ผมสังเกตวิธีนำเสนอวาระการประชุมจากฝ่ายบริหาร ที่ส่อให้ผมตีความว่า เขาต้องการให้สภาใช้อำนาจตามกฎหมายอนุมัติเรื่องที่เขาเสนอ ไม่มองว่า สภาเป็นที่ชุมนุมของผู้มีความรู้และประสบการณ์ ที่จะช่วยแนะนำการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายในเรื่องที่เสนอได้
คือผู้เสนอวาระ มองเฉพาะ fiduciary mode ของการทำหน้าที่สภาเท่านั้น ไม่มองไปถึงการทำหน้าที่ด้าน strategic mode ซึ่งเป็นการใช้ปัญญาของสมาชิกสภา
จะเห็นว่า วิธีจัดวาระการประชุมสภา มีผลต่อการทำหน้าที่ของกรรมการสภา ว่าจะแค่ใช้อำนาจ (ตามกฎหมาย) หรือจะใช้ปัญญาร่วมด้วย สภาสถาบันที่ดี ต้องใช้ทั้งอำนาจทางกฎหมาย และใช้พลังปัญญา
ผมจึงแนะนำต่อท่านรองอธิการบดีฝ่ายกิจการสภาว่า การเสนอวาระเพื่อขออนุมัติจากสภา ต้องไม่พียงเสนอขออนุมัติว่าจะทำอะไร (what) เท่านั้น ต้องเสนอ why และ how ด้วยให้ครบวงจร
ซึ่งหมายความว่า ต้องเสนอให้ชัดเจนว่า โครงการหรือกิจกรรมที่เสนอขออนุมัตินั้น มีผลที่วัดได้ (deliverables) เป็นอะไรบ้าง ตามเงื่อนเวลาอย่างไร จะต้องมีการลงทุน ลงแรง อย่างไรบ้าง กลยุทธของการดำเนินการโครงการนั้นเป็นอย่างไร เพื่อให้สภาได้เสนอแนะแนวทางดำเนินการที่มีประสิทธิผล และประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ที่สำคัญในความเห็นของผมคือ ต้องมีวงจรเรียนรู้ บูรณาการอยู่ในทุกโครงการหรือกิจกรรมของสถาบันอุดมศึกษา สำหรับช่วยให้ดำเนินการของสถาบันได้ดียิ่งขึ้น หรืออาจนำสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับ “เปลี่ยนแปลงระดับรากฐาน” (transformation)
เพื่อให้ชัดเจนขึ้น ขอยกตัวอย่างวาระการประชุมหนึ่ง ในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๕ มีการเสนอขอให้สภาเห็นชอบข้อตกลงความร่วมมือแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ระหว่าง สบช. กับสถาบันหนึ่งในประเทศเยอรมนี ฝ่ายบริหารเสนอมาเพียงคำแปลข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อให้สภาอนุมัติ
ผมบอกท่านรองฯ ฝ่ายกิจการสภาว่า ขอให้มีเอกสารอธิบายโครงการความร่วมมือแลกเปลี่ยนที่เสนอ ตามหลักการที่ผมกล่าวแล้วข้างต้น เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ความเป็นนานาชาติ” (internationalization) และ mobility ที่สถาบันอุดมศึกษาต้องพัฒนา สบช. ต้องเรียนรู้และพัฒนา “ชาลาปฏิบัติการ” (operating platform) ด้าน mobility ของบุคลากรและนักศึกษา ของสถาบัน และความร่วมมือกับสถาบัน Berliner Hochschule fuer Technik (University of Applied Science) น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา mobility management platform ของสถาบัน เพื่อพัฒนา สบช. เป็นสถาบันอุดมศึกษาคุณภาพสูง ในยุคสมัยปัจจุบันและอนาคต
จะเห็นว่า เมื่อ “เรื่องเล็ก” บางเรื่องเข้าสู่สภา สภาอาจช่วยตีความสู่ “เรื่องใหญ่” เพื่อใช้โครงการที่เสนอ นำสู่การคิดพัฒนาเรื่องสำคัญขององค์กรได้ แต่ต้องมีการเสนอเรื่องให้ครบถ้วน ให้สภาใช้ “ปัญญา” เพื่อทำหน้าที่ generative mode of governance ได้
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ส.ค. ๖๕