ดังเล่าในตอนที่แล้วว่า มูลนิธิสยามกัมมาจล และ กสศ. จัดกิจกรรมฝึกการใช้ DE ให้แก่โรงเรียนแกนนำ ๒๕ โรงเรียน และจัด เวทีอบรมเชิงปฏิบัติการ Social Mapping และการทำแผนที่ชุมชน ผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting โดยจัดกิจกรรม ๒ ครั้ง ครั้งแรกในวันที่ ๒๕ - ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๕ มีโรงเรียนเข้าร่วม ๑๐ โรงเรียน และครั้งที่ ๒ วันที่ ๑๒ - ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ มีโรงเรียนเข้าร่วม ๑๖ โรงเรียน รวมเป็น ๒๖ โรงเรียน
ชมวิดีทัศน์การกล่าวเปิดกิจกรรมครั้งที่ ๒ ได้ที่ (๑) และชมวิดีทัศน์กล่าวปิดได้ที่ (๒)
ย้ำว่า การอบรมทั้งสองครั้งนี้ทำทาง ออนไลน์ ในครั้งที่ ๒ มีโรงเรียนเข้าร่วม ๑๖ โรงเรียน ที่ตอนแยกกลุ่มแต่ละโรงเรียนต้องประชุมกันเอง โดยมี facilitator และ note-taker ของตนเอง มี facilitator หลักจากสมาคมวิวัฒน์พลเมือง และจากมูลนิธิสยามกัมมาจล คอยช่วยเหลือ ผมดู PowerPoint แจกแจงขั้นตอนกระบวนการแล้ว คิดว่าทีมงานของโรงเรียนได้เรียนรู้วิธีทำงานที่ซับซ้อน ที่ต้องทำงานประสานกันเป็นทีม ที่จะนำไปใช้ที่โรงเรียนได้เป็นอย่างดี
นั่นคือข้อเรียนรู้ประการแรก สำหรับทีมงานของโรงเรียนที่เข้าร่วม
DE เป็นเครื่องมือที่ฝรั่งคิดขึ้น เมื่อเข้ามาในเมืองไทย มูลนิธิสยามกัมมาจลก็เอามาปรับใช้กับโครงการTSQP ของ กสศ. เมื่อสองปีก่อน เกิดเป็น DE ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีการกำหนดเป้าหมายเป็น KRA, KPI, Action บัดนี้ มูลนิธิสยามกัมมาจล โดยการนำของคุณปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร ปรับไปอีกขั้นหนึ่ง เอามาใช้ในโรงเรียนโดยตรง โดยนำเอาเครื่องมือ SNA – Social Network Analysis และแผนที่ชุมชน เข้ามาเสริม เพื่อให้โรงเรียนมีกระบวนทัศน์ทำงานแบบมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ไม่ทำงานแบบโดดเดี่ยวอย่างในอดีต
ผมตีความว่า กระบวนการ ๒ วันนี้ จะช่วยให้ทีมงานของโรงเรียน ตระหนักว่าตนต้องเปลี่ยน mindset ว่าด้วยการทำงานโรงเรียน จากการที่โรงเรียนเป็นเขตหวงห้าม ห้ามคนนอกเข้ามายุ่มย่าม เปลี่ยนเป็น โรงเรียนเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ที่หลากหลาย หรือจริงๆ แล้ว โรงเรียนต้องแสวงหา stakeholders มาร่วมกันทำงาน ที่ซับซ้อนและยากนี้ให้สำเร็จ
เปลี่ยนจากการทำงานของครูแบบตัวใครตัวมัน การทำงานของครูเป็นเรื่องส่วนตัวของครูแต่ละคน เปลี่ยนเป็น ครูต้องทำงานแบบร่วมมือกันเป็นทีม
เปลี่ยนจากการทำงานอย่างมีรูปแบบตายตัว กำหนดโดยผู้รู้หรือตำรา เปลี่ยนเป็น ครูร่วมกันออกแบบการเรียนรู้เอง กระบวนการของ workshop สองวันนี้ บอกเราว่า หลายโรงเรียน ร่วมกันออกแบบการเรียนรู้ได้ผ่านทาง ออนไลน์ เป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความฉลาดรู้ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการทำงานของโรงเรียน
กระบวนการ DE มีเป้าหมายสูงสุด เพื่อให้มี นวัตกรรม (innovation) เกิดขึ้นในกิจการนั้นๆ จะเห็นว่า DE SCBF model ได้สร้างนวัตกรรมการทำงานแบบใหม่ของโรงเรียนขึ้นแล้ว เป็น “การผุดบังเกิด” (emergence) ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของ DE ที่มีการนำมาใช้อย่างสร้างสรรค์ นวัตกรรมนี้จะ stick (คงทน) หรือไม่ เป็นเรื่องท้าทายวงการการศึกษาไทย
เนื่องจากกิจกรรมนี้ทั้งหมด สนับสนุนทุนโดย กสศ. จึงเท่ากับเป็นผลงานของ กสศ. ด้วย ผมจึงมีความเห็นว่า กสศ. น่าจะได้ดำเนินการจัดการให้การริเริ่มสร้างสรรค์นี้ stick อยู่ในระบบการศึกษาไทย
ไม่ว่ากิจการใด หากดำเนินการแบบ complex-adaptive – creative จะค้นพบแนวทางทำงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้โดยง่าย DE เป็นเครื่องมือหนึ่งเพื่อเป้าหมายนั้น
แม้ว่าระบบการศึกษาไทย จะอยู่ในระบบราชการ ที่มีการดำเนินการแบบควบคุมสั่งการ จากหน่วยเหนือหรือส่วนกลาง สั่งการลงมาเป็นขั้นๆ แต่เมื่อถึงกิจกรรมในห้องเรียน หรือกิจกรรมที่ตัวนักเรียน ครู (และผู้บริหารโรงเรียน) ก็ยังมีโอกาสทำงานแบบ ซับซ้อนและปรับตัว ได้ โดย DE เป็นเครื่องมือช่วยเครื่องมือหนึ่ง
โรงเรียนเป็นพื้นที่ของการสร้างสรรค์ หากดำเนินการเป็น DE เป็นเครื่องมือหนึ่ง สำหรับหนุนให้โรงเรียนเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ ซึ่งหมายความว่า โรงเรียนสามารถ transform ระบบการทำงานของตนเองได้ จากการทำงานตามแบบแผนตายตัวที่กำหนดจากเบื้องบน สู่การทำงานที่ตนเองร่วมกันออกแบบเองโดยทีมงานของโรงเรียน และเมื่อทำงาน ก็เกิดการเรียนรู้ร่วมกันโดยปริยาย เพราะแท้จริงแล้ว DE คือเครื่องมือช่วยให้ผู้ทำงานได้เรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ หรือเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning) โดยมีพลังสำคัญที่สุดคือ “เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่” ร่วมกัน (shared purpose)
เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันของทีมงานโรงเรียนคือ นักเรียนได้สั่งสมสมรรถนะสำคัญครบถ้วน เพื่อการพัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นคนดี เลี้ยงชีพตนได้อย่างมีความสุข มั่นคง และเป็นประโยชน์ต่อสังคม การทำงานตามเป้าหมายนี้เป็นกิจกรรมที่ซับซ้อนและปรับตัวอยู่ตลอดเวลา (complex-adaptive) กิจกรรมในสองวันนี้ช่วยให้ครูได้ตระหนักในความเป็นจริงนี้
วิจารณ์ พานิช
๑๓ พ.ย. ๖๕