พูนพลัง (empower) ครูและโรงเรียนให้ใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน ครบทุกด้านของ V-A-S-K และ “ครูและโรงเรียน” ในที่นี้หมายความรวมครูในทุกสายของระบบการศึกษา ทั้งสายปฐมวัย – ภาคบังคับ สายอาชีวศึกษา สายการศึกษานอกโรงเรียนและตามอัธยาศัย สายบ้านเรียน (home school) รวมทั้งสายนอกระบบที่ภาคประชาสังคมริเริ่มทดลองดำเนินการ คือเน้นแนวคิดแบบ inclusive ไม่ใช่ exclusive เฉพาะโรงเรียนกลุ่ม TSQP เท่านั้น
บันทึกนี้เป็นผลของความลื่นไหลทางการใคร่ครวญสะท้อนคิดต่อเนื่องจากบันทึกที่ ๑๖๙ และ ๑๗๐ ของบันทึกชุด ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และต่อเนื่องจากการประชุมคณะอนุกรรมการโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองของ กสศ. เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๕ โดย กสศ. นำเรื่องการจัดมหกรรมนี้เข้าหารือ
มหกรรมหรือเวทีพูนพลังครูและโรงเรียนมีเป้าหมายเชิงคุณค่า (purpose) ที่การหนุนพลังของขบวนการโรงเรียนพัฒนาตนเอง และการหนุนให้ระบบการศึกษาของประเทศมีการเปลี่ยนใหญ่ (systems transformation) ให้เหมาะสมต่อการพัฒนาคุณภาพของพลเมืองไทยยุค VUCA/BANI
คือมีเป้าหมายลึกๆ ในการขับเคลื่อนให้ระบบการศึกษาไทยไม่ตกยุค โดยชี้ให้เห็นว่าครูและโรงเรียน และผู้นำการเปลี่ยนแปลง จำนวนหนึ่งได้ก้าวล้ำหน้าไปแล้ว โดยเชื้อเชิญโรงเรียนและครู หรือทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น มาเล่าแรงบันดาลใจ วิธีการ และผลลัพธ์ที่ตัวนักเรียนในงานมหกรรม และร่วมกันตีความหรือสะท้อนคิดว่า กิจกรรมเหล่านั้นส่งคุณค่าต่อสังคมไทยอย่างไร และหากใช้หลักการ All for Education คนไทยทั้งมวลจะร่วมกันหนุนให้โรงเรียนและครูทั้งประเทศทำงานในรูปแบบนั้น และพัฒนาขึ้นๆ ไป ได้อย่างไร
ผมเสนอในที่ประชุมคณะอนุกรรมการโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองว่า งานมหกรรมควรจัดทุกปี เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง คราวละ ๓ วัน เพระผู้เข้าร่วมต้องมาจากทั่วประเทศ มาแล้วต้องมีเวลาตักตวงการเรียนรู้ให้คุ้มต่อการเดินทาง และแต่ละปีต้องกำหนดประเด็นหลักของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (theme ของการประชุม) โดยสาระของการประชุมราวๆ ร้อยละ ๖๐ อยู่ใน theme หลัก แต่อีกราวๆ ร้อยละ ๔๐ อยู่นอก theme หลัก ได้
ทีมงานรับผิดชอบการจัดมหกรรมต้องทำงานตลอดปี โดยใช้เวลา ๓๖๒ วันสื่อสารและไปเยี่ยมโรงเรียนและครูและผู้นำการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ทั่วประเทศ ใน theme ของการประชุมปีนั้น เพื่อให้มั่นใจว่า งานมหกรรมจะเชิญทีมที่มีผลงานส่งผลกระทบต่อนักเรียนในระดับสูง และอย่างน่าเชื่อถือ มาเสนอผลงาน รวมทั้งเตรียมทำความเข้าใจร่วมกันว่า ผลงานนั้นบอกหลักการ (concept) อะไร มีผลดีต่อนักเรียนทั้งในปัจจุบันและอนาคต อย่างไร ครูทำอะไร พ่อแม่ผู้ปกครองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ มีส่วนแสดงบทบาทอย่างไร ฯลฯ
การประชุมมีทั้ง Plenary และ Parallel Sessions มีรูปแบบทั้งเวทีนำเสนอ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การฝึกทักษะแบบ workshop การนำเสนอผลงานแบบโปสเตอร์ และแบบนิทรรศการ ฯลฯ การประชุมนี้จะเป็นแบบ hybrid คือมีทั้ง onsite และ online โดยมีการเก็บค่าลงทะเบียน เพื่อให้เป็นการประชุมที่มีคุณภาพสูง
ช่วงเช้าของวันที่ ๒ และวันที่ ๓ ก่อนการประชุมหลัก จะมีเวทีสรุปประเด็นการประชุมในวันก่อนทั้งหมดในห้องประชุมใหญ่ และหลังการประชุม ๒ – ๓ เดือน จะมี e-proceedings ออกมาให้ดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของการประชุม ซึ่งเว็บไซต์นี้จะเป็นเวทีสื่อสารระหว่างผู้จัดการประชุม ทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลง และผู้สนใจเรียนรู้ ตลอดปี เป็นเว็บไซต์ที่เปิดให้ผู้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก (ฟรี) เข้าใช้ได้ และเน้นเป็นเวทีสื่อสารสองทางหรือหลายทาง
หลักการที่สำคัญคือ กสศ. ไม่ทำตัวเป็นเจ้าของมหกรรมนี้ (ทั้งๆ ที่ให้ทุนสนับสนุนการจัด) แต่หาทางให้ภาคีร่วมจัดเป็นเจ้าของ และหาวิธีดำเนินการให้ผู้เข้าร่วมมหกรรมทุกคนเป็นเจ้าของร่วม เพราะเจ้าของทั้งหมดนั้นต้องการร่วมแสดงบทบาท All for Education ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (transformation) สู่ระบบการศึกษาคุณภาพสูง สร้างพลเมืองคุณภาพสูง ให้แก่ประเทศไทย
ที่ต้องย้ำคือ แม้มหกรรมนี้จะมีจุดเริ่มต้นจากโครงการ TSQP แต่เป้าหมายผู้นำการเปลี่ยนแปลงจะเป็นสถานศึกษาระดับต่ำกว่าอุดมศึกษาทั้งหมดของประเทศ รวมทั้งเขตพื้นที่การศึกษา และหน่วยบริหารการศึกษาทั้งหมด (ทุกสายงาน รวมทั้งนอกภาครัฐ) ของประเทศ และการริเริ่มใหม่ๆ ด้านการศึกษาของทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนในเครือข่าย TSQP เท่านั้น
มองอีกมุมหนึ่ง นี่คือพื้นที่สำหรับให้ครูและโรงเรียน “ปล่อยของ” โดยมีกลไกช่วยเหลือให้ “เจียระไน” เสียก่อน เพื่อให้มีการ“ปล่อยของ” อย่างรู้คุณค่า และเสนอคุณค่าได้ชัดเจนครบถ้วน
หันกลับมามองที่การดำเนินการภายใน กสศ. หน่วยงาน สปอนเซ่อร์ ของการประชุม กสศ. ต้องหารือกันในทุกสำนักและหน่วยงาน ว่ามีแนวทางร่วมกันใช้พื้นที่และเวลา ๓ วันของงานมหกรรม รวมทั้งกิจกรรมเตรียมการณ์ ๓๖๒ วันเพื่อหนุนให้งานของ กสศ. มีการยกระดับผลกระทบต่อการ transform ระบบการศึกษาอย่างไรบ้าง ผมมองว่า มหกรรมพูนพลังครูและโรงเรียนนี้ น่าจะเป็นเครื่องมือสร้างการทำงานร่วมกันภายใน กสศ. ลดความเป็นไซโลได้ เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการพัฒนาการศึกษาเชิงพื้นที่ และทุนการศึกษาสายอาชีพชั้นสูง และทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ น่าจะมีสถาบันการศึกษาและครู ที่ทำหน้าที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเกิดผลสำเร็จอย่างดี มาเสนอผลงาน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลเชิงระบบ
ที่คิดนี้ใหญ่โตกว้างขวางมาก ต้องใช้ยุทธศาสตร์ “คิดใหญ่ ทำเล็ก แล้วค่อยๆ ขยาย”
ทั้งหมดนั้น เป็นจินตนาการของผม กสศ. หรือผู้จัดการประชุมมหกรรมนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
เพิ่มเติมวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๕
ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร กสศ. วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๕ มีกรรมการเสนอแนะว่า แต่ละปี ควรมีการประชุมภาคีของ กสศ. ที่จะเป็นผู้พิจารณาผลงาน และตั้งงบประมาณให้แก่ กสศ. ผมจึงเกิดความคิดว่า การประชุมดังกล่าวอาจจัดเป็นห้องย่อยในการประชุมวันที่ ๓ ได้ โดยเชิญ stakeholders เข้าร่วม มีการสรุปผลกระทบที่เห็นชัดจากการประชุม ๒ วันแรกให้ผู้เข้าร่วมประชุมรับทราบ แล้วขอให้ stakeholders ประชุมแบบ dialogue กัน ผมเสนอแบบนี้ โดยปรับใช้ DE ในการประชุมนี้
วิจารณ์ พานิช
๑๗ ก.ย. ๖๕ ปรับปรุง ๑๘ ก.ย. ๖๕ และ ๑๙ ก.ย. ๖๕