เย็นนี้..ท้องฟ้าฉาบด้วยสีทองผ่องตา ฝูงนกกำลังโบยบินกลับบ้านไปพร้อมหน้าพร้อมตาเจื้อยแจ้วกันฉันครอบครัว ขณะขับรถกลับบ้าน เปิดดนตรีที่มีคลื่นความถี่ต่ำคลอเบา ๆ เพื่อผ่อนคลาย มองดูทุ่งท้องนาสองข้างทางช่างกว้างใหญ่ ชาวบ้านกำลังเร่งฝีเท้ากลับจากทำไร่ทำสวน ครู่หนึ่งใหญ่ ๆ ความคิดก็พลันโลดแล่นเมื่อสมองได้รับคลื่นความถี่ต่ำ และอยู่ในความพอประมาณของสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาปะทะกับอารมณ์ สุนทรียภาพทางความคิดทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่เป็นจุดหักเหของชีวิต และเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้มายืนอยู่จุดนี้...

          ท่ามกลางตึกสูงเสียดฟ้า...ผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างรีบเร่งในเมืองหลวง (กรุงเทพมหานคร) ผมกับแม่ ยังคง ขะมักเขม้นกับงานก่อสร้างคอนโดแห่งหนึ่ง ในช่วงกลางเดือนเมษายน โรงเรียนปิดแต่การเรียนรู้ของ เด็กชายเอกชัย ดวนใหญ่ เมื่อครั้ง 15 ปีที่แล้ว ไม่มีปิดเทอม แต่ค่อนข้างเป็นบทเรียนที่เกินความเหมาะสม และเป็นไปได้ สำหรับเด็กอายุ 16 ในขณะเดียวกัน แดดร้อนบนตึกสูงเสียดฟ้า ใบหน้ากร่ำดำของแม่ ยังอาบด้วยรอยยิ้มอยู่เสมอ ท่านมีความสุขกับงานที่ทำจริง ๆ ดูท่านมีความรู้ ความชำนาญ และคล่องแคล่ว ใช่แล้ว...งานเบาของแม่ แต่..หนักสำหรับผม...

          ....เมื่อแสงอาทิตย์ลาลับจากฟ้ากว้าง คงเหลือเพียงแสงนีออน ที่ยังคงทำหน้าที่ให้แสงสว่างยามราตรีอย่างเช่นทุกวัน ระหว่างเดินทางกลับจากทำงานช่วง OT ผมเดินกลับแคมป์ด้วยความเหนื่อยล้า ร่างกายเหมือนถูกทุบด้วยค้อนปอนด์อย่างไร้ความปราณี ในใจมีคำถามอยู่มากมาย บางคำถามก็ได้คำตอบ และเหลืออีกนับไม่ถ้วนในใจ พลางมองไปที่แม่ที่กำลังเดินคุยกับป้าที่ทำงานด้วยกันอย่างสนุกสนาน นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ความสุข” ใช่มั้ย... 

         ....เช้าของวันใหม่ แสงอาทิตย์ช่วงกลางเดือนเมษายน ยังคงทำหน้าที่อย่างไม่ลดละ มันก็เป็นเช่นนั้นของมัน แต่คนเรา...ทำไมมาทำงานตากแดด? ชีวิตเราเลือกได้มิใช่หรือ?...เสียงกึกก้องดังกังวานอยู่ในหัวใจด้วยคำถามที่ได้แต่ถามตนเอง พลางก้มหน้าก้มตาทำงานตามคำสั่งของผู้รับเหมา... ทำไปๆ อีกไม่กี่วันก็เปิดเทอม...อีกเสียงที่พยายามรบเร้ากับคำถามดังก้องอยู่ในหู.... “คนมาก แต่ทางเดินน้อย ขึ้นสะพานลอยก็ยังเข้าคิวรอ เป็นศูนย์รวมคน ตจว. เป็นจุดนัดพ้อของคนแรมรอน เป็นดอกไม้กลางดงเครื่องจักร เป็นดอกรักแต้มแรงใจคนจน...” แต่ทุกอย่างก็ถูกกลบด้วยเสียงเพลงอันไพเราะจากซาวด์เบาท์ที่เชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์ซัมซุงฮีโร่....เหตุการณ์เหล่านั้นยังฉายภาพวนเวียนซ้ำอยู่ทุกวัน

          ...และแล้ว...วันที่รอคอยก็มาถึง ต้นเดือนพฤษภาคม เป็นเวลาทองของเด็กชายเอกชัย ที่ต้องจรรีกลับบ้านเกิดเมืองนอนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่สดใส เปิดเรียนแล้ว! ผมตื่นแต่เช้า ล้างหน้า แปรงฟัน แต่งตัว ดังเช่นเคย แต่มีความแปลกใหม่ พิเศษ และยอดเยี่ยมสำหรับชีวิตในวันนั้น คือ การได้เลือกใส่เสื้อผ้าที่ดูดี เท่ห์ ๆ และเก็บกระเป๋าเตรียมขึ้นรถไปที่สถานีหัวลำโพง แม้กระนั้น ผมยังไม่ละเลิกที่จะสนใจคำถามเหล่านั้นที่ยังดังก้องอยู่ในโสตประสาทของ ผมจึงตัดสินใจ รวบรวมความกล้า ตั้งคำถามกับแม่ ว่า “ทำไมผมกับแม่ต้องมาทำงานก่อสร้าง ทั้งที่รู้ว่ามันลำบาก มันหนัก?” แม่มองผมด้วยแววตาเอ็นดูพลางอมยิ้มให้กับความไม่เดียงสาของผม แล้วตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “เพราะมันคืองานของเรา”.... 

          ...เสียงหวูดรถไฟ บีบหัวใจของผมเหลือล้น ที่ต้องทนจากแม่กลับบ้านไปคนเดียว คำตอบที่ได้จากแม่ แม้จะไม่เป็นที่พอใจเราเท่าใดนัก แต่ก็พอจะเป็นความเข้าใจง่าย ๆ ของเด็กชายในวันนั้น และบอกกับตนเองว่า เราจะต้องตั้งใจเรียน เพราะนี่คงไม่ใช่งานของเราในอนาคต....

          ....คล้อยเดือน เคลื่อน พ.ศ. มาจนถึง พ.ศ. 2565 ผมได้ทำความฝันของตนเองเป็นจริงทีละขั้น ๆ จะกระทั่งได้มาเป็นนักศึกษาหลักสูตรปริญญาเอก สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ความสุขของเรา ยังไม่เท่าความสุขของแม่ในวันนั้นเลย...

          ...จนกระทั่งได้เรียนรู้รายวิชา การบริหารการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้ชุดความเข้าใจในเรื่องการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ ทำให้ผมมองเห็นสัจธรรมอยู่ข้อหนึ่งว่า “ความสุข” ของเราคือ “ความพอประมาณ” ไม่ใช่การเลือกงานทำ ความพอประมาณในที่นี้ ก็คือ ความพอดีของชีวิต ที่ถูกปรุงด้วย เงื่อนไขของ ความรู้ คู่ คุณธรรม เมื่อต้องเจอกับสภาวะของเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ที่เข้ามามีบทบาททำให้เราต้องปรุงชีวิตเราอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างมีเหตุมีผล และสร้างจังหวะที่ดีแก่ชีวิต (ภูมิคุ้มกันของชีวิต) ...ใช่แล้วครับ...สิ่งที่สำคัญที่จะเป็นเครื่องมือในการใช้ชีวิตและปรุงชีวิตให้พอดีกับบริบทต่าง ๆ นั้น คือ “การเรียนรู้” นั่นเอง...