สถานการณ์การประชุมสภา สบช. เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ที่นายกสภา (คือผม) ชี้ให้ที่ประชุมเห็นว่าเอกสารการประชุมมีความไม่ชัดเจน ไม่ครบถ้วน ต่อการประชุมของสภา ในหลายวาระ   ทำให้คุณหมอสุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ เสนอต่อฝ่ายบริหารและผม หลังการประชุม   ว่าก่อนประชุมสภาอย่างน้อย ๓ วัน อธิการบดีและรองอธิการบดีเจ้าของเรื่องในวาระประชุม ต้องประชุมทำความเข้าใจกับผม และกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิบางท่าน 

ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง

นำสู่ชื่อบันทึกนี้

ซึ่งหมายความว่า    การทำงานของผมในการประชุมสภา ทำให้การประชุมประสบผลสำเร็จ   เป็นเป้าหมายเพียงร้อยละ ๒๐ หรือ ๓๐ ของเป้าหมายรวมเท่านั้น    อีกร้อยละ ๘๐ หรือ ๗๐ เป็นเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น    คือการพัฒนา สบช. ในภาพรวม   

จริงๆ แล้ว สัดส่วนอาจจะเป็น ๑๐ : ๙๐ ด้วยซ้ำไป 

หัวใจสำคัญคือ การ transform สบช. จากการเป็นหน่วยราชการในกระทรวงสาธารณสุข    ไปเป็นสถาบันอุดมศึกษา     ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างจากราชการ    คือ การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม (corporate culture transformation)  เป็นเป้าหมายอันดับ ๑    ตามที่ผมเขียนไว้ในบันทึกชุดนี้ตลอดมา     ว่าต้องเปลี่ยนระบบบริหาร สบช. จากแนวทางควบคุมสั่งการจากเบื้องบน    ไปเป็นการบริหารงานด้วยความสัมพันธ์แนวราบ ในฐานะผู้ร่วมงาน (colleagues)    ไม่ใช่บริหารแบบเจ้าขุนมูลนาย     

หกเดือนเศษที่ผมทำหน้าที่นายกสภา สบช.    พบว่าไม่ง่าย   

ปัญหาใหญ่ที่สุดอยู่ที่กลุ่มผู้บริหารสูงสุด ที่เป็นคนเก่ง และประสบความสำเร็จในชีวิตราชการสูงยิ่ง    ในวัฒนธรรมการทำงานแนวดิ่ง    จึงคุ้นเคยกับแนวทางดังกล่าว    ไม่เข้าใจแนวทางบริหารงานแนวราบอย่างในสถาบันอุดมศึกษา   

การพบปะหารือก่อนประชุมสภา จึงมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การพัฒนา สบช. ในภาพรวม    เป้าหมายการประชุมสภาที่ราบรื่น เป็นเป้าหมายรอง   

การพบปะหารือ จึงเป็นการทำงาน ๑๐ : ๙๐ ของผม    ที่ส่วนร้อยละ ๑๐ เป็นการทำงาน fiduciary  กับ strategic mode, mode of governance    อีกร้อยละ ๙๐ เป็นการทำหน้าที่ strategic  กับ generative mode of governance   

วิจารณ์ พานิช

๔ พ.ย. ๖๕