ดร. สุธีระ ส่งต่อข้อความต่อไปนี้มาให้   เห็นว่าน่าสนใจดี จึงนำมาบอกต่อ   

นินทาเพื่อนบ้าน

เมื่อลูกต้องมาให้คะแนนพ่อแม่ :

 

ฉันกับสามีไปเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศเยอรมนี ก็เลยแวะไปเยี่ยมพี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันที่เบอร์ลิน 

 

ตอนที่พวกเราไปถึงบ้านเขาเป็นเวลาหลังอาหารเย็นไปแล้ว เห็นพี่สาวสวมใส่หูฟังกำลังเข้าอินเตอร์เน็ตอยู่  พี่เขยนั่งอ่านหนังสือ  ส่วนลูกชายเขาตอนนี้เรียนอยู่เกรดห้ากำลังทำการบ้าน  ในบรรยากาศที่เงียบสงบแบบนี้  ทำให้พวกเราเกิดความเกรงใจไม่กล้าพูดจาเสียงดัง

 

ไค่หวุนทักทายพวกเราอย่างมีมารยาท แล้วก็หันไปง่วนกับการบ้านของเขาต่อบนแผ่นกระดาษ 

 

ฉันมองไค่หวุนด้วยความประหลาดใจ  สงสัยว่าทำไมเด็กนักเรียนเยอรมันทำการบ้านโดยไม่ใช้สมุดหรือหนังสือ

 

พี่สาวเห็นท่าทางประหลาดใจของฉันก็เลยบอกว่า "ไค่หวุ่นกำลังให้คะแนนพ่อแม่เขาอยู่"

 

"ให้คะแนนพ่อแม่....."

ฉันย้ำถามด้วยความสงสัย

 

พี่สาวผงกหัวก่อนจะเล่าให้ฟังว่า :

"ทุกๆสิ้นเดือน ไค่หวุนก็จะประเมินจากเหตุการณ์จริงในครอบครัวเรา  ให้คะแนนเกี่ยวกับพฤติกรรมของฉันกับพ่อของเขาตลอดเดือนที่ผ่านมา  เมื่อให้คะแนนเสร็จแล้ว  ไค่หวุนก็จะส่งใบคะแนนให้เราดูกัน  แล้วเซ็นชื่อรับทราบทั้งสองคน ก่อนที่ไค่หวุนจะนำไปส่งให้คุณครูที่โรงเรียนในวันรุ่งขึ้น"

 

มันเป็นการให้คะแนนแบบไหนกันเชียว  ฉันกระหายอยากรู้ขึ้นมาจริงๆ  หลังพี่สาวและพี่เขยดูเสร็จเรียบร้อยแล้ว  พี่สาวก็เลยส่งต่อให้พวกเราได้ดูกัน

 

บนใบให้คะแนนผู้ปกครอง  มีหัวข้อด้วยกันสิบข้อ  จะมีช่องคะแนนให้เลือกกาแต่ละหัวข้อ  คะแนนจะมีตั้งแต่ A+ คือยอดเยี่ยม ช่องต่อมาคือ A หมายถึงผ่าน  ส่วนช่อง B นั้น ถือว่าไม่ผ่าน 

 

ไค่หวุ่นต้องให้คะแนนทั้งสิบหัวข้อ  เมื่อประมวลทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว เราก็จะได้รู้กันว่าพ่อแม่จะสอบผ่านหรือเปล่าจากความรู้สึกของคนเป็นลูก

 

ฉันเลยต้องอ่านอย่างละเอียดถึงหัวข้อทั้งสิบด้วยความตั้งใจ :

 

1/  พ่อแม่รักใคร่สามัคคีปรองดองกันดี  ให้เกียรติซึ่งกันและกัน  ไม่ใช้วาจาไม่สุภาพหรือทะเลาะกันต่อหน้าฉัน

 

2/  พ่อแม่สามารถสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีอันเอื้อต่อการศึกษาของฉัน  ไม่เปิดทีวี โน๊ตบุ๊คหรือพูดจาเสียงดังรบกวนสมาธิต่อการศึกษาของฉัน

 

3/  พ่อแม่มุ่งมั่นและตั้งใจศึกษาความรู้ต่างๆเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อเป็น "คนรอบรู้" ในการช่วยส่งเสริมความสามารถของฉันในการศึกษา

 

4/  พ่อแม่ตั้งใจรับฟังเกี่ยวกับรายงานการศึกษาของฉัน สามารถช่วยแนะนำข้อมูลหรือหนังสือนอกตำราให้ฉันได้ศึกษาเพิ่มเติม  ช่วยชี้ทางให้ฉันรู้ถ่องแท้ยิ่งๆขึ้น

 

5/  พ่อแม่มักจะพยายามทำความเข้าใจรับฟังปัญหาหรือสิ่งที่ฉันสงสัยอย่างตั้งใจ  ไม่หยุดยั้งฉันด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวขุ่นมัว

 

6/  พ่อแม่ให้ความสนใจเกี่ยวกับสุขภาพของฉัน  ให้ทานอาหารที่ครบหมวดหมู่  ทุกรายละเอียดของการเจริญเติบโตของฉัน  ส่งเสริมให้ฉันเล่นกีฬาฝึกฝนร่างกายอย่างเต็มที่

 

7/  พ่อแม่ให้ค่าขนมฉันเป็นประจำทุกเดือน แต่สอนฉันว่าต้องรู้จักใช้จ่ายอย่างเหมาะสม  ฝึกนิสัยให้ฉันรู้จักประหยัดอดออม

 

8/  พ่อแม่ไม่ได้รักฉันแบบตามใจเกินพอดี ฝึกและดูแลให้ฉันทำงานบ้านเท่าที่พละกำลังและความสามารถที่ฉันจะทำได้  ฝึกฝนให้ฉันมีความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

 

9/  พ่อแม่ใช้วิธีการฝึกฝนแก้ไขอุปนิสัยอันไม่สมควรของฉันอย่างถูกต้อง  ไม่เคยใช้การบังคับให้หยุดการกระทำนั้นๆ  แต่จะพร่ำสอนด้วยเหตุผล  เพื่อให้ฉันประพฤติตัวได้เหมาะสมยิ่งๆขึ้น

 

10/  พ่อแม่จะเชื่อมการติดต่อสื่อสารกับคุณครูอย่างไม่ขาดระยะ เพื่อช่วยกันผลักดันให้ฉันเดินอยู่บนครรลองที่ถูกต้องและเหมาะสม  อันจะนำไปสู่เส้นทางอนาคตที่สดใสของฉัน

 

หลังจากที่พี่สาวได้อ่านดูใบให้คะแนนของลูกชายแล้ว  ก็ส่งต่อให้พี่เขยดู  แล้วหันไปพูดกับไค่หวุนว่า  "เห็นลูกให้คะแนน A+ มากกว่าเดือนที่แล้วอีกหนึ่งตัว พวกเรารู้สึกขอบใจลูกที่ลูกได้เห็นความพยายามของพ่อแม่  พวกเราจะพยายามพัฒนาปรับปรุงต่อไป  แล้วลูกก็ต้องตั้งใจฝึกฝนตนเองให้ดียิ่งๆขึ้นด้วยนะครับ" ไค่หวุ่นยิ้มก่อนจะก้มหัวน้อมรับคำสั่งสอนของแม่

.

.

วิธีการ "ให้คะแนนผู้ปกครอง" นี้  สร้างความประทับใจให้ฉันอย่างมาก มานั่งนึกๆดูว่าลูกสาวฉันก็เรียนชั้นประถมสามอยู่แล้ว ปกติก็มีแต่จะกำชับเร่งเร้าให้เขาพยายามสอบให้ได้ที่หนึ่งเป็นประจำ แต่ไม่เคยคิดว่าฉันก็ควรจะหาทางสนับสนันการศึกษาและความประพฤติของเขาด้วยวิธีไหน

 

ฉันจะยึดวิธีการ  "ให้คะแนนผู้ปกครอง"  นี้มาเป็นแบบอย่างจากนี้ไป  ฉันและสามีก็จะต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเอง  และอยู่ในสายตาของลูก เพื่อเป็นแบบอย่างบนเส้นทางการเจริญเติบโตของลูก 

 

นี่น่าจะเป็นอีกวิธีการหนึ่ง ที่จะช่วยสร้างอนาคตเปี่ยมคุณภาพให้ลูกได้อย่างสดใส

 

                      🍁🌺🍁 

 

Facebook : ห้องสมุดฟลิ้นท์

“ขจรศักดิ์”

แปลและเรียบเรียง

Credit: 李晶玉  撰文/ 正能量家族

หากพ่อแม่ไทย จะนำมาเป็นตัวอย่างปรับใช้ในบริบทไทยก็น่าจะดีนะครับ     รวมทั้งหากครูนำไปปรับใช้ โดยปรับเปลี่ยนประเด็นสำคัญ ในฐานะครูกับศิษย์ ก็น่าจะยิ่งเป็นประโยชน์   

วิจารณ์ พานิช

๑๐ เม.ย. ๖๖