หลังจากได้เป็นนักศึกษา...ภาพพจน์โก้หรูเชียวนะ เวลานั่งรถกลับบ้าน หรืออยู่ที่บ้านเหมือนว่าจะมีแต่คนสนใจ มันเป็นความภาคภูมิใจจริงๆ วันศุกร์เวลาเดินทางกลับบ้านมันตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกเหมือนได้ผจญภัยครั้งใหญ่...ได้เดินทางคนเดียว......แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเบื้องหลัง ความเป็นอยู่ของนักศึกษาแต่ละคนเป็นอย่างไรกันบ้าง..บางคนก็แสนสบาย กินอาหารดีๆแต่งตัวดีๆ ...แต่ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างตัวเองก็แล้วกันว่าชีวิตเบื้องหลังนั้นลำบากยิ่งนัก...ปิดเทอมแต่ละครั้งข้าพเจ้าไม่เคยได้เรียนพิเศษหรือไปเที่ยวที่ไหนเลย นอกจากต้องกลับบ้านไปทำไร่....ช่วยครอบครัว...ขณะที่ข้าพเจ้าเรียนที่ราชภัฏข้าพเจ้าได้เรียนโปรแกรมภาษาอังกฤษ โทภาษาไทย ซึ่งถือว่ายากพอสมควรสำหรับข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้ามีเพื่อนดี(ประมาณ 8-10คน)....ช่วยเหลือ แนะนำตลอด และเป็นแกงค์เดียวที่ไปรับจ้างด้วยกัน...อย่าเพิ่งสงสัยทำงานอะไร..รับจ้างทำงานบ้านที่บ้านอาจารย์นั่นแหละคะ...ข้าพเจ้ากับเพื่อนกลุ่มนี้เรียนห้องเดียวกัน...ทำกิจกรรมองค์การนักศึกษาด้วยกัน...อยู่หอพักในสถาบันด้วยกัน(ส่วนมากประมาณ 2/3 ส่วน) และนอกจากนี้ข้าพเจ้ายังเป็นคณะกรรมการหอพักในและเป็นประธานหอพักในด้วย แถมยังเล่นกีฬาให้กับสถาบลันด้วยนะคะ...ข้าพเจ้าเป็นนักกิจกรรมโดยสายเลือดไปแล้วมั้ง...ข้าพเจ้าทำกิจกรรมเยอะมากหลายคนอาจจะมองว่าบ้าไปแล้ว....แต่ข้าพเจ้าและเพื่อนๆได้รู้แล้วว่า..การทำกิจกรรมมันเป็นประสบการณ์ที่ส่งผลต่อชีวิตปัจจุบันจริงๆ....เพื่อนคนหนึ่งของข้าพเจ้า(ไม่ค่อยเป็นเด็กกิจกรรม) บ่นข้าพเจ้าตออยู่ปี4 ที่พวกเราต้องออกฝึกสอนว่า....เสียดายที่ไม่เคยทำกิจกรรมอะไรเลย แม้แต่จัดบอร์ดก็ไม่เป็น..(เขาพูดอย่างนั้น)...ส่วนข้าพเจ้าก็เหมือนได้ฝึกงานเรื่อยๆ พอข้าพเจ้าจบการศึกษาข้าพเจ้าได้สมัครทำงานที่สถาบันราชภัฏเลย ด้วยอานิสงค์แห่งผลบุญที่ทำมาก็ว่าได้...ทำให้การสัมภาษณ์ผ่านฉลุยเพราะอาจารย์ที่สัมภาณ์เป็นอาจารย์นักกิจกรรม(มีหลายท่าน แต่ไม่ทั้งหมด) ข้าพเจ้าจึงไม่ได้เข้าข้างตนเองว่า เป็นเด็กเส้นแต่ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นเพราะการกระทำดีของข้าพเจ้ามากกว่า(คุณพ่อสอนให้ทำดีไว้เสมอๆ) ปีแรกที่ทำงานอยากบอกว่ามันเป็นคนละอย่างเลยกับที่เรียนมา....นี่หรือชีวิตจริง.....แต่ก็สนุกและตื่นเต้นดีเพราะมีเพื่อนรุ่นเดียวกันเยอะมากดังนั้นกิจกรรมต่างๆ...หรือการแลกเปลี่ยนปรึกษากันจึงเป็นไปโดยง่าย.....2 ปีที่ข้าพเจ้าอยู่ที่นั่นได้รับประสบการณ์และความประทับใจอย่างมาก(เดี๋ยวเรื่องอื่นๆจะเล่าในตอนอื่นๆ) กว่าข้าพเจ้าจะได้มาเนครูมันลำบากจริงๆ ....ข้าพเจ้าเคยไปสอบหลายครั้งแต่ไม่เคยถูกเรียกบรรจุสักที......ไม่ว่าจะสอบที่หนองคาย อุบลฯ ชัยถูมิ เลย....ทุกที่ก็มีชื่อแต่โชคยังมาไม่ถึง...ขณะที่ข้าพเจ้าทำงานปีที่ 2 อยู่ที่สถาบันราชภัฏ....เทศกาลแห่งการสอบก็มาถึง...ข้าพเจ้าคิดหนักเหมือนกันเพราะที่ผ่านมาอ่านๆๆๆแต่ไคยเข้าใจหรือจดจำได้เลย...ข้าพเจ้าจึงได้คำตอบจากการนึกทบทวนหลายๆครั้งว่าเราต้องใช้สมาธิอย่างมาก....และไม่จับปลาหลายมือ(เป็นเพียงความคิดของข้าพเจ้าเอง) ข้าพเจ้าได้ไปโทรศัพท์กลับบ้านเพื่อจะแจ้งทางบ้านว่าจะลาออกดพราะอยากไปอ่านหนังสือเต็มที(เพราะเพื่อนสอบได้หลายคนแล้ว) ด้วยบุพเพสันนนิวาสั้งข้าพเจ้าเห็นเขาติดแประกาศติวตามตู้โทรศัพท์จึงลองโทรสอบถามดู เขาต้องให้มัดจำ 500 บาททางไปรษณีย์ก่อนข้าพเจ้าตัดสินใจทันทีที่จะไปติว...และสิ้นเดือนนั้นข้าพเจ้าก็ลาออกไปติวเป็นเวลา 1 เดือนที่จ.มหาสารคาม เป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าฮึดสู้และตั้งใจมากจริงๆ ......ข้าพเจ้าแบ่งเวลาอ่านหนังสืออย่างจริงจัง...วันละไม่กี่ชั่วโมง แต่รู้สึกว่าสมาธินั้นมีมาก....ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าหากสอบไม่ติดคราวนี้จะไม่สอบอีกแล้ว...จะรับจ้างทำงานตลอดชีวิตเลย....เป็นจริงดังหวังข้าพเจ้าตัดสินใจมาสอบของกรมสามัญมีผู้เข้าสอบทั้งหมด99คน ขณะที่ จ.เลยเปิดสอบของประถมด้วยวันเวลาเดียวกัน ข้าพเจ้าสมัครไว้ 2 ที่ แต่วันสอบข้าพเจ้ากลับเลือกสอบของสามัญ(ระดับมัยม)...วันสอบข้าพเจ้ารู้สึกโชคดีมาก...ข้าพเจ้าได้อ่านบทความบทหนึ่งให้กับแม่ฟัง...มันเกี่ยวกับข้าพเจ้า...ก็เลยอยากอ่านให้แม่ฟัง..ก่อนจะเดินลงบันไดมา.....ปาฏิหาริย์มีจริง....บทความบทนั่นออกข้อสอบในวิชาแรกที่สอบ..มันทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจมาก...ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองตีความข้อสอบได้เป็นอย่างดี....อีก 1 ดือนกว่าจะประกาศผลสอบ...ตอนนั้นข้าพเจ้าก็ตกงานรอผลอยู่ที่บ้าน...วันประกาศผลไม่มีโอกาสได้มาดู.....โทรหาเพื่อนที่สอบประถม 6 คน ติดหมดทุกคน ลำดับที่1,3,5,15,30,55 เพื่อนรู้หมดแล้วแต่ข้าพเจ้าไม่รู้ผลสอบ ได้แต่นอนร้องไห้..อีก 2 วันกว่าเพื่อนจะได้ไปดูให้.....ข้าพเจ้าสอบติดที่ 20 .....ดีจมาก........แต่ก็อย่างว่ามัธยมเรียกยาก....ข้าพเจ้ารอแล้วรอเล่า....1 ปีแรกเรียนกถึงลำดับที่ 14 (ถ้าจำไม่ผิด)....ข้าพเจ้าหมดหวังที่จะได้เป็นครู...จึงต้องหางานทำ....นั่นคือกลับมาสมัครงานที่ราชภัฏเหมือนเดิม....เข้าปีที่2 ของการเรียกบรรจุ....เรียกเพิ่ม 2 คน ถึงที่16 รอแล้วรอเล่า....พอถึงเดือนธันวาคม ซึ่งข้าพเจ้าได้รับจดหมายเรียกบรรจุ(ลืมบอกไปว่าข้าพเจ้าสอบไว้ที่จ.ชัยภูมิก่อนติว)จากสำนักงานการประถมศึกษาจ.ชัยภูมิเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2545. และแล้วชีวิตของข้าพเจ้าก็เปลี่ยน...ไม่น่าเชื่อข้าพเจ้าได้เป็นครุแล้ว...เป็นโรงเรียนประถมขนาดเล็ก นักเรียน 104 คน ครุ6 คน นักการฯ1คน ทำหน้าที่สอนด้วย...ข้าพเจ้าอยู่ได้ไม่นาน ช่วงเดือน มีนาคม...พี่ชายของข้าพเจ้าก็นำจดหมายไปส่ง....เพราะไม่มีคลื่นโทรศัพท์ติดต่อ...ข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่าข้าพเจ้าได้บรรจุที่ จ.เลย.....ข้าพเจ้าร้องไห้ ไม่รู้เพราะดีใจหรือเสียใจ....มันบอกไม่ถูกทั้งสงสารลุกศิย์ที่โน่นทั้งอยากมาอยู่เมืองเลย.....ในที่สุดข้าพเจ้าก็ตัดสินใจมาอยู่ที่เมืองเลย.....จนทุกวันนี้ไดบรรจุที่เมืองเลย...แต่งงานกับคนเมืองเลย....มีบ้านอยู่ที่เมืองเลย....ข้าพเจ้าจึงอยากจะเป็นกำลังใจให้คนอื่นๆได้มีแรงฮึดสุ้ชีวิตเหมือนข้าพเจ้า.....