เป็นคนที่เรียนรู้ได้ดีกว่าคนมี “กระบวนทัศน์หยุดนิ่ง” (fixed mindset) คนมีกระบวนทัศน์หยุดนิ่งเชื่อว่าสมองของตนเป็นเช่นนี้มาแต่กำเนิด เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ที่ผิด
สรุปใหม่ว่า กระบวนการเรียนรู้กระตุ้นสมอง สร้างการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างสมอง และสมองที่ได้รับการกระตุ้นอย่างถูกต้องเหมาะสม และอย่างสม่ำเสมอ จะเรียนรู้ได้ดีกว่าสมองที่ไม่ได้รับการกระตุ้น การเรียนรู้จากประสบการณ์ทำให้สมองหลายส่วนได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นวงจรหรือเป็นเกลียวยกระดับ
กล่าวง่ายๆ ว่า กระบวนการเรียนรู้เป็นการออกกำลังสมอง ช่วยให้สมองแข็งแรงขึ้น เกิดเครือข่ายใยสมองที่เชื่อมโยงกันทั้งซับซ้อนยิ่งขึ้น และเป็นระบบยิ่งขึ้น ผมคิดต่อว่า การเรียนรู้ที่ดีต้องมีความท้าทายในระดับที่เหมาะสม คนเราต้องรู้จักท้าทายตนเอง สามารถใส่ความท้าทายเข้าไปทั้งในขั้นตอน CE, RO, AC, และ AE สำหรับเด็กและเยาวชน ต้องการโค้ช ช่วยใส่ความท้าทาย และช่วยให้ “นั่งร้าน” (scaffolding) ในกรณีที่ผู้เรียนรู้สึกว่าโจทย์ยาก
การให้ทั้งความท้าทาย และ “นั่งร้าน” ทำโดยการตั้งคำถามที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้เกิดกระบวนการคิดขึ้นในใจ ทั้ง ฉุกคิดหรือเกิดข้อสงสัย “เอ๊ะ” และได้คำตอบหรือข้อสรุป “อ๋อ”
กล่าวได้ว่า วงจรหรือเกลียวยกระดับการเรียนรู้จากประสบการณ์ เป็นวงจรยกระดับ “เอ๊ะ” - “อ๋อ” ที่เพิ่มความซับซ้อน ลึกซึ้ง และเชื่อมโยงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยเน้นทั้ง “เอ๊ะ” - “อ๋อ” ด้าน CE และ AE (ด้านปฏิบัติ) และ “เอ๊ะ” - “อ๋อ” ด้าน RO และ AC (ด้านตกผลึกหลักการ)
กระบวนการและโครงสร้างของการเรียนรู้จากประสบการณ์
แสดงในรูปหน้าถัดไป ที่ผมนำมาจากหนังสือ ที่ขอย้ำว่าเขียนเมื่อ ๔๐ ปีมาแล้ว แต่ยังใช้การได้ดีในปัจจุบัน ตัวโครงสร้างเป็นวงจร CE – RO – AC – AE ที่พื้นที่วงกลมแบ่งเป็น ๔ จตุรภาค (quadrant) แสดงความรู้ ๔ แบบ ที่ใช้และสร้างขึ้น คือ ความรู้ฟุ้งกระจาย (divergent knowledge) ความรู้เชื่อมโยงเข้าหากัน (assimilative knowledge) ความรู้เชิงสรุป (convergent knowledge) และความรู้ที่ปรับเพิ่มขึ้น (accommodative knowledge) โดยมีกระบวนการหรือพลัง ๒ คู่ตรงกันข้าม เป็นตัวกระทำ คือคู่ การรับรู้ผ่านความสงสัยใคร่รู้ (apprehension) - การรับรู้ผ่านการทำความเข้าใจ (comprehension) กับคู่ สร้างการเปลี่ยนขาดผ่านความตั้งใจ (intention) - สร้างการเปลี่ยนขาดผ่านการขยายความ (extension) ดังนี้
กระบวนการและโครงสร้างของการเรียนรู้จากอีกมุมมองหนึ่ง เสนอไว้ดีมากในหนังสือ Thinking, Fast and Slow เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล Daniel Kahneman ที่ผมตีความเล่าไว้ที่ gotoknow.org/posts/636597
การรับรู้สองมิติ : สนใจ กับ เข้าใจ
การเรียนรู้เริ่มจากการรับรู้ (prehension) ที่มี ๒ ขั้วตรงกันข้าม คือ สนใจ/สงสัย/อยากรู้/รับเข้ามา (apprehension) - เข้าใจ/พยายามทำความเข้าใจ (comprehension)
ผมตีความว่า ความสนใจมาจากการเห็นความสำคัญ ว่าเกี่ยวข้องกับเป้าหมายในชีวิตของตน คนที่มีเป้าหมายในชีวิตจึงเป็นคนรักเรียน และทุ่มสติจดจ่ออยู่กับเรื่องนั้นๆ ทำให้สังเกต (observe) และเก็บข้อมูลจากประสบการณ์นั้นๆ ได้มากและละเอียด ตรงนี้ผมมีความเห็นว่า คนที่ฝึกฝนตนเองให้เป็นคนช่างสังเกต จะสามารถหมุนวงจรหรือเกลียวยกระดับการเรียนรู้ได้อย่างมีพลัง ที่ขั้นตอน RO คือมี O (observation) ที่ทรงพลัง หากผู้นั้นมีทักษะ R (reflection) ที่ดีด้วย RO ย่อมมีพลังสูงมาก การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จึงเป็นการฝึกทักษะเหล่านี้ไปในตัว
ความเข้าใจมาจากการตีความ หรือตกผลึกความคิดแบบใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection) ในขั้นตอน AC (abstract conceptualization) คนที่ฝึกทักษะใคร่ครวญสะท้อนคิดไว้ดี ย่อมหมุนวงจรหรือเกลียวยกระดับการเรียนรู้จากประสบการณ์ได้ดี เกิดการเรียนรู้ หรือความเข้าใจ ที่ลุ่มลึกและเชื่อมโยง
ผมไม่เชื่อว่า การเรียนรู้ (learning) กับความเข้าใจ (comprehension) เป็นสิ่งเดียวกัน การเรียนรู้มีความซับซ้อนกว่ามาก มีหนังสือ Uncommon Sense Teaching (2020) บอกว่า การเรียนรู้มี ๒ แบบหรือ ๒ ขั้นตอน คือเรียนเพื่อรู้ (declarative mode) กับเรียนเพื่อทำได้ (procedural mode) เป็นการเรียนรู้คนละแบบ ผมบรรยายเรื่องนี้ไว้ที่ gotoknow.org/posts/702563 โปรดดูวิดีทัศน์ ที่นาทีที่ ๔๐ เป็นต้นไป เรียนรู้เพื่อทำได้เป็นการเรียนรู้ที่ยิ่งกว่าเข้าใจ
การเรียนรู้เป็นสิ่งซับซ้อนยิ่ง มีอีกหลายมิติที่นักวิชาการด้านสมองและด้านศาสตร์ว่าด้วยการเรียนรู้ในปัจจุบันยังไม่เข้าใจ
มิติด้านการเปลี่ยนขาด : ตั้งใจ กับ ขยายความ
การเปลี่ยนขาด (transformation) เป็นกลไกนำสู่ RO และ AE โดยที่ RO ต้องการความตั้งใจ (intention) เพื่อการเปลี่ยนขาด ส่วน AE ต้องการการขยายความ (extention) เพื่อการเปลี่ยนขาด โปรดสังเกตว่า การเปลี่ยนขาดเป็นทั้งเครื่องมือ (means) และเป้าหมาย (end) ของการเรียนรู้จากประสบการณ์
การเรียนรู้ที่แท้ เป็นกระบวนการเปลี่ยนขาด (transformation) คือไม่กลับไปเหมือนเดิม หมายความว่าเป็นกระบวนการที่ไปไกลกว่าการเปลี่ยนแปลง (change) ในภาษาวิชาการเรียกว่า เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (transformative learning) ดังรายละเอียดในหนังสือ เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง(https://goo.gl/V5Wkfu) หรืออาจเรียกว่า รู้จริง (mastery learning) ตามรายละเอียดในหนังสือ การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างไร (https://goo.gl/fPD7P5)
ความตั้งใจกับการขยายความ เชื่อมต่อกับการรับรู้ หากผู้เรียนมีความสนใจ/ตั้งใจ การรับรู้จากประสบการณ์จะครบถ้วนและชัดเจน หากผู้เรียนขยายความ/ตีความ เก่ง ก็จะเกิดการเรียนรู้/เข้าใจความหมาย ที่ลึกและเชื่อมโยง
ผู้เขียน (David A. Kolb) ใช้คำ “ตั้งใจ” (intention) ในความหมายว่า เป็นกลไกรับรู้ข้อมูลจากประสบการณ์ สำหรับนำมา “ขยายความ” (extension) สู่การเรียนรู้และการให้ความหมาย และอธิบายรายละเอียดขั้นตอนระหว่างสองกลไกนี้มากมาย ทั้งที่เป็นส่วนสัมผัสความเป็นจริงในโลก/ประสบการณ์ และส่วนที่มนุษย์นำมาตีความเป็นกระบวนการภายในตน มีการอธิบายเชื่อมโยงกับการทำหน้าที่ของส่วนต่างๆ ของสมอง มีรายละเอียดมากมาย ที่ผมจะไม่นำมาเสนอในที่นี้ ผู้สนใจจริงๆ ควรอ่านจากหนังสือ โดยต้องตระหนักว่า ในเวลานี้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สมองก้าวหน้ากว่าตอนเขียนหนังสือเมื่อ ๔๐ ปีก่อนอย่างมากมาย
โครงสร้างสองด้านของการเรียนรู้
การเรียนรู้ ประกอบด้วย ๒ มิติ คือ การรับรู้ (prehension) จากประสบการณ์ กับ การเปลี่ยนขาด (transformation) ภายในตัวเรา
การรับรู้ (prehension) จากประสบการณ์ เกิดโดย ๒ กลไกหลักที่เป็นขั้วตรงกันข้าม คือ การรับเข้ามา (apprehension) กับ การทำความเข้าใจ (comprehension)
การเปลี่ยนขาด (transformation) ภายในตัวเรา เกิดโดย ๒ กลไกหลักที่เป็นขั้วตรงกันข้าม คือ การสะท้อนคิดอย่างตั้งใจ (intentional reflection) กับ การขยายความเข้าใจผ่านการกระทำ (extensional action)
ผมอดเถียงไม่ได้ว่า ในความเป็นจริง ทั้ง ๒ มิติของการเรียนรู้นี้ ไม่ได้แยกจากกัน แต่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน และในเสี้ยววินาที นอกจากนั้น กลไกของการเปลี่ยนขาด ยังมีกลไกภายในสมองขณะนอนหลับ ที่เกิดการตัดต่อเส้นใยประสาทในสมองโดยเราไม่รู้ตัว มีผลต่อการเรียนรู้ระดับเปลี่ยนขาด อีกด้วย
นอกจากนั้น หนังสือยังบอกความซับซ้อนว่า คนเรามีจริตต่างกัน บางคนให้น้ำหนักที่ความรู้สึก บางคนให้น้ำหนักที่ความคิดหรือเหตุผล บางคนมีจริตเอาเรื่องราวภายนอกเป็นตัวตั้ง บางคนมีจริตเอาตนเองเป็นตัวตั้ง ผมคิดต่อว่า บางคนมีความเชื่อหรือศรัทธาเป็นเจ้าเรือน บางคนมีความสงสัยไม่ศรัทธาเป็นเจ้าเรือน ฯลฯ เหล่านี้ย่อมเป็นสองด้านของการเรียนรู้ในพหุมิติ และส่งผลให้การเรียนรู้ของแต่ละคนแตกต่างกัน
การเรียนรู้กับการทำงานของสมอง
ผู้เขียนอ้างถึง James Zull ที่ได้ร่วมงานกันที่ Case Western Reserve University และเขียนหนังสือที่โด่งดัง ๒ เล่ม คือ The Art of Changing the Brain (2002) (อ่านบทวิจารณ์หนังสือได้ที่ https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC533124/) และ From Brain to Mind (2011) สรุปอย่างสั้นที่สุดได้ว่า การเรียนรู้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพของสมอง การศึกษาคือศิลปะของการเปลี่ยนแปลงสมอง
ความเข้าใจกลไกการทำงานของสมองจึงมีประโยชน์ต่อการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ดังที่ Robert J. Marzano นำมาเขียนเป็นหนังสือ The New Art and Science of Teaching (2017) และผมและครูใหม่ วิมลศรี ศุษิลวรณ์ นำมาตีความเป็นหนังสือ ศาสตร์และศิลป์ของการสอน (๒๕๖๐) James M’ Lang นำมาเขียนเป็นหนังสือ Small Teaching : Everyday Teaching from the Science of Learning (2016) แล้วผมและครูใหม่ ร่วมกันตีความเป็นหนังสือ ปรับปรุงการสอนเล็กน้อย ได้ผลยิ่งใหญ่ (๒๕๖๑) Eric Jensen นำมาเขียนเป็นหนังสือ Poor Students, Rich Teaching : Seven High-Impact Mindsets for Students from Poverty (2019) แล้วผมกับครูใหม่นำมาร่วมกันตีความเป็นหนังสือ สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลน (๒๕๖๒) Douglas Fisher, Nancy Frey and John Hattie นำมาเขียนเป็นหนังสือ Visible Learning for Literacy, Grades K – 12 : Implementing the Practices that Work Best to Accelerate Student Learning (2016) แล้วผมกับครูใหม่ร่วมกันตีความเขียนเป็นหนังสือ ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง (๒๕๖๓) โดยมีบทสะท้อนคิดโดย รศ. ดร. สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ ตีพิมพ์ไว้ด้วย หนังสือเหล่านี้ค้นและดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ของมูลนิธิสยามกัมมาจล
ข้อเรียนรู้สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ความรู้สึกนึกคิดสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่สมอง และสมองก็สร้างการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกนึกคิดของเราได้ สภาพนี้เรียกว่า “ความยืดหยุ่นของระบบประสาท” (neuroplasticity) คนที่เข้าใจ neuroplasticity จะมี growth mindset ซึ่งเป็นฐานใจที่เอื้อต่อการเรียนรู้
ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือมาให้
วิจารณ์ พานิช
๑๓ เม.ย. ๖๖