Work Life Balance คือการที่เราจัดการชีวิตของเราแล้วเรามีความสุข ซึ่งสิ่งนั้นถูกกำหนดด้วยตัวของเราเอง ไม่ต้องเหมือนใคร เพราะชีวิตใครชีวิตมัน เราต้องเป็นคนกำหนดตารางชีวิตของเราว่า เราจะนอน จะเรียน จะเล่น หรือจะทำอะไร นั่นเพราะ Equilibrium(จุดสมดุล) ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ร่างกายจะเป็นตัวบอกเราเองว่า General well-being ของเรานั้นจะดีหรือแย่ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็ควรอยู่ในจุดที่เป็นผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของเรา
 

     จากการสำรวจพบว่า คนที่มีปัญหา Unhealthy-Work Life Balance ส่วนใหญ่มีการนำงานไปทำที่บ้าน ให้เวลาของงานเป็นอันดับ1 เลยอาจจะละเลยหลายๆสิ่งในชีวิตของเราไป แต่คนส่วนใหญ่อาจจะลืมไปว่า คนรอบข้างที่เราทำงานเก็บเงินเพื่อเค้า เค้าต้องการเงิน หรือต้องการเพียงแค่เวลาเล็กๆน้อยๆมาใช้ร่วมกัน หรืออาจละเลยในตัวของตัวเอง ว่าร่างกายเรา จิตใจเรา สมองของเราต้องการการพักผ่อนหรือไม่
 

     ชีวิตคนเรานั้นจะมีจุด Turning point เสมอ เพียงแค่เราจะรู้สึกและคิดถึงมันได้เมื่อไหร่ เมื่อเราคิดถึงมันได้และจัดการกับมันได้เมื่อไหร่ ชีวิตเราก็จะมี Work Life Balance

 

Signal Unhealthy Work Life Balance

  • หงุดหงิดง่าย
  • เบื่อหน่าย ไม่สนใจเรื่องงาน
  • ไม่อยากสุงสิงกับใคร
  • Performance ตกลงเรื่อยๆ
  • ขาด Passion หรือความคิดสร้างสรรค์
  • นอนไม่หลับ หรือหลับไม่มีคุณภาพ
     

ส่วนใหญ่คนที่มีปัญหามักจะเป็นคน…

  • เสพติดความสำเร็จ (Perfectionist) ไม่ปล่อยวาง คาดหวังสูงทั้งกับตัวเองและผู้อื่น *แต่ถ้าเสพติดความสำเร็จแต่ตัวเองไม่เครียด ก็ไม่มีปัญหา
  • วัฒนธรรมในองค์กร
  • Burn out
  • The work itself
  • Bosses and supevisous
     

How to Promote Work Life Balance

  • จัดการปริมาณงานให้เหมาะสม
  • ใส่ใจในสภาพร่างกาย (physical healthy)
  • สนับสนุน social connection
  • นำ technology เข้ามาช่วย
  • ส่งเสริมการจัดการความเครียด (stress management)

 

     จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของสุขภาพจิตและสุขภาพกาย หากว่ายังมีการละเลยเรื่องพวกนี้ อัตราการเสียชีวิตจากการโหมทำงานหนักคงมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นเป็นแน่ บางบริษัทได้เห็นถึงความสำคัญ จึงได้มีการทำงานร่วมกับแพทย์ และพยาบาล เพื่อออกนโยบายการทำงานที่ดีเพิ่มมากขึ้น แต่แค่นั้นจะพอจริงหรือ? การออกนโยบายเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอเป็นแน่ เราควรมีการทำงานร่วมกันหลายๆฝ่าย มีการเผยแพร่ความรู้สุขภาพเพื่อเสริมสร้างและป้องกันสิ่งต่างๆที่จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ/ความเสี่ยง ออกไปในบริษัทและในชุมชนต่างๆ และอาจจะไม่ใช่แค่นโยบาย แต่อาจจัดตั้งเป็นกฎเกี่ยวกับการทำงานขึ้นมาอย่างเคร่งครัด ซึ่งทราบกันดีว่าในหลายบริษัทคงไม่สามารถทำได้ เนื่องจากทรัพยากรคนที่ไม่เพียงพอกับงานที่มี ในอนาคตรัฐควรจะจัดตั้งกฎหมายที่แข็งพอที่จะควบคุมการทำงานต่างๆได้

     สุดท้ายนี้จากการฟังบรรยายในเรื่องwork life balance และพยาบาลชุมชน ตัวดิฉันได้เห็นถึงความสำคัญของการร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพ ในฐานะนักศึกษาสาขาวิชานักกิจกรรมบำบัด ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการที่จะช่วยกันสร้างเสริมสุขภาพให้แก่คนในชุมชน และในบริษัท เนื่องจากกลุ่มวัยทำงานนั้นเป็นกลุ่มที่ใหญ่ บทบาทหน้าที่หลักคือการหาเลี้ยงชีพ หาเลี้ยงคนในครอบครัว และเป็นเสาหลักของครอบครัว ถ้าหากพวกเขาสามารถตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันและการสร้างเสริมสุขภาพได้และสามารถปฏิบัติได้ มันก็จะเป็นสิ่งที่ดีถ้าหากการทำงานของพวกเขาสามารถหาเลี้ยงครอบครัว หรือตัวเองได้จริง มีสุขภาพทั้งกายและใจที่ดี มีwork life balance ที่ดี สามารถแบ่งเวลาให้ทั้งกับตัวเองและกับครอบครัวได้ ชีวิตของพวกเขาก็จะมีความสุข