ความเดิมตอนที่แล้ว ผมได้แลกเปลี่ยนกับทุกท่านเกี่ยวกับคำถามใหญ่ที่แผลงพลังศักย์มากพอที่จะสั่นไหวใจกลางความรู้สึกเบื้องลึก ภายในตัวผมเองราวกับว่าถูกครอบด้วยเมฆมนต์วิ่งเวียนวนอยู่ในมโน และเฝ้าปรุงแต่งไปเรื่อยเปื่อย “เรารู้อะไรแล้ว…และเราจะไปเรียนรู้อะไรที่สิงคโปร์” และมาชัดแจ้งตอนวันรุ่งขึ้นก่อนเดินทาง….การเดินทางไปสิงคโปร์ครั้งนี้ผมถูกความกลัวเข้าสิง ด้วยความไม่รู้ (อวิชชา)…. ผมไม่รู้ว่าผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสิงคโปร์…

ผมพาตนเองกลับมาหาหลักตั้งใหม่…ด้วยบทเพลงแห่งชีวิต (ผมเอง) “อยู่อย่างสิงห์” โดย ศิลปิน ปู พงษ์สิทธิ์ ซึ่งผมเข้าใจ และขอเดาว่า มีไม่กีคนที่ “มีสิทธิ์” ฟัง ในฐานะเพลงเพื่อชีวิต และรู้สึกว่าทุกตัวอักษรที่ถูกสลักลงในบทเพลงนี้ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกอย่างแท้จริง และแน่นอนครับ ผมเป็นหนึ่งในนั้นจริง ๆ ผมนั่งจิบกาแฟรสโปรดพร้อมทั้งดูดดื่มอรรถรสจากบทเพลงบนรถคู่ใจขณะที่รอคณะเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษเพื่อร่วมเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ เรามีแผนที่จะพักที่นั่น 1 คืน ลงฟังดูนะครับ 

บทเพลงบทนี้ แม้ฟังเพียงไม่กี่ครั้งก็ช่วยทะลายกำแพงในใจหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน ด้านภารกิจหลักอยู่ที่ทำงาน ด้านครอบครัว และโดยเฉพาะคำถามใหญ่ที่ว่านั้นก็พรั่งพร้อมมีบทบาท ผมนั่งใคร่ครวญตนเอง ผมพบว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ที่เคยฉายภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่าในความนึกคิดก็กลับคืนสู่จิตใต้สำนึกที่พยายามผลิตภาพซ้ำเหล่านี้ “มันเกิดขึ้นจากจิตใจมันก็ควรคือกลับสู่จิตใจเบื้องลึกดังเดิม” ความกังวลเกี่ยวกับคำตอบจากภารกิจไปสิงคโปร์ ที่พยายามคาดเดา ก็พลอยเหือดหายไปด้วย มันคงเหลือเพียงใจที่พร้อมจะปะทะกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น และเพียงแค่เรา “เรียนรู้” มัน ครับ…..

บรรทัดทองของบทเพลงนี้ ก็คือ “วันที่ดีต้องมีให้เรา เพียงมั่นในศรัทธา วิ่งไปชนไม่ยุบไม่ล้า ไม่ว่าหนักเพียงไหน…” และสิ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่งก็คือ คำว่า “ศรัทธา” ซึ่งเป็นเบื้องล่างสุด และลึกสุดของภูเขาน้ำแข็งแห่งชีวิต แม้เพียงคำนี้คำเดียว สามารถขับเคลื่อนภูเขาทั้งลูกชีวิตทั้งชีวิตได้อย่างง่ายดาย…. ใช่แล้วครับ….ผมเริ่มมาภาวนา (ปฏิบัติตน) ให้เกิดแก่คำว่า ศรัทธา  กับประสบการณ์ที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ มิเช่นนั้น เราจะเข้า (สิง) คโปร์…ได้อย่างไรกัน คงไม่เกิดความ “อิน (Inner)" เป็นแน่แท้เลยทีเดียว….เชียว