KELC ย่อมาจาก Kolb’s Experiential Learning Cycle (ผมย่อเอง)   

หัวข้อบันทึกนี้ผุดขึ้นมาตอนใกล้เที่ยงวันที่ ๔ กันยายน    ระหว่างนั่งฟังการประชุมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้  “เพื่อเด็กทุกคน บทเรียนจากโรงเรียนพัฒนาตนเอง รุ่น ๑”   ระหว่างวันที่ ๓ - ๔ กันยายน ๒๕๖๕ ณ โรงแรม ทีเค พาเลซ  แจ้งวัฒนะ   โดยผมฟังออนไลน์ที่บ้าน    ฟังเรื่องราวของ Active Learning สารพัดรูปแบบที่น่าตื่นตาตื่นใจ    ได้เห็นพัฒนาการด้านคุณลักษณะของนักเรียนอย่างชัดเจน    มีตัวอย่างนักเรียนมาให้เห็นด้วย

แต่ผมไม่เห็นร่องรอยของการเรียนรู้ที่ลุ่มลึก (transfer / mastery learning)    โดยที่ผู้อำนวยการและครูเจ้าของผลงานที่มาเล่าไม่เอ่ยเรื่องการเรียนรู้ทฤษฎีเชิงลึกเลย    ยกเว้นการเรียนภาษาไทยจากวรรณคดี ของเครือข่ายมูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา   ที่เห็นชัดว่านักเรียนได้การคิดขั้นสูงอย่างชัดเจน   

ส่วนที่น่าเอาใจใส่คือ การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์  สังคมศาสตร์  และเทคโนโลยี ในมิติที่เกิดความเข้าใจขั้นสูง หรือในระดับ mastery / transfer learning อย่างแท้จริง   

ประเด็นที่พึงระมัดระวังคือ    “การเรียนรู้เชิงรุก” บัง “การเรียนรู้อย่างลึกและเชื่อมโยง”    คือมัววุ่นอยู่กับการเรียนรู้แบบที่นักเรียนเป็นผู้กระทำการ    แต่ขาดขั้นตอนให้การกระทำการนั้น นำไปสู่การเรียนรู้ที่ลึกและเชื่อมโยง   

ขั้นตอนนั้นคือ KELC (๑) 

โดยผมมีความเห็นว่า ครูต้อง facilitate ให้นักเรียนเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง (transfer) โดยครูตั้งคำถาม    ตามใน Kolb’s Experiential Learning Cycle    เพื่อให้นักเรียนสังเกตผลของกิจกรรม และสะท้อนคิดสู่หลักการหรือทฤษฎี   สำหรับเอาไว้ใช้ในเหตุการณ์ที่คล้ายกันหรือแตกต่าง    ที่เรียกว่า การเรียนรู้ระดับเชื่อมโยง (transfer learning)    ตามที่ระบุในหนังสือ ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง (๒)

นักเรียนต้องได้ฝึกการหมุน KELC (๑) อยู่เสมอ จนเป็นนิสัย   ก็จะพัฒนาความเป็นนักคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking)    นำสู่การเรียนรู้ในระดับลึกและเชื่อมโยง   

การศึกษาที่ไปไม่ถึงมิติของการเรียนรู้ระดับเชื่อมโยง    ไม่มีมิติของการหมุน KELC   ไม่ใช่การศึกษาคุณภาพสูง

หากไม่ระวัง การเรียนรู้แบบ active learning อาจให้ผลการเรียนรู้แบบผิวเผินเท่านั้น    

วิจารณ์ พานิช

๔ ก.ย. ๖๕