ชื่อหัวข้อบันทึกนี้ ผุดขึ้นมาในการประชุมสภา สบช. วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๕   ซึ่งยาวกว่า ๕ ชั่วโมง    กระตุ้นโดยวาระ ๕.๔ ขออนุมัติในหลักการ และขออนุมัติหลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต สาขาวิชาการแพทย์ แผนไทยประยุกต์ หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2566   ที่ผมบอกที่ประชุมว่า เป็นหลักสูตรตามแนวทางเดิมๆ (conventional) ไม่มีมิติของพัฒนาการตามแนวทางใหม่ๆ    ที่สอดคล้องกับรสนิยมของผู้เรียนยุคใหม่    และสอดคล้องกับความต้องการของบ้านเมือง    รวมทั้งตามที่กระทรวง อว. เปิดมิติใหม่ๆ ในการจัดการเรียนการสอน เช่น CWIE, credit bank, modular curriculum เป็นต้น   

ผมเขียนเรื่อง พันธกิจมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมหรือเพื่อบ้านเมือง ไว้มากมาย ที่ (๑)    แต่มักเป็นเรื่องเชิงหลักการหรือทฤษฎี    ไปไม่ถึงข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ   

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เสนอไว้ว่า เป็นแนวโน้มโลก ที่อุดมศึกษาจะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากการทำเพื่อตนเอง (ทำเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ) ไปเป็นเน้นทำเพื่อสังคม หรือเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง (๒)   

แต่การเรียนรู้ภาคสนาม หรือจากการปฏิบัติ ในเรื่อง อุดมศึกษาเพื่อสังคม มาจากการทำหน้าที่นายกสภา สบช. นี่เอง    จากความ “สุดโหด” (wicked) ของการทำหน้าที่ด้าน กำกับดูแลสถาบัน (organization governance)    ที่ผู้เกี่ยวข้องมักคิดว่า เป็นการทำหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย    คืออนุมัติการดำเนินการต่างๆ ที่กฎหมายกำหนด (fiduciary mode of governance)    ซึ่งหากเราสมาทานแนวคิด (กระบวนทัศน์) ดังกล่าว    เราจะไปไม่ถึงการร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนโฉม/เปลี่ยนขาด (transformation) สบช.    ให้เป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อหนุนการพัฒนาชาติบ้านเมือง   

คณบดีคณะสาธารณสุขและสหเวชศาสตร์ เสนอหลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์    อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ เป็นเอกสารเล่มหนา   แต่ผมชี้ให้ที่ประชุมเห็นว่า    เป็นวิธีเสนอเรื่องด้วยกระบวนทัศน์จัดหลักสูตรการศึกษาสมัยสามสี่สิบปีก่อน    ไม่ใช่การศึกษาในยุคปัจจุบันและอนาคต   

คือเป็นการจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนได้รับปริญญา    โดยสมมติฐานในสมัยนั้นคือคนที่เรียนจบปริญญามีน้อย จบแล้วย่อมได้งาน    แต่ในสมัยนี้ไม่ใช่    ผู้จ้างงานรู้ทันว่าผู้มีปริญญาจำนวนไม่น้อยทำงานไม่เป็น และไม่รู้จริง   รวมทั้งเวลานี้จำนวนคนจบปริญญามีมากมาย   

ท่านคณบดีคณะสาธารณสุขและสหเวชศาสตร์ให้ข้อมูลว่า เวลานี้ประเทศไทยมีความต้องการแพทย์แผนไทยและแผนไทยประยุกต์  ๑๓,๒๗๕ –๑๖,๕๓๔ คน    ยังขาดอยู่ ๑๐,๕๘๓ – ๑๓,๘๔๒  คน    เวลานี้ ๒๗ สถาบันผลิตแพทย์แผนไทยและแผนไทยประยุกต์ผลิตได้ปีละ ๑,๐๘๐ คน    ซึ่งหากยึดตามตัวเลขนี้ อีกเพียง ๑๐ - ๑๓ ปี ประเทศไทยก็จะมีแพทย์แผนไทยและแผนไทยประยุกต์พอเพียง   

ซึ่งผมไม่เชื่อข้อมูลเหล่านี้    และมองว่าคณะสาธารณสุขและสหเวชศาสตร์ ของ สบช. ควรมีความสามารถประเมินความต้องการแพทย์แผนไทยและแผนไทยประยุกต์ของประเทศ ทั้งในด้านจำนวน และด้านคุณภาพ    ซึ่งเป็นหน้าที่หนึ่งของสถาบันอุดมศึกษา    คือหน้าที่ร่วมพัฒนาระบบต่างๆ ของประเทศ   ซึ่งในกรณีนี้คือระบบกำลังคนด้านวิชาชีพสุขภาพ 

ระบบการผลิตกำลังคนด้านวิชาชีพสุขภาพ ต้องเชื่อมโยง (engage) กับระบบบริการสุขภาพ   ให้กระบวนการผลิตแนบแน่นอยู่กับกระบวนการทำงานบริการสุขภาพในรูปแบบต่างๆ   

ผมแปลกใจมาก ที่หลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์ของวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ไม่มีกิจกรรมการเรียนรู้แบบ CWIE (collaborative work-integrated education) ร่วมกับมูลนิธิอภัยภูเบศร ที่ผลิตสินค้าจากสมุนไพรออกจำหน่ายอย่างกว้างขวางและมีชื่อเสียง     รวมทั้งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่มีบริการการแพทย์แผนไทย   เขาอาจมีความร่วมมือกัน แต่ไม่ได้เขียนในเอกสาร และไม่ได้เสนอด้วยวาจา    ผมก็ปากหนักไม่ได้ถาม          

วิจารณ์ พานิช

๑๐ ธ.ค. ๖๕