ในหัวข้อ “Health and wellness in communities” ในรายวิชา PTOT 262 Health Promotion and Prevention across life span นั้น พวกเราได้จัดทำโครงการกันไปตามกลุ่ม ซึ่งกลุ่มของดิฉันนั้นก็ได้จัดทำนิทรรศการภายใต้โครงงาน “HOP” ที่ดิฉันได้ความรู้ใหม่ๆที่ทรงคุณค่า และสามารถนำไปใช้ในอนาคตข้างหน้าต่อได้มากมาย
โดยสิ่งที่ได้เรียนรู้การจัดทำโครงการ “HOP” มีดังนี้
- เรียนรู้การหาหลักฐานที่ประจักษ์มาสนับสนุนทั้งปัญหาและทางแก้ เพื่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล และเป็นการทำให้เห็นว่าปัญหานี้มีอยู่จริงๆ และเป็นปัญหาจริง
- การตั้งและการหาปัญหา ซึ่งควรตั้งให้ชัดเจน ไม่ออกนอกประเด็น และเป็นสิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ
- ได้ฝึกการนำหลักการทางกิจกรรมบำบัดต่างๆมาเชื่อมโยง และปรับใช้กับโครงการ
- ฝึก skill การตั้งคำถาม หาคำตอบที่ตรงประเด็น และการพูด pitching
- รู้รูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการจัดทำโครงการ และโครงการควรจะมีอะไรบ้าง
- รู้ถึงปัญหาทางสุขภาพต่างๆ ผ่านทางกลุ่มต่างๆ รวมถึงแนวทางในการแก้ปัญหา
- ฝึกการคิดนอกกรอบ คิดให้กว้าง อย่างตอนแรกที่ทางกลุ่มของดิฉันได้คิดแค่ต้องการให้เด็กพิการได้เข้าเรียนอย่างเด็กคนอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้นึกไปถึงปัญหาที่ทางโรงเรียนอาจไม่รับเด็กสมองพิการเข้าเรียน หรือวิธีการที่จะทำให้ผู้ปกครองมั่นใจในทางที่ตนเองเลือกให้ลูกน้อย (สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง)
- ทำให้เข้าใจการคิดแบบ design thinking มากขึ้น และได้พยายามนำมาประยุกต์ใช้กับโครงการ
- เรียนรู้การทำงานกับเพื่อน(ในด้านความกล้า) การเสนอ idea ต่างๆ เนื่องจากดิฉันได้ไปแข่งที่งาน Moral hackathon มา จึงอยากที่จะทำให้การ pitching ของกลุ่มเราดี จึงได้รวบรวมความกล้าเข้าไปเสนอการนำเสนอpitching ที่ดิฉันได้มาจากการแข่งขันนี้ ไปเสนอกับเพื่อนๆ และได้เพื่อนๆมาช่วยระดมความคิดกันจนได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจออกมา ได้คุยกับเพื่อนๆที่ปกติไม่ค่อยได้คุยกันมากเท่าไรมากขึ้น และยังประทับใจกับความเก่งความเฉียบคมทางความคิดของเพื่อนๆในกลุ่มอีกด้วย
- ได้ข้อคิด ข้อเสนอแนะดีๆจากคณะอาจารย์ ซึ่งทำให้เรามองโลกได้กว้างมากขึ้น และยังทำให้เห็นถึงจุดที่ควรพัฒนาของเราอีกด้วย ซึ่งดิฉันประทับใจกับคำถามชวนคิดของ อ.ดร.ก.บ.มะลิวัลย์ เรือนคำ เป็นอย่างมาก ที่ชวนให้มองถึงจิตใจของผู้ปกครองที่ไม่มั่นใจในตนเอง ต่อการเลือก Home school ให้ลูก
- ได้ความรู้สึกดีๆกับตนเอง รู้สึกภูมิใจในตนเองว่าเราสามารถคิด วิเคราะห์อะไรต่างๆมาได้ขนาดนี้ และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากทั้งคณะอาจารย์ หรือจากการแข่งขัน
ที่สำคัญที่สุด ดิฉันคิดว่า ดิฉันได้รับแนวคิด แนวทางการจัดทำโครงการที่จะสามารถทำให้ยั่งยืนได้ ที่คงจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อตัวดิฉันในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น การทำ design thinking, การทำ pitching desk (ซึ่งดิฉันได้ฝึกการนำเอาความรู้จากการแข่งมาประยุกต์ใช้กับโครงการนี้ได้) ที่แสดงให้เห็นถึงแนวทางที่จะสามารถทำให้โครงการหนึ่งโครงการ ยั่งยืนได้
ณ ตอนนี้ ดิฉันคิดว่าจะสามารถนำพาโครงการ “HOP” ไปสู่ชุมชนได้โดย
- จัดเป็นการอบรมปีละ 4 ครั้ง และมีการรับการประเมินจากผู้ปกครองหลังการอบรม เพื่อนำไปปรับปรุงโครงการในปีต่อไปในทุกๆปี
- จัดตั้งเครือข่ายนักกิจกรรมบำบัดที่จะคอยให้คําแนะนําผู้ปกครองในเรื่องของการเลือก Home school โดยมีการช่วยประเมินความสามารถ พัฒนาการ และศักยภาพของเด็ก เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกรูปแบบHome school ที่เหมาะสมกับตัวเด็กมากที่สุด อย่างต่อเนื่อง ผ่านทางเพจของโครงการใน Facebook
- เสนอเครืยข่ายผู้ปกครองของเด็กพิการ หรือสมองพิการด้วยกัน เพื่อข้อมูลด้านอื่นๆที่หลากหลายไปประกอบการตัดสินใจของผู้ปกครอง และเพื่อเป็นการให้กำลังใจกันและกันในหมู่ของผู้ปกครอง
- ประสานงานกับโรงเรียน Home school ต่างๆ
- นำจุดเด่นของแต่ละรูปแบบของ Home school หรือแต่ละโรงเรียนออกมานำเสนอในการอบรม เช่น โรงเรียนพอดี พอดี (จ.เชียงใหม่) ที่จะช่วยให้เด็กๆสนุกไปกับการเรียนรู้ และให้ความสำคัญกับความชอบ ความสนใจของเด็ก หรือศูนย์การศึกษาห้องเรียนนอกเวลา (จ.นครศรีธรรมราช) ที่จะมีหลักสูตรอาชีพตามวิถีชุมชน