หนังสือ Reality is Not What It Seems : The Journey to Quantum Gravity เขียนโดย Carlo Rovelli นักฟิสิกส์ ควอนตั้ม บอกว่า ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์เริ่มสมัยกรีก ช่วงที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ คือ ๒๖๐๐ ปีมาแล้ว ที่มนุษย์ใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติรอบตัว
เขาไม่ได้อธิบายว่า อารยธรรมฝรั่งเหนืออารยธรรมเอเซียและตะวันออกกลางอย่างไร ฝรั่งจึงผงาดขึ้นเป็นจ้าวโลกในช่วง ๕๐๐ ปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่อารยธรรมตะวันออก และตะวันออกกลางก้าวหน้ามาก่อนหลายพันปี ผมจึงขออนุญาตอธิบายว่า เพราะฝรั่งมุ่งทำความเข้าใจหลักการหรือทฤษฎี (concept/theory) ด้วย ไม่หยุดอยู่แค่พัฒนาวิธีการ (techniques) อย่างแขกและคนเอเซีย เป็นข้อเตือนใจวงการศึกษาไทย ให้ฝึกเด็กและเยาวชนมีทักษะในการตีความประสบการณ์สู่การตั้งทฤษฎีหรือคิดหลักการเอง รวมทั้งตั้งคำถามเชิงหลักการและหาทางตอบคำถามนั้นด้วยการวิจัย
เรียนรู้เชิงเทคนิคที่เป็นรูปธรรมไม่พอ ต้องฝึกพัฒนาหลักการที่เป็นนามธรรมด้วย ต้องพัฒนาความเข้าใจนามธรรมจากรูปธรรมที่สังเกตเห็น ด้วยเครื่องมือที่เกินความสามารถในการสังเกตของมนุษย์
“ความจริง” มีหลายชั้น และผัสสะตามธรรมชาติของมนุษย์มีขีดจำกัด เพื่อทำความเข้าใจ “ความจริง” ของธรรมชาติให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น มนุษย์จึงสร้างเครื่องมือขึ้นช่วย เครื่องมือนั้นเรียกว่าวิทยาศาสตร์ การแบ่งแยกการศึกษาออกเป็นสายวิทย์สายศิลป์ คนที่เรียนศิลป์ไม่ต้องเรียนวิทย์จึงเป็นความผิดพลาดที่น่าเสียดาย
ยิ่งน่าเสียดาย ที่การเรียนการสอนวิทย์ของไทย เน้นเรียน “ความจริง” ที่พิสูจน์แล้วของวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เน้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่ช่วยให้คนเราตีความความจริงด้วยตนเอง ออกเป็นหลักการที่ตนเองสร้างขึ้น แล้วพิสูจน์ด้วยตนเองว่าหลักการนั้นถูกต้องหรือไม่ อันเป็นการปูเส้นทางชีวิตที่มีปัญญานำ ไม่ใช่ความเชื่อนำ
การศึกษาไทยในปัจจุบันเน้นความเชื่อนำ ไม่ใช่ปัญญานำ
ไม่ทราบว่าคำอธิบายของผมถูกต้องหรือไม่
วิจารณ์ พานิช
๘ ก.พ. ๖๖
I think this “..การศึกษาไทยในปัจจุบันเน้นความเชื่อนำ ไม่ใช่ปัญญานำ..” is one of the ‘cultural’ issues of Thailand education system. Culture usually comes from ‘mass’ (public) emotions and perhaps can be deviated by rousing differing emotions.
How do we develop a new culture without shelving the current one?