บทความ What kind of society do we want our universities to serve? ในเว็บไซต์ University World News บอกว่าบางรัฐในประเทศแคนาดา กำลัง repurpose and reprogramme มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นคำที่จำเพาะกว่า reinventing และ transform คือเขากำหนดเป้าหมายใหม่ และกำหนดแนวทางทำงานใหม่ ตรงกับแนวทางในประเทศไทยยุคกระทรวง อว. พอดี
เรากำหนดเป้าหมายการทำหน้าที่มหาวิทยาลัยโดยจำแนกมหาวิทยาลัยออกเป็น ๕ กลุ่ม เพื่อให้แต่ละมหาวิทยาลัยโฟกัสการทำหน้าที่ของตน ให้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาบ้านเมืองชัดเจนขึ้น ผ่านการปรับวิธีดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นๆ
แคนาดา โฟกัสเป้าหมายชัดยิ่งกว่า “เพื่อสนองอุตสาหกรรม และตลาดงาน” และเขาก้าวหน้ากว่าตรงที่จัดเงินสนับสนุนแบบ performance-based ซึ่งผมทำนายว่า ในไม่ช้าไทยก็จะทำบ้าง ที่จริงการที่ อว. มีกองทุนพัฒนาอุดมศึกษา ก็ต้องพิสูจน์ให้สาธารณชนเห็นว่า เป็นการใช้เงินภาษีชาวบ้านอย่างคุ้มค่า
ท่าทีเช่นนี้ ย่อมก่อความหงุดหงิดให้แก่นักวิชาการสายมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เพราะจะเป็นการลดความสำคัญของวิชาการสายนี้ต่อความวัฒนาถาวรของบ้านเมืองและสังคม ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ไม่ว่าวิชาการสายใด ย่อมต้องปรับตัวไปตามบริบทของสังคม
โดยการปรับตัวที่สำคัญคือ การเข้าไปทำงานวิชาการในภาคชีวิตจริง (real sector) เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นคุณค่าของวิชาการสายนั้นๆ ซึ่งผมมีความเห็นว่า สังคมปัจจุบันต้องการการเรียนรู้พัฒนาตนเองในมิติของความเป็นมนุษย์ มิติของการกำกับชีวิตของตนเอง ให้มีความสุขความสงบ เอาชนะความเครียดที่เกิดจากความ wicked (gotoknow.org/posts/710818) ของสังคมได้
เช้าวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ผมเข้าประชุมคณะกรรมการหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ กรรมการหลายท่านที่มาจากภาคธุรกิจบอกว่า ผู้ปฏิบัติงานสมัยนี้เครียด และต้องการตัวช่วยในการลดหรือป้องกันความเครียด ที่กิจกรรมของหอจดหมายเหตุพุทธทาสช่วยได้มาก มีการพูดกันว่า จะช่วยกันสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมรมณีย์ (mindful society)
โยงเข้าสู่การทำหน้าที่มหาวิทยาลัย ที่ช่วยสถาปนาความเป็นบุคคลรมณีย์ ให้แก่บัณฑิต และคนไทยทุกคน ทำอย่างไร ผมตีความว่า นี่คือหน้าที่เอื้อให้นักศึกษาได้ฝึกพัฒนาทักษะอนาคต (gotoknow.org/posts/tags/future skills) ใส่ตน
กลับมาที่บทความ เขาตั้งคำถามพื้นฐานว่า มีมหาวิทยาลัยไว้เพื่อประโยชน์อะไร และตอบว่า เพื่อประโยชน์ ๗ ประการ คือ (๑) เป็นเครื่องยนตร์ทางเศรษฐกิจ (๒) เปลี่ยนโฉมเมือง (๓) ดึงดูดผู้มีสติปัญญาของโลก (๔) กลไกเชื่อมโยงกับโลก (๕) ร่วมดำเนินการต่อความท้าทายทางสังคม (๖) ส่งเสริมความสร้างสรรค์ และ (๗) เปิดพื้นที่ถกถียงและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน
คำตอบว่ามหาวิทยาลัยมีไว้เพื่ออะไร ตอบแบบรวมๆ ได้ว่า เพื่อการเรียนการสอน วิจัย และบริการ (ที่ผมอยากให้เปลี่ยนเป็น หุ้นส่วนสังคม) ที่การดำเนินการแตกต่างกันได้มาก แล้วแต่พื้นที่หรือชุมชน และสังคม ที่เขาบ่นว่า ในสองรัฐที่เขาเอ่ยถึง น่าเป็นห่วงว่า มหาวิทยาลัยต้องเผชิญกับการเมืองแบบสายตาสั้น
ในภาพรวม มหาวิทยาลัยเป็นที่บ่มเพาะสมรรถนะตามสาขาวิชา สร้างความเป็นคนช่างสงสัยและสร้างสรรค์ สร้างทักษะความร่วมมือและร่วมกันทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ในขณะที่นักวิชาการทำงานวิจัยเพื่อการค้นพบ และเพื่อเป้าหมายเฉพาะเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยผมขอแถม การบ่มเพาะความดีงาม ทนทานต่อความเย้ายวนในทางเสื่อม
วิจารณ์ พานิช
๖ ก.พ. ๖๖
So universities are to serve societies and societies are to support economies and economies are machines (serving some 5% of the population)… a pyramid of money power – toxic infrastructures based on ‘targeting’ (preying).
This does not fit well with ‘abundance of life support’ ecologies… balancing relations among webs of interdependencies – availability, access, sharing, equality,… peace and transcendence.
[Does it sound like a religious - good and evil - issue?]