สปอยล์ รีวิว The Good Nurse (2022 netflix)


สปอยล์ รีวิว The Good Nurse (2022 netflix) พยาบาลสาวเริ่มสงสัยว่า คนไข้แผนกฉุกเฉินที่เธอดูแลเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจหยุดเต้นผิดปกติหลายราย นั่นอาจจะเป็นฝีมือของพยาบาลหนุ่มเพื่อนร่วมงานคนใหม่ที่ดูเหมือนว่าเป็นคนสุภาพเรียบร้อยและอ่อนโยน แต่หารู้ไม่ว่าปีศาจในร่างมนุษย์ที่ทำหน้าที่พรากชีวิตคนอย่างไร้ความปราณี

#ดูคลิปสปอยล์และรีวิวที่นี่

#สรุปเนื้อเรื่อง
หนังเล่าเรื่องราวของเอมมี่ พยาบาลสาวแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกเล็ก 2 คน เธอทำงานเป็นพยาบาลกะดึกแผนกฉุกเฉินที่โรงพยาบาลพาร์คฟีลด์ เมโมเรียล เธอดูแลคนไข้หลายราย คนไข้ปัจจุบันเช่นเคลลี่ แอนเดอร์สัน หญิงชราที่แพ้ยาปฏิชีวนะอะม็อกซีซิลลิน จนทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงผิวหนังลอก และแอนนา มาร์ติเนส คุณแม่มือใหม่ลูกอ่อนที่ป่วยด้วยอาการบางอย่าง

เอมมี่ เป็นพยาบาลที่ดีดูแลเอาใจใส่คนไข้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกันเธอก็มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเธอเก็บงำเอาไว้ไม่บอกใคร เพราะหากมีการตรวจพบในตอนนี้เธอจะต้องถูกให้ออกจากโรงพยาบาล เธอจะต้องทนให้พ้นการทำงานผ่านโปรจึงใช้สิทธิ์ประกันในการรักษาได้

วันหนึ่งทางโรงพยาบาลก็ได้รับบุรุษพยาบาลเข้ามาทำงานกะดึกในแผนกฉุกเฉินชื่อ ชาร์ลส คัลเลน เป็นพยาบาลที่มีประสบการณ์มาไม่ต่ำกว่า 16 ปี ดูภายนอกเป็นคนเรียบร้อยสุภาพอ่อนโยนและขี้เกรง เปลี่ยนโรงพยาบาลมาแล้วถึง 9 แห่ง

เอมมี่สอนงานให้กับคัลเลน ตั้งแต่งานดูแลคนไข้งานเอกสารไปจนถึงการเบิกจ่ายยาให้กับคนไข้ ซึ่งคัลเลนก็เรียนรู้ได้รวดเร็ว

เอมมี่และคัลเลน สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว เป็นคู่หูที่รักให้กันดีในโรงพยาบาล สิ่งที่เธอสัมผัสได้จากเขาก็คือเขาเป็นคนที่มีน้ำใจรักเพื่อนมาก ๆ และดูเหมือนว่าจะเป็นมิตรกับทุกคน แม้แต่ที่บ้านของเอมมี่ คัลเลนก็ยังสนิทสนมกับลูกสาวของเธอทั้งสองคน เขามาบ้านของเธอบ่อย ทำอาหารกินร่วมกัน หรือแม้กระทั่งเป็นคู่ซ้อมละครให้กับลูกของเธอ

แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้นในโรงพยาบาลเคลลี่ แอนเดอร์สัน หญิงชรา พี่เข้ามารักษาตัวด้วยอาการแพ้ยาปฏิชีวนะ เกิดการหัวใจหยุดเต้นแล้วก็เสียชีวิตไป ซึ่งตอนแรกนั้นดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ทางแพทยสภาก็เข้ามาทำการตรวจสอบ และโรงพยาบาลก็ตรวจสอบภายในเป็นระยะเวลา 7 สัปดาห์ ซึ่งกว่าจะตรวจสอบเสร็จศพเคลลี่ แอนเดอร์สัน หญิงชรา ก็ถูกนำไปเผาเสียแล้ว

และเมื่อเวลาผ่านไป 7 สัปดาห์ทางกรมตำรวจก็จะถูกเชิญเข้ามาสืบสวนคดีนี้นำโดยบอลด์วินและเบราน์ ซึ่งทางโรงพยาบาลเองก็มีปฏิกิริยาไม่อยากให้ตำรวจเข้ามาตรวจสอบ แม้กระทั่งตำรวจขอเอกสารทางโรงพยาบาลก็ให้ไม่ครบ หรือแม้ว่าจะมีการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็ต้องให้ทนายของโรงพยาบาลนั่งประกบอยู่ด้วย ทางโรงพยาบาลแจ้งกับพนักงานของตัวเองว่าหากมีการพูดคุยกับฝ่ายสืบสวนโดยไม่ผ่านทนายทุกคนจะต้องถูกไล่ออก

แต่ในช่วงที่ตำรวจสัมภาษณ์เอมมี่ เป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกไปข้างนอก แล้วตำรวจก็ต้องสอบถามเธอ เกี่ยวกับข้อมูลที่ทางโรงพยาบาลส่งมาให้แบบไม่ครบ ราวกับว่าต้องการปิดบังเพื่อไม่ให้โรงพยาบาลเสื่อมเสีย เธอดูเอกสารนั้นแล้วก็พบสิ่งผิดปกติ โดยเฉพาะการได้รับอินซูลินในร่างกายที่มากเกินไป ซึ่งทางตำรวจเองก็ถามกับเธอว่าการได้รับอินซูลินในลักษณะนี้ สามารถทำให้ถึงแต่ความตายได้หรือไม่ เธอก็ตอบว่าได้

จากนั้นทางตำรวจก็ทำการสืบสวนสอบสวนเรื่องราวอยู่บนข้อมูลที่มีอยู่น้อยนิด แล้วก็เพ่งเล็งไปที่ชาร์ลส คัลเลน พยาบาลกะดึกที่เข้ามาทำงานใหม่ แล้วก็ตรวจสอบไปที่โรงพยาบาลเก่าที่เขาทำงานหลายแห่ง แต่ทุกที่ก็ปฏิเสธการให้ความร่วมมือ อย่างไรก็ตามมีโรงพยาบาลหนึ่งให้ข้อมูลกับทางตำรวจว่า พบเอกสารของคัลเลนที่หน้าซองมีชื่อยา "ดิจ๊อคซิน" เขียนติดเอาไว้ด้วย

ตำรวจพยายามจะขอข้อมูลจากโรงพยาบาล และโรงพยาบาลก็ได้ให้ข้อมูลมาเป็นเพียงแค่เอกสารเพียงไม่กี่แผ่นเท่านั้น และน่าสำคัญก็หายไป ตำรวจจึงเข้าไปทำการสืบหาและกรอกข้อมูลจากโรงพยาบาล เขาได้พบกับเจ้าหน้าที่สาวที่ดูแลผลประโยชน์ของโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่สาวไม่ยอมให้ความร่วมมือ ตำรวจึงตะคอกพูดเสียงใส่เธอเสียงดัง เตือนให้เธอรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ นั่นก็ทำให้ทางตำรวจทั้งสองนายถูกตัดสิทธิ์การเข้าโรงพยาบาล และถูกตัดออกจากคดีนี้

ตำรวจจึงพยายามเกลี่ยกล่อมให้เอมมี่ช่วย แต่เธอก็ไม่อยากจะช่วยสักเท่าไหร่นัก เพราะว่านี่อาจจะทำให้เธอตกงานได้

แต่แล้ววันหนึ่งแอนนา มาร์ติเนส แม่ลูกอ่อนคนไข้รายหนึ่งที่แอมมี่ดูแล ก็เสียชีวิตที่โรงพยาบาลด้วยอาการหัวใจหยุดเต้น เอมมี่เริ่มไม่ไว้ในตัวคัลเลนแล้ว และในขณะที่ตำรวจก็ไปร้องขอให้สามีของแอนนา มาร์ติเนส ทำการขุดศพของเธอขึ้นมาเพื่อชันสูตร แล้วก็พบว่าร่างกายของเธอนั้นมีสารอินซูลและดิจ๊อคซินอยู่ในร่างกายจริง

ดังนั้นแอนนาจึงทำการช่วยตำรวจ ไปค้นดูคอมพิวเตอร์เพื่อหาการจ่ายยาคัลเลน แล้วนำมาให้กับตำรวจ ซึ่งมีการจ่ายยาเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากระบบการจ่ายยานั้นเป็นการกรอกข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ ละมุดตู้เปิดออกมาก็สามารถหยิบยาไปได้ แต่ข้อมูลในคอมพิวเตอร์นั้นได้ระบุว่าเมื่อมีการสั่งยา แล้วเมื่อตู้ยาเปิดขึ้นก็กดยกเลิก ดังนั้นเอกสารที่ได้มานั้นจึงเป็นการบ่งบอกว่าแม้จะมีการสั่งยาจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเอายาออกมาใช้ เพราะมันถูกยกเลิกแล้ว ดังนั้นเอกสารนี้จึงนำมาใช้เป็นหลักฐานไม่ได้

เอมมี่ ได้ติดต่อกับเพื่อนสาวของเธอที่เคยทำงานร่วมกันในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งคัลเลน ก็เคยทำงานที่โรงพยาบาลแห่งนั้นเหมือนกัน เพื่อนสาวของเธอจะเล่าให้ฟังว่าในระหว่างที่คัลเลนทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล พบว่ามีคนไข้เสียชีวิตจากอาการหัวใจหยุดเต้นหลาย ประมาณ 1-3 คนทุกคืน และหลังจากที่เขาออกจากโรงพยาบาลก็มีคนไข้อาการหัวใจหยุดเต้นเพียงแค่ประมาณ 1 เดือนต่อ 1 คนเท่านั้น และเมื่อมีการตรวจสอบห้องเก็บยา โดยเฉพาะถุงน้ำเกลือนั้นก็จะมีรูเล็ก ๆ ที่ใช้เข็มเจาะเข้าไปแล้วฉีดสาร อินซูลินเข้าไปในปริมาณที่น้อยมากจนไม่สามารถจับได้

เอมมี่ รีบกลับมาที่โรงพยาบาลของตัวเองแล้วเข้าไปที่ห้องเก็บยา ตรวจถุงน้ำเกลือทุกถุง แล้วก็พบว่าหลายถุงนั้นมีการเจาะด้วยเข็มฉีดยา เหมือนกับโรงพยาบาลของเพื่อนเธอ และเมื่อเอมมี่ออกมาจากห้องเก็บยา เธอก็ทรุดลงกับพื้น จนเพื่อนพยาบาลต้องนำเธอไปรักษา และนี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เธอต้องลาพัก

ระหว่างนั้นเองทางโรงพยาบาลก็จำเป็นจะต้องไล่ชาร์ลส คัลเลนออกจากงาน แต่เนื่องจากไม่สามารถหาหลักฐานได้ชัดเจน จึงไล่เขาออกในข้อหากรอกวันที่ในใบสมัครเข้าทำงานไม่ตรง ซึ่งคับเลนก็ยินดีออก

ทางบอลด์วินและเบราน์ต้องการจะจับกุมชาร์ลส คัลเลนให้ได้ เพราะไม่ต้องการให้เขาไปทำร้ายใครได้อีก จึงวางแผนกับเอมมี่ ชวนให้คัลเลนมากินอาหารเที่ยงกับเธอ เธอจะต้องหาวิธีพูดยังไงก็ได้ให้เขารับสารภาพมาให้ได้ แต่มื้อเที่ยงของวันนั้นคัลเลน ก็ไม่ยอมพูดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลกับเธอ

เมื่อตำรวจมีข้อมูลเพียงพอในระดับหนึ่ง จึงทำการจับกุมชาร์ลส คัลเลน แล้วนำมาสอบสวนที่สถานีตำรวจ ซึ่งพวกเขามีเวลาเพียงแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้นที่จะกักตัวชายคนนี้เอาไว้ได้ การสัมภาษณ์คัลเลน ไม่ได้มีอะไรคืบหน้าขึ้นมาเลย แต่เขาก็มีอาการกระวนกระวายใจ และพูดแต่เพียงว่าเขาไม่สามารถบอกได้

ตำรวจจึงจำเป็นจะต้องไปเชิญเอมมี่มา เพราะทั้งสองคนนั้นสนิทสนมกันมาก และเอมมี่ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง

เอมมี่จึงใช้ความไว้ใจความสนิทสนมถามข้อมูลจากคัลเลน อัลเลนถามเอมมี่ว่าอยู่รู้อะไร เอมมี่บอกว่า "ความจริง"

เอมมี่จึงให้คัลเลนบอกชื่อเหยื่อของเขา เขาก็บอกว่าจำได้ไม่หมด เธอให้เขาบอกเฉพาะคนที่จำได้ จากนั้นอัลเลนก็เริ่มร่ายชื่ออกมา

เอมมี่ถามว่าทำไปทำไม ชาร์ลส์ คัลเลนบอกว่าว่า เขาแค่ "ทำมัน" เมื่อเอมี่ถามว่าทำไมอีกครั้ง เขาตอบว่า "เพราะพวกเขาไม่ได้หยุดฉัน"

ชาร์ลส คัลเลน ถูกจับปี 2003

เพื่อเลี่ยงโทษประหารชาร์ลส คัลเลน ได้รับสารภาพกับทางตำรวจว่าเขาได้ก่อเหตุฆาตกรรมเช่นนี้ไป 29 ราย ในช่วงระยะเวลาการทำงานเป็นพยาบาล 16 ปี แต่ทางตำรวจเชื่อว่าเขาน่าจะก่อเหตุคดีฆาตกรรมไปไม่น้อยกว่า 400 ราย และเขาเองก็ไม่เคยบอกเหตุผลในการลงมือทำเลยสักครั้ง ปัจจุบันเขาถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต 18 รอบ และไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ ได้รับทัณฑ์บนจนถึงปี ค.ศ.2403 และ ทุกโรงพยาบาลที่เขาทำงานนั้นก็ไม่เคยมีการดำเนินคดีเกี่ยวกับข้อหาฆาตกรรมนี้เลย

ส่วนเอมมี่ ก็ได้รับการรักษาผ่าตัดหัวใจ อยู่กับลูกของเธอและหลานของเธอที่ฟอร์ลิดา และยังทำหน้าที่เป็นพยาบาลที่ดีมาจนถึงปัจจุบัน

#ประวัติการก่อเหตุอาชญากรรมของคัลเลน
The Good Nurse เป็นภาพยนตร์แนวดราม่าอาชญากรรม เข้าฉายใน netflix ปี 2022 โดยสร้างมาจากเรื่องจริงที่ถูกเขียนในหนังสือ The Good Nurse ของชาร์ลส เกรเบอร์ เล่าเรื่องราวของ ชาร์ลส คัลเลน บุรุษพยาบาลที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องฆ่าผู้ป่วยในโรงพยาบาล ที่เชื่อกันว่าน่าจะมีเหยื่อถึง 400 คน เขาถูกจับกุมจับปี 2003

ชาร์ลส คัลเลน คือพยาบาลที่ก่อคดีฆาตกรรมหลายราย โดยใช้ช่องทางที่เขาสามารถเข้าถึงตัวยาได้อย่างง่าย และรู้ดีว่าระบบของโรงพยาบาลนั้นหละหลวม และเมื่อมีความผิดพลาดทางโรงพยาบาลก็ต้องปกป้องโรงพยาบาลเอง จุดนี้จึงทำให้เขาสามารถก่อคดีฆาตกรรมขึ้นบ่อยครั้ง ดังนั้นทางช่อง Super Review จึงขออนุญาตเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อเหตุฆาตกรรมของเขาโดยสังเขปดังนี้

การฆาตกรรมครั้งแรกที่คัลเลนสารภาพ เกิดขึ้นที่เซนต์บาร์นาบัส เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 1988 เขาให้ยาทางหลอดเลือดดำเกินขนาดแก่ผู้ป่วย  
จากนั้นคัลเลนก็ยอมรับว่าเคยฆ่าผู้ป่วยอีกหลายรายที่โรงพยาบาลเซนต์บาร์นาบัส รวมทั้งผู้ป่วยโรคเอดส์ด้วย ส่วนใหญ่ทุกคนเสียชีวิตหลังจากที่เขาให้อินซูลินเกินขนาด

คัลเลนถูกให้ออกจากโรงพยาบาลเซนต์บาร์นาบัสในเดือนมกราคม 1988 เมื่อเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลตรวจสอบถุงน้ำเกลือที่มีปนเปื้อน จากการสอบสวนในภายหลังระบุว่า คัลเลนน่ามีส่วนในการกระทำมากที่สุด ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตที่โรงพยาบาลหลายสิบราย

หนึ่งเดือนหลังจากออกจากเซนต์บาร์นาบัส คัลเลนได้งานที่โรงพยาบาลวอร์เรน ในฟิลลิปส์เบิร์ก ซึ่งเขาสังหารหญิงชรา 3 คนด้วยการใช้ยา "ดิจอกซิน" เกินขนาด เหยื่อรายหนึ่งของเขากล่าวว่า คัลเลนเป็น "พยาบาลชายแอบแฝง" เขาได้ฉีดยาเธอขณะที่เธอหลับ อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลปฏิเสธความรับผิดชอบเรื่องการเสียชีวิตผู้ป่วย

ในปีต่อมา คัลเลนย้ายเข้าไปอยู่ในอพาร์ตเมนต์ชั้นใต้ดินในฟิลลิปส์เบิร์ก หลังจากการหย่าร้างจากภรรยา เวลาต่อมาอ้างว่าเขาต้องการเลิกเป็นพยาบาลในปี 1993 ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตตามที่ศาลสั่งบังคับ หลักจากนั้นก็พยายามเข้าหาตัวอดีตภรรยา สะกดรอยตาม ซึ่งอดีตภรรยาก็ได้แจ้งความกับตำรวจ คัลเลนจึงถูกถูกคุมประพฤติ 1 ปี วันรุ่งขึ้นหลังจากการจับกุม เขาพยายามฆ่าตัวตาย

คัลเลนหยุดงานไปสองเดือน เข้ารับการรักษาอาการซึมเศร้าในสถานพยาบาลจิตเวชสองแห่ง อย่างไรก็ตาม เขาพยายามฆ่าตัวตายอีกสองครั้ง

ในเดือนกันยายน ที่โรงพยาบาล วอลเลน รายงานว่า คัลเลน ได้ข้าไปในห้องของผู้ป่วยมะเร็งอายุ 91 ปีและฉีดยาให้เธอ เธอเสียชีวิตในวันรุ่งขึ้น ลูกชายของเธอประท้วงว่าการตายของแม่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ และโรงพยาบาลได้ทำการทดสอบคัลเลนด้วยเครื่องจับเท็จ เขาผ่านการทดสอบ คัลเลนจึงได้ทำงานต่อไปที่โรงพยาบาลวอลเลนจนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิถัดมา

ต่อมาคัลเลนเริ่มเข้าทำงานหอผู้ป่วยหนักของศูนย์การแพทย์ฮันเตอร์ดอน ในเฟลมิงตัน เป็นเวลา 3 ปี เขาอ้างว่าเขาไม่ได้ทำร้ายใครในช่วงสองปีแรกที่ฮันเตอร์ดอน

อย่างไรก็ตาม บันทึกของโรงพยาบาลในช่วงเวลานั้นถูกทำลายในขณะที่เขาถูกจับกุม คัลเลนยอมรับว่าตนได้ทำการฆาตกรรมผู้ป่วย 5 รายระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน ด้วยการใช้ยาดิจอกซินเกินขนาด

จากนั้นเขาก็หางานทำที่โรงพยาบาล มอร์ริสทาว์น แต่ไม่นานก็ถูกไล่ออกเนื่องจากผลงานไม่ดีนัก ระหว่างนั้นก็เข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการทางจิต

คัลเลนได้รับการว่าจ้างจาก Liberty Nursing and Rehabilitation Center ในเมือง อัลเลนทาว์น รัฐเพนซิลวาเนีย เป็นเจ้าหน้าที่แผนกผู้ป่วยนอก ที่นี่เขาถูกกล่าวหาว่าให้ยาแก่ผู้ป่วยตามเวลาที่ไม่ได้กำหนดไว้ เขาถูกไล่ออกหลังจากถูกมองว่าเข้าไปในห้องของผู้ป่วยพร้อมกับเข็มฉีดยาในมือ และน่าจะมีส่วนทำให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาลเสียชีวิต

จากนั้น คัลเลนได้เข้าทำงานที่โรงพยาบาลอีสตันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 1998 ถึงมีนาคม 1999

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 1998 เขาได้สังหารผู้ป่วยรายอื่นอีก เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพพบว่ามีดิจอกซินในปริมาณที่มากในเลือดของผู้ป่วย แต่การตรวจสอบทางภายในโรงพยาบาลอีสตันยังไม่สามารถสรุปได้ หลักฐานไม่ได้ชี้ชัดว่าคัลเลนเป็นฆาตกร

ในเดือนมีนาคม 1999 คัลเลนได้งานโรงพยาบาลไฮวัลเลย์แห่งแอลเลนทาวน์–ซีดาร์เครสต์ เขาก็ได้สังหารผู้ป่วย 1 ราย และพยายามจะสังหารอีก 1 ราย แต่หนึ่งเดือนต่อมาเขาก็สมัครใจลาออกและ เขาก็ได้งานใหม่ทันทีในหน่วยดูแลหัวใจที่โรงพยาบาลเซนต์ลุค ในเบธเลเฮม เขาทำงานเป็นระยะเวลา 3 ปี ที่นี่คัลเลนได้สังหารผู้ป่วยอย่างน้อย 5 รายและพยายามฆ่าอีก 2 ราย

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2000 เขาก็พยายามฆ่าตัวตายอีกครั้งโดยจุดเตาถ่านในอ่างอาบน้ำที่บ้านของเขา หวังว่าจะได้รับพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ แต่เพื่อนบ้านของเขาก็โทรหาแผนกดับเพลิงและตำรวจมาช่วยเอาไว้ทัน

ไม่มีใครสงสัยว่าคัลเลนกำลังฆ่าคนไข้ที่โรงพยาบาลเซนต์ลุคส์ โรงพยาบาลใหม่ที่เขาทำงาน จนกระทั่งเพื่อนร่วมงานพบขวดยาในถังขยะและเป็นฝีมือของคัลเลนที่น่าจะขโมยมาจากคลังยา ซึ่งการโจรกรรมยาเป็นเรื่องผิดวินัยขั้นรุนแรง คัลเลนได้รับข้อเสนอจากเซนต์ลุคให้ลาออกแทนการถูกไล่ออก

ในเดือนกันยายน 2002 คัลเลนเริ่มทำงานใหม่ในหน่วยดูแลผู้ป่วยวิกฤตของศูนย์การแพทย์ซอมเมอร์เซ็ท  รัฐนิวเจอร์ซีย์ เขาเริ่มออกเดทกับผู้หญิงในท้องถิ่นในช่วงนั้น แต่ภาวะซึมเศร้าของเขาแย่ลง ที่นี่คัลเลนฆ่าผู้ป่วยอย่างน้อย 13 รายและพยายามฆ่าอีกอย่างน้อย 1 ราย โดยใช้ดิจอกซิน อินซูลิน และอะดรีนาลีน ทางโรงพยาบาลซัมเมอร์เซ็ทเริ่มสังเกตเห็นการกระทำของคัลเลน เช่นเขาเข้าไปในห้องผู้ป่วยทั้งที่ไม่ใช่ผู้ป่วยในการดูแล การเข้าดูบันทึกผู้ป่วยในระบบคอมพิวเตอร์โดยที่ไม่ได้มอบหมาย เข้าระบบตู้จ่ายยาของโรงพยาบาล แสดงให้เห็นว่าเขากำลังจ่ายผู้ป่วยโดยไม่ได้สั่งจ่ายจากแพทย์ และทุกครั้งที่สั่งจ่ายจะมีการยกเลิกทันที

ในเดือนกรกฎาคม 2003 ผู้อำนวยการบริหารของระบบสารสนเทศและการพิษวิทยาแห่งนิวเจอร์ซีย์ได้เตือนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลซอมเมอร์เซ็ทว่า มีการใช้ยาเกินขนาดที่น่าสงสัยอย่างน้อย 4 ครั้ง บ่งชี้ว่าพนักงานของโรงพยาบาลอาจใช้ฆ่าผู้ป่วย ในเดือนตุลาคม คัลเลนได้ฆ่าผู้ป่วยอีกอย่างน้อย 5 รายและพยายามฆ่าอีก 1 ราย

แต่รายที่สำคัญที่สุดคือผู้ป่วยคนหนึ่งในซอมเมอร์เซ็ทเสียชีวิตด้วยน้ำตาลในเลือดต่ำ  โรงพยาบาลได้แจ้งเตือนไปยังตำรวจรัฐนิวเจอร์ซีย์ว่า คนไข้น่าเป็นเหยื่อของคัลเลน ครั้งนี้เจ้าหนี้ที่ตำรวจแดน บอลด์วินและทิม บราวน์ ได้เข้ามาจัดการกับการเสียชีวิตที่ผิดปกตินี้ืจนสืบกลับไปได้ว่าในเดือนสิงหาคม มีการสืบสวนประวัติการจ้างงานของคัลเลน เผยให้เห็นความสงสัยในอดีตเขาน่าจะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรงพยาบาลที่เขาถูกไล่ออกก่อนหน้านี้

เอมมี่ ลอเรนพยาบาลสาวในโรงพยาบาลได้แจ้งเตือนตำรวจหลังจากพบข้อสงสัยในบันทึกของคัลเลน เกี่ยวกับการเข้าถึงยาซึ่งมันเชื่อมโยงคัลเลนกับการเสียชีวิตของผู้ป่วยหลายราย ตำรวจจึงคอยติดตามคัลเลนเป็นเวลาหลายสัปดาห์

ตำรวจได้มอบหมายให้เอมมี่ไปเยี่ยมคัลเลนหลังเลิกงานและพูดคุยกับเขา เพื่อเป็นการหาหลักฐานและคำที่บ่งชีว่าเขาได้ก่อเหตุฆาตกรรม จนเมื่อตำรวจมีหลักฐานเพียงพอจึงทำการจับกุม

คัลเลนถูกจับที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2003  ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม 1 คดีและข้อข้อหาพยายามฆ่าอีกหลายคดี

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม คัลเลนยอมรับกับเจ้าหน้าที่ แดน บอลด์วินและทิม บราวน์ ว่าได้สังหาร Florian Gall และพยายามฆ่า Jin Kyung Han คนไข้ที่ ซัมเมอร์เซ็ท นอกจากนี้คัลเลนยังสารภาพกับเจ้าหน้าว่าเขาได้สังหารผู้ป่วยไปแล้วถึง 40 รายตลอดอาชีพการทำงาน 16 ปีของเขา

ในเดือนเมษายน 2004 คัลเลนสารภาพเพิ่มเติมต่อหน้าผู้พิพากษาพอล ดับเบิลยู. อาร์มสตรองในศาลนิวเจอร์ซีย์ว่าสังหารผู้ป่วย 13 รายและพยายามสังหารผู้ป่วยอีกรายด้วยการฉีดยาพิษในกระแสเลือดในขณะที่เขาทำงานที่ซัมเมอร์เซ็ท

คัลเลนสัญญาว่าจะร่วมมือกับทางการเรื่องคดี หากพวกเขาไม่ลงโทษประหาร เขาจะสารภาพทั้งหมด

คัลเลนสารภาพเพิ่มในคดีฆาตกรรมผู้ป่วยอีก 3 รายในรัฐนิวเจอร์ซีย์

ในเดือนพฤศจิกายน 2006 คัลเลนสารภาพในศาลอัลเลนทาวน์ว่าฆ่าผู้ป่วย 6 รายและพยายามฆ่าคนอื่นอีก 3 ราย

แต่ในระหว่างการพิจารณาคดีอัลเลนมักแสดงอาการการเยาะเย้ยผู้พิพากษาด้วยการร้องเพลงซ้ำ ๆ ว่า "ท่านต้องลงจากตำแหน่ง"

ปัจจุบันเขาถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต 18 รอบ และไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับทัณฑ์บนจนถึงปี ค.ศ.2403

นั่นก็คือเรื่องราวชีวิตและการก่อเหตุฆาตกรรมของชาร์ลส คัลเลนบุรุษพยาบาลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่คร่าชีวิตคนมากที่สุดในประวัติศาสตร์....

#ความรู้สึกหลังดู
หากเราดู The Good Nurse โดยที่เราไม่รู้ภูมิหลังอะไรมาก่อนเลย เราก็จะรู้สึกว่าเหมือนดูหนังดราม่าในรูปแบบสัมมาอาชีวะ เล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งอาชีพพยาบาล ที่ต้องทำงานหนัก ในขณะที่เจ้าหน้าที่ขาดแคลน และต้องแบ่งความรับผิดชอบระหว่างงานและการเลี้ยงดูลูกเอาไว้ด้วย แถมยังต้องต่อสู้กับโรคร้ายที่เข้ามารุมเร้าตัวเธอ แต่ในเมื่อวันที่ทุกอย่างกำลังจะแย่ลงก็มีพยาบาลชายที่ถูกรับเข้ามาช่วยเธอทำงาน ช่วยเธอเกี่ยวกับโรคหัวใจของเธอ รวมไปถึงช่วยดูแลลูกของเธอด้วย

บรรยากาศมันจึงเป็นเหมือนหนังที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกับเพื่อน เพื่อนที่จะค่อยช่วยเพื่อนทุกอย่างเมื่อมีปัญหา มันมีความเป็นหนังชีวิตมาก ๆ

ตลอดช่วงครึ่งแรกเราก็ไม่ได้เห็นสัญญาณอะไรเลยว่านี่คือเรื่องราวจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ การฆาตกรรมต่อเนื่องในโรงพยาบาลเลย จนเมื่อเรื่องราวผ่านไปครึ่งเรื่องแล้ว เมื่อเริ่มมีผู้ป่วยที่ตายแล้วนั่นแหละ หนังก็เปลี่ยนอารมณ์จากชีวิตกลายมาเป็นหนังสืบสวนสอบสอน พยายามหาหลักฐาน ไปสู่การจับกุมพยาบาลฆาตกรต่อเนื่องนั่นเอง

ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้นอารมณ์ของหนังก็จะต่างไปกับหนังอาชญากรรมทั่วไป ไม่ได้มีอะไรที่มีความระลึกขวัญตื่นเต้นอะไรเลย ทุกอย่างเล่าเรื่องออกมาได้อย่างราบเรียบ แต่มันคือความราบเรียบที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึกอย่างแท้จริง แม้กระทั่งหลังจากการจับกุมไปแล้วมันก็ยังแสดงถึงความเป็นมิตรภาพ ความห่วงหาอาทรซึ่งกันและกันมากกว่า

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจที่หนังเรื่องนี้เล่าเอาไว้ก็คือ ความเห็นแก่ตัวของโรงพยาบาลที่จะพยายามปัดความรับผิดชอบในการมีส่วนร่วมเหตุฆาตกรรมทั้งหมด เราจะเห็นได้ว่าทุกโรงพยาบาลนั้นล้วนแต่ปฏิเสธ และพยายามที่จะไม่พูดถึงคับเลนเลย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่ตำรวจจะทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อทำการจับกุม จะเรียกได้ว่าโรงพยาบาลเห็นประโยชน์ของตนเองมากกว่าประโยชน์ของผู้ป่วยก็เป็นได้

และแม้จะมีประวัติความไม่มั่นคงทางจิตใจและจำนวนผู้เสียชีวิตระหว่างการทำงานที่โรงพยาบาลต่าง ๆ จำนวนมาก แต่คัลเลนยังคงหางานทำได้สบาย ๆ เพราะทุกโรงพยาบาลนั้นขาดแคลนพยาบาลทั่วประเทศ ดังนั้นทุกโรงพยาบาลจึงจำเป็นจะต้องเร่งหาคนเข้ามาทำงาน โดยที่แทบไม่สื่บประวัติย้อนหลังกลับไป เพียงแค่มีความรู้ความสามารถ หรือมีหนังสือแนะนำตัวก็สามารถทำงานได้แล้ว นอกจากนี้ สมัยนั้นยังไม่มีกลไกการรายงานเพื่อระบุลงไปว่าแต่ละคนมีปัญหาสุขภาพจิตหรือปัญหาการจ้างงาน ส่วนทางโรงพยาบาลเองที่มีความกังวลเรื่องการรับผิดชอบเกี่ยวกับการเสียชีวิตของคนไข้ด้วย โรงพยาบาลจึงไม่เต็มใจที่จะดำเนินการใด ๆ คัลเลน หากโรงพยาบาลดำเนินการใด ๆ ไป ก็เหมือนกับเป็นการยอมรับว่าโรงพยาบาลมีความผิดพลาดนั่นเอง ทำได้เพียงให้เขียนจดหมายลาออก โดยการยัดเยียดความผิดพลาดบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับคนไข้ให้เท่านั้น ซึ่งในภาพยนตร์ The Good Nurse ก็ได้นำเสนอประเด็นนี้ออกมาอย่างชัดเจนด้วย

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เรารับรู้ได้จาก The Good Nurse ก็คือบุคคลคนหนึ่งได้รับอะไรบางอย่างที่กระทบจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งตัวของคัลเลนได้เล่าให้กับเอมมี่ว่า สมัยยังเด็กเขาได้เห็นแม่เสียชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลและเห็นแม่อยู่ในสภาพเปลือย ซึ่งเวลานั้นเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร นั่นก็อาจจะส่งผลต่อจิตใจให้เขาเป็นฆาตกรด้วยก็เป็นได้ ผนวกกับการที่เขามีปัญหาด้วยโรคซึมเศร้า มีปัญหาเรื่องการหย่าร้างกับภรรยา มันจึงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เขาก่อการฆาตกรรมอย่างมากมาย และนี่ก็คือสัญญาณที่ผู้คนที่เกี่ยวข้องควรศึกษาและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับใครอีกในอนาคต

#สรุป
The Good Nurse แม้จะเป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นบุรุษพยาบาลคร่าชีวิตผู้คนไปราว 400 คน แต่หนังเขาก็เล่าเรื่องออกมาในแนวบรรยากาศของมิตรภาพและความสัมพันธ์ระหว่างพยาบาล 2 คน ไม่ได้มีความตื่นเต้นหวือหวา ความน่ากลัวระทึกขวัญอะไรเลย แล้วมันออกเป็นแนวดราม่าซะด้วย ดังนั้นหากใครที่ต้องการแนวสะใจโหดซาดิส อย่างที่เราดูในหนังหรือซีรีย์ที่เล่าเรื่องราวฆาตกรต่อเนื่องอย่าง Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story แล้วละก็ The Good Nurse น่าจะไม่ถูกจริตกับท่านผู้ชม แต่ถ้าหากใครชอบหนังที่เน้นอารมณ์ความรู้สึก การสืบสวนสอบสวนแบบเล็ก ๆ เน้นการแสดงอารมณ์ของตัวละครเป็นหลัก The Good Nurse ก็น่าจะเข้าทาง

7/10
@วาทิน ศานติ์ สันติ

#SuperReviewChannel 
#TheGoodNurse
#TheGoodNurseNetflix
#TheGoodNurse2022
#ภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริง

หมายเลขบันทึก: 710308เขียนเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2022 09:31 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2022 09:40 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี