ทุกครั้งที่นิสิตจัด “กิจกรรมนอกหลักสูตร” (extracurricular activity) ผมจะให้ความสำคัญกับเรื่องการ “ประเมินการเรียนรู้” (Assessment of Learning) มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการประเมินสดๆ ร้อนๆ เมื่อกิจกรรมสิ้นสุดตรง
หรือที่เราเรียกในแบบฉบับวิถีไทยว่า “ตีเหล็กขณะกำลังร้อนๆ”
โครงการ “ค่ายเยาวชนพิทักษ์ไพร ครั้งที่ 21” ที่จัดขึ้นโดยกลุ่มนิสิตพลังสังคม (พรรคพลังสังคม) สังกัดองค์การนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อวันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2565 ณ อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ตำบลนาจะหลวย อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ผมให้ความสำคัญกับการประเมินผลการเรียนรู้เป็นอย่างมาก
โครงการดังกล่าว ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญๆ เช่น
- การเดินป่าศึกษาระบบนิเวศของอุทยาน
- การปรับปรุงฝายชะลอน้ำ
- การปลูกต้นไม้
- การเสวนาเรื่องกิจกรรม การเรียนและการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย
- ผ้าพิมพ์จากธรรมชาติ
- ฯลฯ
ในส่วนประเด็นเรื่องการประเมินผลการเรียนรู้ ผมพูดเปิดใจกับแกนนำ 2-3 คนอย่างชัดเจนว่า “นิสิตสามารถประเมินผลการเรียนรู้เชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามตามแบบฟอร์มอันเป็นตัวอย่างของมหาวิทยาลัยได้เลย โดยเน้นการประเมินว่าบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งทำได้ทั้งการแจกแบบสอบถาม หรือผ่านระบบออนไลน์ (Google Forms)”
เอาจริงๆ เลยนะ – ประสบการณ์ตรงที่ผมรับรู้มา บ่อยครั้งที่การประเมินผลในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่สะท้อนผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างแท้จริง เพราะหลายต่อหลายครั้ง ข้อมูลที่ประมวลออกมามักถูก “ปรุงแต่ง-อุปโลกน์” ขึ้นมาจากแกนนำ แต่นั้นก็มิได้หมายความว่า แกนนำบกพร่องนะครับ เป็นเพราะคนไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการส่งแบบประเมิน หรือไม่ค่อยให้ความสำคัญที่จะสะท้อนผลการเรียนรู้สักเท่าไหร่เสียมากกว่า
ด้วยเหตุเช่นนี้ ผมจึงพูดเชิงลึกเพิ่มเติมในทำนองว่า “ผมสนใจผลการเรียนรู้ของเหล่าบรรดาผู้นำเสียมากกว่า” –
ผู้นำในที่นี้ ผมเจาะจงว่า คือ แกนนำองค์กรและแกนนำโครงการ อันหมายถึง คณะกรรมการบริหารองค์กรและคณะกรรมการบริหารโครงการ หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า “แกนนำค่าย” นั่นแหล่ะ
กรณีดังกล่าว ผมเสนอแนะให้ประเมินแกนนำเพิ่มเติมด้วย “บัตรคำ” โดยใช้กระบวนการประเมินความคาดหวังก่อนการเข้าร่วมกิจกรรม (Before Action Review : BAR) ผ่านคำถามง่ายๆ กว้างๆ ว่า “คาดหวังอะไรจากการเข้าร่วมกิจกรรม”
และเมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมก็ประเมิน (After Action Review : AAR) ผ่านคำถามง่ายๆ กว้างๆ อีกครั้งว่า “ได้เรียนรู้อะไรบ้าง”
และไม่ลืมที่จะย้ำว่า “การประเมินผ่านบัตรคำ ไม่ได้เจาะจงแต่เฉพาะผู้นำ แต่หากสามารถนำไปประเมินสมาชิกค่ายทุกๆ คนได้ จะเป็นเรื่องที่ดีและวิเศษสุดๆ โดยให้ออกแบบเองว่าระยะเวลาใด-จังหวะใดเหมาะสมที่จะประเมินการเรียนรู้”
ถัดจากนี้ไป คือข้อมูลอันเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ผมพยายามประมวลผ่านบัตรคำที่นิสิตส่งกลับมายังผม ซึ่งแม้จำนวนบัตรคำที่ได้มาอาจจะไม่มากมายนัก แต่ก็พอเห็นร่องรอยการเรียนรู้ของ “ผู้นำ” (แกนนำ) “ผู้ตาม” (สมาชิกค่าย) ในระดับหนึ่ง
และเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ดี เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สามารถนำไปต่อยอด หรือวิเคราะห์เชิงลึกได้อีก
Before Action Review : คาดหวังอะไรจากการเข้าร่วมกิจกรรม
- อยากได้เพื่อนใหม่
- อยากได้ประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ
- อยากเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- อยากได้แฟนจากค่าย
- อยากพบเจอการเดินทางและที่พักสะดวกสบาย
- ชั่วโมงจิตอาสา กยศ.
- อยากทานอาหารอร่อยๆ ท่ามกลางธรรมชาติ
- ฯลฯ
ข้อมูลข้างต้น ผมจัดเรียงลำดับเชิงสถิตจากที่พบมากไปยังที่พบความถี่น้อยที่สุด กล่าวคือ คนที่ไปร่วมค่ายครั้งนี้คาดหวังที่จะได้เพื่อนใหม่มากที่สุด รองลงมาคือการได้สัมผัสกับประสบการณใหม่ๆ และการได้มีส่วนต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติเฉกเช่นชื่อโครงการที่ว่า “เยาวชนพิทักษ์ไพร”
แน่นอนครับ ฟังดูเป็นนามธรรม แต่ปฏิเสธความคิดฝันของพวกเขาไม่ได้ เพราะพวกเขามีสิทธิ์ที่จะขีดเขียนการเรียนรู้ด้วยตัวเขาเอง โดยเรียนรู้ผ่านกิจกรรมหลักๆ อันเป็น “โจทย์” ที่ปรากฏอยู่ในโครงการ ส่วนจะบรรลุวัตถุประสงค์ส่วนตัว หรือเชื่อมโยงถึงวัตถุประสงค์โครงการหรือไม่ ย่อมอยู่ที่ตัวเขาว่าจะ “จริงจัง-จริงใจ” หรือมี “ทักษะ” ต่อการเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน
รวมถึงแกนนำกิจกรรม จะมีกลวิธี-กระบวนการในการสร้างการเรียนรู้ให้น่าสนใจ หรือไม่
After Action Review : ได้เรียนรู้อะไรบ้าง
เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลของการเรียนรู้ที่ประมวลจากบัตรคำเป็นไปในทิศทางเดียวกับการประเมินความคาดหวังก่อนการเข้าร่วมกิจกรรม โดยสามอันดับแรกที่พบ เรียงลำดับความถี่จากมากไปน้อย ดังนี้
- ได้รู้จักเพื่อนต่างคณะเพิ่มมากขึ้น
- ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ
- ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
กระนั้นก็ไม่ได้ระบุชัดว่า “ประสบการณ์ที่แปลกใหม่” ที่ว่านั้น คืออะไรบ้าง ซึ่งผมมองว่า ในเวทีถอดบทเรียนครั้งหน้าที่ผมออกแบบไว้เงียบๆ ผมจะพยายาม “เสาะหา” และ “คลี่” ให้เห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
นอกจากนั้นที่พบประปรายก็เป็นประเด็นเกี่ยวกับความรู้และทักษะของการสร้างฝายชะลอน้ำ (ฝายแม้ว) การปลูกต้นไม้ หรือแม้แต่ประเด็นทั่วๆ ไป เช่น จิตอาสา และการได้ออกกำลังกาย ซึ่งทั้งสองประเด็นก็อยู่ในประเด็นเชิงรุกอันเป็นนโยบายการพัฒนานิสิต ประจำปีการศึกษา 2565 ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นั่นคือ
- การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม การเป็นพลเมืองที่ดีและจิตสาธารณะ
- การส่งเสริมสุขภาวะนิสิต
หรือแม้แต่ประเด็นที่สื่อให้เห็นถึงการได้เรียนรู้และก่อเกิดทักษะทางสังคม (Soft skills) ที่ยึดโยงอยู่กับเรื่องภาวะผู้นำนิสิต/นักศึกษา หรือทักษะในศตวรรษที่ 21 เป็นต้นว่า
- การทำงานร่วมกับคนอื่น / ความเป็นทีม
- การอยู่ร่วม/ใช้ชีวิตกับคนอื่น
- การสื่อสารสร้างสรรค์ทั้งโดยนิสิตกับนิสิต และนิสิตกับเจ้าหน้าที่ของอุทยาน
- การอดทนอดกลั้น
ผมไม่รู้หรอกว่า ข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในบัตรคำมาจากความจริงกี่มากน้อย แต่ผมเคารพข้อมูลดังกล่าว ในเมื่อเขาเขียนมาแบบนั้น ผมก็เชื่อแบบนั้น –
เอาจริงๆ เลยนะ แค่แกนนำเปิดใจรับเอาบัตรคำไปเป็นเครื่องมือประเมินการเรียนรู้ ผมก็ดีใจ สุขใจ และชื่นชมเป็นที่สุดแล้วครับ
ถัดจากนี้ เมื่อพวกเขาพร้อม ผมจะลองชวนมาล้อมวงถอดบทเรียนอย่างจริงจังร่วมกับพวกเขาดูสักยก โดยใช้ข้อมูลจากบัตรคำเหล่านี้เป็นประเด็น เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้เชิงลึกร่วมกัน
ส่วนข้อเสนอแนะ เป็นต้นว่า เส้นทางการเดินทางควรสะดวกสบาย ควรมีเวลาในการนอนพักให้นานๆ ที่พักและอาหารควรต้องปรับปรุง
เอาจริงๆ นะ ประเด็นเหล่านั้น ผมไม่ได้ซีเรียสเท่าใดนัก เพราะนี่คือ “ค่าย” วิถีของค่ายย่อมต้องฝึกให้ชาวค่ายได้เรียนรู้จากความลำบากบ้าง มิใช่ยึดเอาความสะดวกสบาย และเน้นวิวสวยๆ เป็นหัวใจหลักของการเรียนรู้
ถ้ารักความสะดวกสบาย ก็ไม่จำเป็นต้องไปค่าย ! 
เขียน : พุธที่ 14 ธันวาคม 2565
ภาพ : กลุ่มนิสิตพลังสังคม











