ผมเขียนเรื่องนี้ไว้เมื่อสองปีครึ่งที่ผ่านมา ที่ (๑) และเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๖๕ (๒)
วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๕ มีเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ครั้งที่ ๔/๒๕๖๕ โดยเป็นเรื่องต่อเนื่องจาก (๒) คือเรื่องการเปลี่ยนสถานะของกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) และมีการนำเสนอผลการวิจัยของ ทีดีอาร์ไอ เรื่อง โครงการศึกษานโยบาย โครงสร้างองค์กร และการบริหารจัดการเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเชิงคุณภาพ (NQI) ของประเทศไทย ที่ผมได้เรียนรู้มาก
ผมจ้องเข้าฟังผลงานวิจัยและข้อเสนอแนะของทีดีอาร์ไอ โดยจ้องจับประเด็นว่า เป็นการเสนอระบบ NQI เชิงตั้งรับหรือเชิงรุก โดยที่ข้อเสนอในบันทึก (๑) เป็นข้อเสนอเชิงรุก คือมุ่งให้ระบบ NQI หนุนการสร้างนวัตกรรมภายในประเทศ แต่ใน (๒) ไม่แตะประเด็นนี้ ซึ่งผมตีความว่า ใช้มุมมองเชิงตั้งรับ คือประกันคุณภาพสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดทั้งตลาดโลก และตลาดภายในประเทศ
ในบันทึก (๑) บอกว่า องค์ประกอบของ NQI มี ๓ ด้าน แต่ TDRI ระบุว่ามี ๕ ด้าน ดังนี้
โดยประเทศไทยมีหน่วยงานครบ ๕ ด้าน แต่ระบบไม่แข็งแรง เพราะขาดหน่วยงานหรือกลไกกำหนดนโยบายระดับชาติ และงานของแต่ละหน่วยงานแยกๆ กัน ไม่เชื่อมโยงกัน รวมทั้งมีบางงานไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบ ฟังดูคุ้นๆ นะครับ
ซึ่งผมอยากให้มีด้านที่ ๖ E – Innovation Engagement คือมาตรการเชื่อมโยงกลไกทั้ง ๕ ของ NQI เข้าไปหนุนการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ ในทุก sector
ข้างบนนั้น เขียนก่อนการประชุม ในการประชุมเกิดความเข้าใจเรื่อง NQI ชัดเจนแจ๋วแหวว เปลี่ยนจากที่คลุมเครืออยู่นาน จากข้อเสนอของ ดร. ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ว่า NQI ในที่นี้มีเป้าหมายจำเพาะต่อระบบการค้าและอุตสาหกรรมเท่านั้น ไม่ครอบคลุมไปถึงเป้าหมายอื่น เช่น ระบบการศึกษา ระบบสุขภาพ ที่เขามีกลไกของเขา เมื่อกำหนดเป้าชัด การทำความเข้าใจ NQI ก็ง่ายขึ้นอย่างมากมาย
การหนุนการพัฒนานวัตกรรมตามหัวข้อบันทึกนี้ก็พุ่งเป้าที่นวัตกรรมเพื่อการค้าและอุตสาหกรรมเพื่อชีวิตที่ดีของคนไทย และเพื่อการแข่งขันในตลาดโลก และระบบ NQI ก็มีเป้าหมายเพื่อการนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ตลาดโลกเชื่อถือในคุณภาพสินค้าไทย
ปัญหาคือ ระบบ NQI ของเรา (เอาเฉพาะเพื่ออุตสาหกรรม การค้าและบริการ) แยกเป็นเสี่ยงๆ ไม่เชื่อมกันเป็นระบบ ไม่ครบถ้วน และหน่วยงานทำงานซ้ำซ้อนกัน ทำงานภายใต้กฎหมายคนละฉบับ มีกฎหมายจำนวนมากมาย บางส่วนขัดกัน และหลายส่วนล้าสมัย ระบบไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก เพราะเป็นระบบที่ยึดถือตัวบทกฎหมาย ที่ผมตีความว่า เป็นระบบที่ไม่เรียนรู้
ช่วยให้ผมได้ตระหนักว่า การปกครองบ้านเมืองโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือขจัดปรปักษ์ทางการเมือง แบบที่รัฐบาลทหารใช้อยู่เป็นเวลาเกือบสิบปีมานี้ ทำให้ประเทศไทยถอยหลังในด้านการเรียนรู้จากการทำงานของระบบต่างๆ ของประเทศ ทำให้พลังของ experiential learning ของภาคส่วนต่างๆ ของประเทศอ่อนแอ การพัฒนาประเทศสู่ประเทศรายได้สูงจะไม่มีทางสำเร็จภายใต้ระบอบนี้
กล่าวง่ายๆ คือ ทำให้ระบบปัญญาของประเทศอ่อนแอ ในทำนองเดียวกันกับระบบ NQI
ผมชี้ให้ที่ประชุมเห็นว่า ระบบ NQI ที่ดีต้องเป็นระบบเรียนรู้ โดยเรียนรู้ร่วมกับภาคีที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคีที่เป็นฝ่ายปฏิบัติ หน่วยงาน NQI ของประเทศ โดยเฉพาะส่วนของราชการ ต้องไม่เน้นทำตัวเป็นผู้กำหนดกติกา (regulator) แบบตายตัว ให้ฝ่ายปฏิบัติต้องทำตาม แต่ต้องทำงานร่วมกันหน่วยปฏิบัติ ในการพัฒนากติกาให้ทันสมัยอยู่เสมอ และร่วมกันดำเนินการให้มีการบรรลุเป้าหมายของกติกา คือการที่สินค้าและบริการของไทยมีคุณภาพสูง เป็นที่เชื่อถือทั่วโลก
จะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นมายาคติเกี่ยวกับ end กับ means จริงๆ แล้วกติกาและหน่วยงานในระบบ NQI ไม่ใช่เป้าหมาย หรือ end แต่เป็น means สู่ end ที่แท้จริง คือสินค้าและบริการของไทยคุณภาพสูงเป็นที่เชื่อถือ เป็นเส้นทางสู่เป้าหมายสุดท้าย (ultimate goal) คือ ประเทศไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
อำนาจอยู่ที่ใด ก็เสี่ยงต่อการที่อำนาจเป็นตัวบดบังปัญญาในที่นั้น
วิจารณ์ พานิช
๒๐ ก.ย. ๖๕
