พรุ่งนี้ (15 ตุลาคม 2565) จะเป็นวันงานบุญกฐินที่แม่บ้านและผมรับเป็นเจ้าภาพหลักกฐินสามัคคีร่วมกับลูกหลาน ญาติมิตร เพื่อนร่วมงาน ศิษย์ และชาวบ้านหนองบัวกับบ้านแดนเกษมร่วมกันจัด โดยผมและแม่บ้านจะรับดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพื่อเป็นสะพานบุญบำรุงวัดและกิจการของสงฆ์วัดบ้านหนองบัว ตำบลสระสมิง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจะทอดถวายวันที่ 16 ตุลาคม 2565 ครับ
งานนี้เงินร่วมทำบุญทุกบาท โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะนำถวายวัดทั้งหมดครับ
และที่เขียนเรื่องนี้เพราะตอนที่ลูกสาวของผม คือ คุณวีนัส อัศวภูมิ ได้รับทุนไปเรียนที่ Georgetown University ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ผมได้อ่านหนังสือ ‘หนี้ศักดิ์สิทธิ์’ ของท่านชยสาโร (พระชาวต่างประเทศที่มาบวชและเป็นเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติที่จังหวัดอุบลราชราชนี) อ่านแล้วอยากให้ลูกที่กำลังเรียนอยู่ที่อเมริกาได้อ่าน โดยเฉพาะตอนที่ท่านชยสาโรเขียนเกี่ยวกับการเดินทางรอบโลก แบบไม่มีทุนตั้งต้น แต่ใช้วิธีทำงานไปเดินทางไป และมาตกอับที่ประเทศที่บังกลาเทศ คือไม่มีงานทำและเงินหมด หิวโหยจนถึงขนาดหมดแรง นั่งพิงกำแพงรอความตาย และแล้วมีหญิงชาวบ้าน (ไม่มีฐานะอะไร) และลูกให้การอนุเคราะห์พาไปทานอาหาร อาบนำ้ และให้เงินพอเดินทางต่อจึงได้กลับถึงบ้าน
การรอดตายในครั้งนั้นทำให้ท่านสำนึกในบุญคุณของหญิงชาวบังกลาเทศอย่างยิ่ง จึงเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ส่วนผมก็อยากให้ลูกได้อ่าน เผื่อจะได้ข้อคิดและสำนึกในบุญคุณพ่อ-แม่ที่เลี้ยงดูบ้าง แต่หนังสือเล่มนั้นเป็นต้นเหตุ 2 คำถามที่ลูกฝากมาถามท่านชยสาโร
(1) ถ้าท่านชยสาโรสำนึกบุญคุณของหญิงชาวบังคลาเทศที่ช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว ทำไม่ไม่สำนึกบุญคุณพ่อ-แม่ ที่เลี้ยงดูท่านมาหลายปี (เข้าทางผมนะ ???)
(2) ก่อนนี้ท่านนับถือศาสนาคริสต์ และตัดสินใจมาบวชในพุทธศาสนา แล้วเอาพระเจ้าไว้ไหน
ดูดู๊คำถามที่ลูกที่อยู่อเมริกาฝากมาเรียนถามท่าน และผมก็พยายามมานมัสการและเรียนถามท่านหลายครั้งแต่ไม่ได้โอกาสสักที จนโชคดีที่ได้พาหมอย๋องมากราบท่านวันหนึ่งในปี 2541 จึงได้เรียนถามท่าน โดยถามคำถามที่ 2 ก่อน ซึ่งก็ได้รับเมตตาคำตอบจากท่านที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ท่านตอบว่า
‘อ้อ คืออย่างนี้โยม ตอนเป็นเด็กท่านก็นับถือศาสนาตามพ่อ-แม่ เหมือนโยมมีพ่อเป็นหมอ เมื่อโยมโตขึ้นจะเป็นหมอเหมือนพ่อได้ไหม’ ผมก็ตอบว่า ‘ไม่ได้ครับ ต้องเรียนหมอ’ แล้วท่านก็ตอบต่อว่า ‘ใช่ และเมื่ออาตมาโตขึ้น เรียนรู้มากขึ้น ก็พบว่านี่คือเส้นทางที่ตนเองจะเลือก เช่นเดียวกับอาชีพ’ ครับ
และคำตอบของคำถามที่ 2 (ข้อ 1 เดิม)เป็นคำตอบที่ตอบโจทย์ที่ลูกสาวผมอยากรู้อย่างยิ่ง และเปลี่ยนฐานคติ (mindset) ของผมอย่างยิ่ง คือท่านตอบว่า ‘การทบแทนบุญคุณพ่อแม่ทำได้หลายแบบ คือถ้าอาตมาทำงานหาเงินส่งให้พ่อ-แม่ ท่านก็จะมีทรัพย์สินใช้สอยเพื่อดำรงชีวิตในชาตินี้เท่านั้น แต่สิ่งที่อาตมาทำอยู่ทุกวันนี้ท่านจะได้เสบียงบุญทุกภพชาติ’
นี่คือคำตอบที่เยี่ยมยอดมากในความเห็นของผม
ตอนที่พ่อ-แม่ และพี่ ๆ มีชีวิตอยู่ ผมเป็นข้าราชครูเงินเดือนพันกว่าบาท ลำพังใช้เพื่อเอาชีวิตรอดและครอบครัวตัวเองก็ชักหน้าไม่ค่อยถึงหลัง จึงดูแลท่านได้ระดับหนึ่ง ตอนนี้พอจะมีรายได้จุนเจือท่านได้ แต่ท่านก็จากไปหมดแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ผมทำได้ก็คือพยายามบำเพ็ญเพียร และทำบุญเท่าที่ทำได้โดยเชื่อว่า ‘เสบียงบุญ’ น่าจะตกถึงพ่อแม่พี่น้องและญาติ ๆ ที่ล่วงลับไปแล้ว
รวมทั้งการตัดสินใจทำบุญกฐินในครั้งนี้ด้วยครับ
และขอขอบคุณญาติมิตร เพื่อนร่วมงาน ศิษย์ และชาวบ้านหนองบัว บ้านแดนเกษม และหมู่บ้านใกล้เคียงทั้งหมดที่รวมทำบุญในครั้งนี้
ด้วยหลักคิดที่ว่าแม่บ้านและผมเป็นเพียงเจ้าภาพเร่ิมต้น รับผิดชอบค่าใช้จ่ายจัดงานทั้งหมด และเป็นสะพานบุญให้ทุกท่านที่มีจิตศรัทธาได้ร่วมทำบุญครับ ขอบคุณครับ
สมาน อัศวภูมิ
14 ตุลาคม 2565
