ในวงการศึกษาบ้านเรา การไล่ล่ารางวัล มิใช่เรื่องยากแต่ประการใด ขอแค่ทำงานให้เป็นระเบียบและเขียนรายงานให้เป็นระบบ ตลอดจนเขียนให้ถูกต้องตามเกณฑ์ก็พอแล้ว
ผมใช้คำว่า..ไล่ล่า...ก็เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในจุดนี้ และมีรางวัลมากมาย ครอบครองไว้เป็นที่ระลึก ระดับแถวหน้าของเขตพื้นที่และระดับจังหวัดกาญจนบุรีก็ว่าได้
ผมพูดแบบนี้ได้อย่างเต็มปากและมั่นใจ ก็เพราะรับราชการมา ๓๗ ปี ๕ เดือน อยู่จังหวัดกาญจนบุรีมานานถึง ๓๒ ปี จึงทราบข้อมูลในหลายๆด้านอยู่พอสมควร
โดยเฉพาะรางวัลทุกประเภททุกรายการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและเขตพื้นที่การศึกษา ร้อยละ ๙๕ จะคัดเลือกจากเอกสารหรือรายงานแทบทั้งสิ้น
การคัดเลือกให้ “ดีเด่น” โดยที่ไม่ต้องส่งเอกสารหลักฐาน จากประสบการณ์ของผมเห็นมีแต่งาน “วันครู” และรางวัลที่เขตฯทำตามนโยบาย(พิเศษ)ของ สพฐ.เท่านั้น
ผมจัดแฟ้มรางวัลครั้งสุดท้ายก่อนเกษียณ พบว่ารางวัลที่ผมได้รับทั้งโล่และเกียรติบัตร ร้อยละ ๘๐ จัดอยู่ในประเภทงานวิชาการ ด้านการเรียนการสอนมากกว่างานบริหาร
เพราะผมมีความถนัดและมีความสนใจในการสอน แบ่งเวลาให้กับงานสอนทุกวัน จนช่ำชองและเชี่ยวชาญ พอเขตพื้นที่ฯประกาศเชิญชวนให้เขียนแนวปฏิบัติที่ดีหรือBest Practice ผมจึงไม่รีรอแต่อย่างใด
ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการสอนภาษาไทย การอ่าน การเขียน แหล่งเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน รวมทั้งงานและกิจกรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
รางวัลดีเด่นที่เกี่ยวกับผลงานการบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก เอกสารรายงานต้องระบุแนวทางและวิธีปฏิบัติที่ดีด้วยเหมือนกัน แต่บางรางวัลจะเน้นผลงานจากการครองตน ครองคน และครองงานมากกว่า
ผมผู้ซึ่งเป็นทั้งผู้บริหารและครู เป็นผู้อยู่ในข่ายที่ชอบปฏิบัติงานมากกว่าการสั่งการ เกาะติดงานมาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ตลอดจนร่ำเรียนมาทางการเขียนด้วย เมื่อทักษะที่ดีงามมาอยู่รวมกันแบบนี้ ผมจึงไขว่คว้าหารางวัลดีเด่นมาอยู่ในมือผมแทบจะไม่ยากเย็นเลย
ช่วงแรกๆของการได้รางวัล ผมต้องการใช้รางวัลเพื่อการเลื่อนขั้นเงินเดือนของผม รางวัลจะการันตีว่าจะได้เงินเพิ่มมากกว่าคนอื่น ซึ่งผมเองเป็นข้าราชการ เป็นมนุษย์เงินเดือนไม่มีรายได้จากส่วนอื่นเลย เงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษจึงมีความจำเป็นมาก
ช่วงต่อมา..ผมต้องทำผลงานเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ (ซี ๘) ต้องทำผลงานทางวิชาการเพื่อนำเสนอคณะกรรมการ รางวัลที่ได้รับจึงมีความสำคัญ ต้องระบุให้ครบถ้วนและชัดเจน
เกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา หรือโค้งสุดท้ายของการเป็นผู้บริหารฯ ผมยังได้รางวัลอีกนับครั้งไม่ถ้วน แต่แทบจะไม่ได้นำไปใช้อะไรเลย เพราะเลิกคิดที่จะทำ ผอ.เชี่ยวชาญ(ซี ๙) คนในครอบครัวแนะนำว่าควรรักษาชีวิตให้รอดไปจนถึงฝั่งเกษียณจะดีกว่า ซึ่งผมก็ยินดีปฏิบัติตาม
ในชีวิตผม มีอยู่ ๒ รางวัล ที่ผมไม่ต้องส่งเอกสารใดๆเลย คือรางวัลมูลนิธิสมาน แสงมะลิ ของปีพ.ศ.๒๕๕๖ ตอนนั้นเขาจะให้รางวัลแก่ผอ.โรงเรียนขนาดเล็ก ผมไม่ได้รางวัลกับเขา แค่ติด ๑ ใน ๕ คน ของประเทศเท่านั้น
คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จาก สพฐ.มาถึงโรงเรียนแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผมถูกสัมภาษณ์นานมาก แต่ไม่ได้ตกใจ สุดท้ายก็ถามเขาว่าทำไมต้องเป็นผม เขาบอกว่ามีแมวมองบอกมา
ตั้งแต่วันนั้นผมยังไม่รู้เลยว่า แมวมองเป็นใคร สีอะไรและอยู่ที่ไหน แต่ก็ภูมิใจที่ติด ๑ ใน ๕
รางวัลที่ไม่ต้องส่งเอกสารผลงาน และถือเป็นมงคลสูงสุดในชีวิตผม ก็คือได้รับรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
ท้ายที่สุด เมื่อทบทวนที่มาที่ไปของรางวัลดีเด่น ทั้งระดับเขต ระดับจังหวัดและระดับชาติของผม เกิดจากความอยากได้ อยากมี อยากเป็น เพื่อจะใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเอง
เป้าหมายสุดท้ายของการสะสมรางวัล ก็เพื่อสร้างตำนานชีวิต ลิขิตไว้ให้ลูกหลานดู
แต่เชื่อเถอะ..รางวัลดีเด่นทั้งหลาย ผมไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใครเลย คิดเองเขียนเอง ไม่เคยต้องรบกวนครูท่านใดแม้แต่รางวัลเดียว และที่สำคัญก็คือผมก็ไม่ได้เบียดเบียนตนเองด้วย
รวบรวมผลงานและเขียนรายงานแบบสบายๆอย่างมีความสุข ตามสไตล์ของคนชอบเขียนหนังสือนั่นเอง
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๓ เมษายน ๒๕๖๖










ยินดีในความอุตสาหะและมานะพยายามอย่างที่สุด….วิโรจน์ ครับ