จิตของผมยังวนเวียนอยู่กับข้อความในหนังสือ อัตชีวประวัติของโยคี ที่เต็มไปด้วยเรื่องลี้ลับ มีเรื่องราวของโยคีคนแล้วคนเล่า ที่สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ ส่งกระแสจิตถึงกันได้ แต่ทำได้เฉพาะระหว่างคนที่จิตนิ่งเท่านั้น และสู้โทรศัพท์ไม่ได้เพราะโทรศัพท์โต้ตอบกันได้ แต่โทรจิตส่งได้ทางเดียวและไม่มีการยืนยันว่าฝ่ายรับได้รับสารนั้นหรือไม่ คนที่จิตไม่นิ่งรับไม่ได้
นำสู่การทำความเข้าใจจิตสำนึกหลายระดับ ที่เรารู้จักคือ จิตสำนึกระดับสำนึกรู้ (conscious), ระดับไร้สำนึกหรือหมดสติ (unconscious), และระดับใต้จิตสำนึก (subconscious) แต่หนังสือเล่มนี้เสนอจิตเหนือสำนึกรู้ตามปกติ (superconscious) คือรู้หรือทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ รวมทั้งส่งกระแสจิตได้
คำถามคือ มีจริงหรือเปล่า
ไม่มีคำตอบที่มีหลักฐานยืนยันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
แต่มีคำตอบในหนังสือเล่มนี้มากมายหลากหลายเหตุการณ์ เล่าโดยคนที่น่าจะเชื่อได้ว่าไม่โกหก สะท้อนความซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ ความซับซ้อนของจิตสำนึกของมนุษย์ ที่ทำความเข้าใจโดยวิธีวิทยาที่เราได้รับการฝึกฝนมาไม่ได้ทั้งหมด คือคนที่จะเข้าถึงมิตินั้นต้องฝึกมิติความเป็นมนุษย์ในรูปแบบพิเศษ ที่ไม่ใช่แบบที่เราได้รับกันตามปกติ
สะท้อนความซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ หรือศักยภาพของมนุษย์ที่เกิดมา การเลี้ยงดูและให้การศึกษาช่วยให้ศักยภาพของความเป็นมนุษย์ได้ขยายออกและแสดงผล แต่การเปิดช่องให้ศักยภาพแสดงตัวนั้นเอง ก็ได้บดบังโอกาสของศักยภาพด้านอื่น ให้ไม่สามารถแสดงตัวออกมาได้
มนุษย์จึงเผชิญทั้งโอกาสเปิดกว้าง และสภาพที่บางโอกาสถูกปิดกั้น มันเป็นเช่นนั้นเอง
มองมุมหนึ่ง คนที่เดินสู่เส้นทางมิจฉาทิฐิในชีวิต เกิดจากเส้นทางสัมมาทิฐิของเขาถูกปิดกั้น เป็นชีวิตที่น่าสงสาร น่าเห็นใจ แต่บางคนมีเส้นทางแห่งสัมมาทิฐิเปิดกว้างรออยู่ ก็ไม่เดินเข้าไป กลับเดินสู่เส้นทางมิจฉาทิฐิที่เปิดแง้มอยู่เท่านั้น นี่คือความซับซ้อนของความเป็นมนุษย์
ผมเถียงข้อความในย่อหน้าบนว่า ที่ว่าเส้นทางสัมมาทิฐิเปิดกว้างนั้น จากมุมมองของใคร เจ้าตัวของเขาอาจเห็นประตูนั้นว่าปิดอยู่ก็ได้ เพราะเขาอยู่ ณ จุดที่ให้มุมมองต่างกัน นี่คือความซับซ้อนที่ยิ่งขึ้นไปอีกของชีวิตมนุษย์
กลับมาที่จิตสำนึก (consciousness) ของมนุษย์ ที่ซับซ้อนเหลือหลาย และจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกคนต้องฝึก
การฝึกจิตสำนึกให้แก่ตนเองคือภารกิจยิ่งใหญ่ของความเป็นมนุษย์ ที่ผมตีความว่า ฝรั่งเรียกว่า meta-cognition ที่ผมตีความว่าหมายถึงการรู้เท่าทันความคิดหรือจิตสำนึก รวมทั้งเข้าใจหรือรู้เท่าทันความจำ ของตนเอง ที่เขาเรียกว่า meta-memory และเมื่ออ่านเรื่อง meta-cognition ในวิกิพีเดียแล้ว ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องที่มีส่วนที่ยังไม่รู้อีกมาก
จิตเหนือสำนึก จึงน่าจะมีหลายแบบ เพื่อเป้าหมายที่แตกต่างหลากหลาย และรับรู้ได้บ้างไม่ได้บาง คนที่นำมาเล่าจึงเล่าได้เฉพาะจิตเหนือสำนึกส่วนที่ตนสนใจ หรือที่ตนรับรู้ได้ เท่านั้น จิตเหนือสำนึกตามที่เล่าในหนังสือ อัตชีวประวัติของโยคี จึงน่าจะเป็นเพียงส่วนเสี้ยวของพลังจิตเหนือสำนึกของมนุษย์
ผมสนใจการฝึก เพื่อทำให้จิตเหนือสำนึกบางส่วนกลายมาเป็นจิตใต้สำนึกของตัวเรา กล่าวง่ายๆ คือ ทำให้พลังความดีงามเข้ามาเป็นเจ้าครองตัวตนของเราโดยเราไม่ต้องคิด ไม่ต้องครองสติ พฤติกรรมที่ตอบสนองเรื่องราวความเป็นไปในชีวิตดำเนินไปตามทำนองคลองธรรม และอย่างชาญฉลาด โดยเราไม่ต้องใช้ปัญญาที่ต่อเนื่องกับความคิด ที่ผมคิดว่า นี่คือปัญญาญาณ (intuition)
ผมอยากได้กลไกส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนไทยพัฒนาปัญญาณาณใส่ตัว และคิดว่าค้นพบแล้ว คือการฝึกวงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ (Kolb’s Experiential Learning Cycle) ในทุกขณะจิตของตน โดยต้องมีกลไกช่วยตั้งคำถามเชิงบวก เชิงเส้นทางกุศล ที่บุคคลผู้นั้นอาจตั้งคำถามเอง หรือมี คุรุ (coach) ช่วย
แล้วนำมาหมุนวงจรเรียนรู้สู่การเปลี่ยนหลักการประจำใจ ที่เรียกว่าวงจรเรียนรู้สองชั้น (double-loop learning) ที่ไม่เพียงเปลี่ยนวิธีการ แต่มีการเปลี่ยนหลักการหรืออุดมการณ์ชีวิตด้วย
มองในมุมหนึ่ง ทั้งสองวงจรนี้ เป็น ธรรมจักรแห่งการเรียนรู้
เมื่อเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงในชีวิตของคนผ่าน ธรรมจักรแห่งการเรียนรู้ทั้งสอง โดยมีคำถามเชิงบวกเป็นตัวช่วย ค่านิยมที่ดีงาม จะค่อยๆ ก่อตัวและงอกงามขึ้น ฝังอยู่ในตัวตนของผู้นั้น ทั้งในระดับ จิตสำนึก จิตใต้สำนึก จิตไร้สำนึก และจิตเหนือสำนึก
จะยิ่งกว่าพลังของการส่งกระแสจิต เพราะไม่ต้องส่งผู้คนก็รับรู้ได้ในจิตใจและวัตรปฏิบัติอันดีงานของบุคคลนั้น เป็นการตอบแทนคุณงามความดีของคนที่ทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน
วิจารณ์ พานิช
๒๐ พ.ย. ๖๕
The English version of this book “Autobiography of a Yogi by Paramahansa Yogananda” is available in epub and pdf for download –search for your favorite download sites.