ดูความสัมพันธ์ระหว่าง X  &  Y ต่อไปนี้

                X --------> Y

X  ทำให้เกิด  Y,   X จึงเป็น "สาเหตุ" ให้เกิด  Y  ความสัมพันธ์ระหว่าง  X  และ   Y  นี้  ถ้าเป็นเช่นนี้เสมอๆ  หรือทุกครั้ง  ก็เรียกว่า "ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผล"(Cause - Effect)  ความสัมพันธ์แบบนี้ทำให้เราพิจารณาได้เพิ่มขึ้นอีกสองกรณีคือ  กรณีการ "พยากรณ์"  (Prediction)  และกรณี "ควบคุม"(Control)

ในกรณีพยากรณ์ก็เช่น  " ถ้าเกิด X แล้ว  เราก็ทำนายว่าจะต้องเกิด Y ตามมา "

ในกรณีของการควบคุมก็เช่น  " ถ้าเราต้องการให้เกิด Y  ขึ้นมา  เราก็ต้องสร้าง X ขึ้นมาก่อน"  ดังนี้เรียกว่า "ควบคุม" Y 

X  และ  Y  ไม่มีความหมายในโลกจริง  ถ้าต้องการให้มีความหมายในโลกจริงเราต้องกำหนดค่าในโลกจริงให้มันก่อน  เช่น

ให้  X  =  ไฟ,   ให้  Y  =  น้ำ  เราก็จะได้ว่า  " เมื่อเอาไฟไปเผาน้ำบริสุทธิ์ในกาน้ำใบนี้ที่ระดับความกดหนึ่งบรรยากาศแล้ว  น้ำจะเดือดเมื่อ ๑๐๐ องศาเซลเซียส"  ข้อความนี้เป็น "ข้อเท็จจริง"(Fact)

โดยที่ "ไฟ" (X)   "ควบคุม" การเดือดของน้ำ (Y)

และถ้าเราเอา "ไฟ"(X) ไป "เผา"น้ำ (Y),  แล้ว  เราก็ "พยากรณ์" ได้ว่า น้ำจะต้องเดือดเมื่อ ๑๐๐ องศาเซลเซียส

ข้อความนี้สามารถทำหน้าที่ได้ทั้ง "พยารณ์ และควบคุม"  เพราะว่ามันเป็นข้อความ "เชิงกฎ"  และถ้าเราเกลาข้อความเป็นว่า

" เมื่อเอาไฟไปเผาน้ำบริสุทธิ์ที่ระดับความกดหนึ่งบรรยากาศแล้ว น้ำจะเดือดเมื่อ ๑๐๐ องศาเซลเซียส"

แล้ว  ข้อความนี้ก็เป็น "กฎธรรมชาติ" (Natural Law)  หรือ "กฎเชิงประจักษ์" (Empirical Law) ขึ้นมาทันที  แต่ถ้าเราให้ความหมายกับ X เป็นถ้อยคำ "เชิงทฤษฎี" ว่า

ให้ X  =  "เมือ่เอาไฟเผาวัตถุใด  ความร้อนจากไฟก็จะไหลเข้าไปในวัตถุนั้น  ทำให้โมเลกุลของวัตถนั้นขยายตัว สั่นสะเทือน  และหลุดกระเด็นออกจากัน "  และเรียกว่า "ทฤษฎีน้ำเดือด"  แล้ว  ความสัมพันธ์ระหว่าง X ----> Y  ก็จะต้องเปลี่ยนไปเป็น  X ------ Y  คือ จะต้อง "ไม่เป็นเหตุเป็นผล" กัน

นั่นก็คือ  "ทฤษฎี" ทำหน้าที่เพียง "อธิบาย" (Explanation) และ "พยากรณ์" (Prediction)    จะทำหน้าที่ "ควบคุม" (Control) ไม่ได้ !!