ในหัวข้อ Early-childhood health promotion รายวิชา PTOT 262 การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตลอดทุกช่วงวัยได้มีการจัดกลุ่มคิดหาโครงงานเกี่ยวกับสุขภาพของเด็กปฐมวัยถึงวัยรุ่น ซึ่งโครงการที่ดิฉันและเพื่อนๆได้ร่วมกันคิดขึ้นมานั้น ในคราแรก มีจุดประสงค์ในการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองของเด็กสมองพิการเกี่ยวกับการดูแลเด็กสมองพิการ ช่วงปฐมวัย ประเภทพิการไม่รุนแรง ในเรื่องของความสามารถในการเรียนรู้ (Education) และความรู้เรื่องศักยภาพของเด็ก เพื่อลดความกังวลหรือเพื่อบำบัดจิตใจของผู้ปกครอง และเพื่อเป็นการไม่ไปจำกัดการมีส่วนร่วมในสังคมของเด็กสมองพิการ ซึ่งปฐมวัยเป็นวัยที่พัฒนาการด้านการเรียนรู้ และสังคมนั้น สำคัญสำหรับตัวเด็กเป็นอย่างมาก หากมีการพัฒนาที่ไม่ดี ก็จะกลายเป็นปัญหาได้ในอนาคต
ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ดิฉันมีโอกาสได้ดูซีรีส์เรื่อง Special เป็นเรื่องราวชีวิตของ Ryan ในฐานะของชายรักร่วมเพศที่มีโรคสมองพิการที่ใฝ่หามิตรภาพ ความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆที่เขาคิดว่าคงไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวกับเขาเนื่องด้วยความพิการของเขา
ซึ่งเหตุผลที่ดิฉันเลือกดู มีเหตุเนื่องมาจากว่า ดิฉันเพิ่งได้ศึกษาในหัวข้อเรื่อง Cerebral palsy มาในรายวิชา กุมารเวชศาสตร์สำหรับนักกิจกรรมบำบัด ทำให้เรื่องราวของหนังเรื่องนี้น่าสนใจสำหรับดิฉันที่อยากที่จะเข้าใจคนที่เป็นโรคนี้มากขึ้น และด้วยความที่ดิฉันรักการดูหนัง ซีรีส์เป็นชีวิตจิตใจ จึงเป็นเหตุให้ดิฉันเลือกดูเรื่องนี้
ในช่วงที่จะต้องเลือกหัวข้อ จึงอดไม่ได้ที่จะเสนอปัญหาที่ Ryan ได้เจอ คือความลำบากในการเข้าสังคมของเขา ที่กลัวว่าคนอื่นๆจะไม่ยอมรับในความพิการของเขา และมีความคิดที่โทษคุณแม่ของเขา ที่ไม่ค่อยปล่อยให้เขาทำอะไรเองทั้งๆที่เขามีความสามารถพอที่จะกระทำสิ่งนั้นๆได้สำเร็จ แต่แน่นอนว่าอาจไม่เรียบร้อยเนื่องจากความพิการของเขาและเขายังพบเจอกับความยากลำบากในการเข้าสังคมในตอนที่เขาต้องไปทำงานแล้ว ส่วนตัวแล้วเข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกจำกัดการออกไปมีส่วนร่วมกับเพื่อนอย่างมาก เพราะช่วงวัยเด็กของดิฉันก็ถูกคุณแม่ห้ามไม่ให้ไปเที่ยวกับเพื่อนที่ไหนเลย ด้วยความที่ห่วงลูกสาวอย่างดิฉัน จึงทำให้ดิฉันรู้สึกไม่สนิทใจกับเพื่อน รู้สึกเหมือนไม่มีเพื่อน กลายเป็นเหมือนปมในใจ ทำให้กลัวที่จะลองสิ่งใหม่ๆ ไม่กล้าเข้าหาคน เริ่มแรกจุดประสงค์ของโครงการนี้ จึงเป็นการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองของเด็กสมองพิการ ประเภทพิการไม่รุนแรง เกี่ยวกับการดูแลเด็กสมองพิการในเรื่องของความสามารถในการเรียนรู้ และความรู้เรื่องศักยภาพของเด็ก เพื่อลดความกังวลหรือเพื่อเป็นการบำบัดจิตใจของผู้ปกครอง(อาจเป็นการดำเนินงานในอนาคต) และเพื่อเป็นการไม่ไปจำกัดการมีส่วนร่วมในสังคมของเด็กสมองพิการ
แต่แล้ว หากโรงเรียนธรรมดาต่างๆ ปฏิเสธการรับเด็กๆสมองพิการเข้าเรียนล่ะ สิ่งที่ดิฉันและเพื่อนๆได้คิดมานั้น ก็จะไม่มีประโยชน์อันใดเลย เพราะถึงผู้ปกครองจะเข้าใจศักยภาพของเด็ก และสนับสนุนให้เข้าเรียนโรงเรียน แต่หากโรงเรียนปฏิเสธในการรับเข้าเรียนเนื่องจากความพิการ ความคิดเห็นของคนเป็นพ่อแม่ก็ไม่ได้สลักสำคัญอันใดเลยและยังสร้างความเครียด ความกังวล ให้กับผู้ปกครองเพิ่ม เพราะหาโรงเรียนให้ลูกไม่ได้อีกด้วย
ทางกลุ่มของเราจึงได้มุ้งเป้าหมายไปที่การเสนอทางเลือก Home school รูปแบบต่างๆที่จะสามารถตอบโจทย์กับความต้องการ ความสามารถ และพัฒนาการของเด็กมากที่สุด เพื่อสร้างโอกาสในการศึกษาที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กสมองพิการ เพื่อชีวิตที่ดีของเด็กสมองพิการ และสามารถหาอาชีพที่เหมาะสมทำได้ในอนาคต แทนการผลักดันให้เด็กพิการเข้าเรียนที่โรงเรียนตามระบบปกติ ที่นอกจากจะมีปัญหาการรับเด็กสมองพิการเข้าเรียน และยังมีโอกาสที่เด็กสมองพิการจะโดนแกล้ง หรือถูกกระทำสิ่งที่ไม่สมควร ซึ่งจะมีเครือข่ายนักกิจกรรมบำบัด คอยช่วยประเมินศักยภาพ พัฒนาการ และความสามรถของเด็ก ประกอบกับเสนอรูปแบบ Home school แบบต่างๆ เพื่อให้ผู้ปกครองได้มีทางเลือกในรูปแบบการศึกษาของลูกน้อยที่เด็กพิการสามารถจบการศึกษา และหางานที่เหมาะสมทำในอนาคตได้ โดยนักกิจกรรมบำบัดจะเป็นผู้ที่คอยอยู่ข้างๆผู้ปกครองเป็นเพื่อนร่วมทาง คอยช่วยหา และเลือกรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับเด็กคนนั้นมากที่สุด ลองผิดลองถูกไปด้วยกันกับผู้ปกครอง และจะมีการปรึกษาร่วมกันกับคุณครูที่จะมาสอนเด็กๆ หรือขอคำแนะนำจาก role model หรือผู้ที่จบการศึกษาด้วยรูปแบบ Home school ที่ซึ่งนอกจากจะต้องตอบโจทย์ในเรื่องของการศึกษาแล้ว ยังจะต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วมในสังคมให้กับเด็กสมองพิการได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นการร่วมมือกันระหว่าง นักกิจกรรมบำบัด คุณครู และผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองไม่รู้สึกว่ากำลังสู้ไปคนเดียว และมีความหวังกับการหาระบบการศึกษาที่เหมาะสมกับลูกน้อยมากที่สุด
หากพิจารณาจาก Model PEO แล้ว ในด้าน Person ของทางโครงการเรา จะเป็นผู้ปกครองของเด็กสมองพิการ ช่วงปฐมวัย ประเภทไม่รุนแรง ที่จะมีความกังวลเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร ในด้าน Environment จะประกอบไปด้วยครอบครัว, ฐานะทางสังคม,ฐานะทางการเงิน, บ้าน, ระบบการศึกษาแบบปกติ, การศึกษาแบบ Home school, สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนที่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดลล้อมทางกายภาพ เพื่อนๆของเด็กสมองพิการ และคุณครูในโรงเรียน, กลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรเป็นสมองพิการเหมือนกัน, มุมมองและทัศนคติของสังคม ส่วนในด้าน Occupation ของผู้ปกครองเด็กสมองพิการช่วงปฐมวัยประเภทพิการไม่รุนแรง จะประกอบไปด้วย Activities of daily living หรือ ADLs, Instrumental activities of daily living หรือ IADLs หลักๆเลยก็คือ Child rearing การเลี้ยงดูบุตร, Health management การดูแลสุขภาพของตัวผู้ปกครองเอง, Rest and sleep การพักผ่อน นอนหลับ, Work การทำงาน, Leisure กิจกรรมยามว่าง และ Social participation การเข้าไปมีส่วนร่วมในสังคมของผู้ปกครอง เช่นกลุ่มผู้ปกครองเด็กสมองพิการด้วยกันเอง ซึ่งสิ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกับตัวผู้ปกครอง และสุดท้ายแล้วก็ส่งผลต่อตัวเด็กด้วยเช่นกัน
ซึ่งทางดิฉันและเพื่อนๆ ได้พบโครงการ “โครงการพัฒนาศักยภาพเด็กพิการ(กรุงเทพฯ)” ที่เป็นโครงการที่ให้ความรู้ในเรื่องของการดูแลเด็กสมองพิการให้แก่ผู้ปกครอง ซึ่งจะไม่ได้มีนักกิจกรรมบำบัด มาคอยช่วยเหลือ และไม่ได้มีการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำในเรื่องของโรงเรียนสำหรับเด็กพิการ จะเป็นแค่การให้คำแนะนำในการดูแลเด็กพิการในด้านต่างๆ ซึ่งทางโครงการของเราสามารถต่อยอดจากโครงการนี้ได้ด้วยการช่วยเหลือเด็กพิการ และผู้ปกครองเด็กพิการในด้านการหาสถานที่เรียนรู้และรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเด็กมากที่สุด
มีผู้ปกครองเด็กพิเศษมากมายที่อยากให้บุตรของตนได้รับการศึกษาที่ดี มีคุณภาพ แต่ในปัจจุบันโรงเรียนส่วนมากกลับปฏิเสธการรับพวกเขาเข้าเรียนตามที่หลายคนอาจจะเคยเห็นจาก social media ต่างๆ เช่น ความคิดของคุณ Kaew Kunsinee ใน Facebook ที่ได้กล่าวว่าโรงเรียนได้ปฏิเสธการรับน้องที่เป็นออทิสติกเข้าเรียน(https://m.facebook.com/specialsociety/posts/1670522609850552 ) ทำให้โครงการนี้ค่อนข้างจะตอบโจทย์กับปัญหาการขาดโอกาสในการศึกษานี้ ดิฉันและเพื่อนๆจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแนวคิดโครงการนี้ จะเป็นประโยชน์กับครอบครัวเด็กพิการต่างๆ เพราะโรคสมองพิการ อาจเป็นโรคที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก หากในอนาคตผู้ปกครองที่มีบุตรเป็นสมองพิการได้เข้าร่วมโครงการเรา เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการเราจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ปกครองเด็กสมองพิการ และที่สำคัญก็คือแก่ตัวเด็กสมองพิการเอง

