GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ความเป็นมาของโครงการ


           ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  2540  มีสาระสำคัญหลายมาตรา ที่กล่าวถึงการศึกษา  อาทิ  มาตรา  42  ระบุให้  บุคคลมีเสรีภาพในทางวิชาการ  การศึกษาอบรม  การเรียนการสอน  การวิจัยและการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ  ต้องได้รับความคุ้มครอง  มาตรา 43  กล่าวถึง  การที่รัฐจำเป็นจะต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชนไม่น้อยกว่า  12  ปีอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ  ซึ่งในการจัดการศึกษาให้เกิดคุณภาพ  ครู  คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษานับเป็นปัจจัยและทรัพยากรที่มีความสำคัญยิ่ง  ต่อการชี้นำ  รวมทั้งการกำหนดทิศทางการจัดการเรียนรู้ให้แก่เด็ก   เยาวชนและประชาชนกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ทั่วประเทศ  รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนี้  จึงบัญญัติไว้ชัดเจนในมาตรา  81  ให้รัฐต้องเร่งรัดให้มีการพัฒนาวิชาชีพครู  และโดยบทบัญญัติของกฎหมายสูงสุดที่ใช้สำหรับการบริหารประเทศฉบับดังกล่าว  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.2542  อันเป็นกฎหมายเฉพาะสำหรับการศึกษา  จึงระบุในมาตรา  52  กำหนดให้รัฐส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิต  การพัฒนาครู  คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง  รวมทั้งยังกำหนดให้รัฐต้องจัดสรรงบประมาณจัดตั้งเป็นกองทุนพัฒนาครู  คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเพียงพอ สถาบันพัฒนาครู  คณาจารย์  และบุคลากรทางการศึกษาเป็นหน่วยงานที่ได้รับการกำหนดให้มีภารกิจหน้าที่รับผิดชอบการส่งเสริมสนับสนุนและประสานการดำเนินการ   เพื่อกำหนดหลักการรูปแบบและกิจกรรมหลักต่างๆ สำหรับการพัฒนาครู  คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาในนามของกระทรวงศึกษาธิการ  แต่การดำเนินการตามภารกิจในหลักการดังกล่าวมีกลุ่มเป้าหมายจำนวนกว่า600,000  คน  ที่กระจายอยู่ในการดูแลของหลายหน่วยงานหลายสังกัดทุกพื้นที่ทั่วประเทศ  มีกฎหมายระบุขอบข่ายในการบริหารจัดการภาพรวมของการปฏิบัติภารกิจหรือกิจกรรมต่างๆเป็นการเฉพาะ  การดำเนินการให้บรรลุความสำเร็จตามหน้าที่ความรับผิดชอบของสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา  จึงมิใช่เรื่องที่จะกระทำได้โดยง่าย  จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานหลายหน่วยงานทั้งในภาคส่วนของการศึกษาและหน่วยงานที่รับผิดชอบการปฏิบัติภารกิจลักษณะอื่น ๆ ภายใต้รูปแบบการประสานการปฏิบัติในการคิด  การกำหนดทิศทาง การปฏิบัติพัฒนาและการติดตามผลการดำเนินให้มีคุณภาพการพัฒนาสูงสุด  ทั้งนี้รูปแบบการทำงานจะต้องเป็นการประสานการปฏิบัติ ภารกิจร่วมกัน  ทุกระดับทุกกิจกรรมเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน  ในลักษณะพันธมิตรเครือข่าย การประสานที่ดำเนินการสำหรับการส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมทางวิชาการในการพัฒนาครู  คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา  ต้องได้รับความเห็นชอบสนับสนุนจากหน่วยงานต้นสังกัดในกลุ่มเป้าหมายต่างๆ
               สถาบันพัฒนาครู  คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา  จึงกำหนดกรอบแนวทางการพัฒนาและมาตรฐานหน่วยงานและบุคคลเครือข่าย  ในการพัฒนาครู  คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาขึ้น  เพื่อให้การพัฒนาครู  คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาเป็นไปตามมาตรฐานและเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ. 2542

กรอบแนวทางการพัฒนา

       1.       การพัฒนาทางครู  คณาจารย์  และบุคลากรทางการศึกษาจะต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อตัวนักเรียน
      2.       การพัฒนาต้องเกิดจากความต้องการทางครู  คณาจารย์  และบุคลากรทางการศึกษา   ซึ่งจะต้องพัฒนา มิใช่บุคคลอื่นหรือหน่วยงานเป็นตัวกำหนด โดยมีเป้าหมายสำคัญที่ตัวเด็กนักเรียนจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง
      3.       การพัฒนาควรดำเนินการ  ณ สถานที่ปฏิบัติงานของครู  คณาจารย์  และบุคลากรทางการศึกษา  ในลักษณะที่เป็นการพัฒนาควบคู่ไปกับการปฏิบัติงาน (site based Training)
      4.       การพัฒนาควรมีหลากหลายรูปแบบให้ครู  คณาจารย์  และบุคลากรทางการศึกษาเลือกที่จะรับการพัฒนาตามความเหมาะสมกับความต้องการของตน
      5.       การพัฒนาควรดำเนินการอย่างทั่วถึงต่อกลุ่มเป้าหมายในรูปของเครือข่าย  กระจายอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

รูปแบบของการพัฒนา

         เพื่อให้การพัฒนาครู  คณาจารย์และบุคลาการศึกษา  สามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึงต่อกลุ่มเป้าหมาย และเป็นไปตามกรอบแนวทางการพัฒนา   ดังที่กล่าวข้างต้น   รูปแบบการพัฒนาจึงควรมีหลากหลายรูปแบบ อาทิ
         1.   เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer group) เป็นการพัฒนาที่เกิดจากครู  คณาจารย์หรือบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเดียวกันหรือต่างโรงเรียนกันมารวมกลุ่ม  แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในการจัดการเรียนการสอน  หรือการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ  ที่สามารถเสริมสร้างพัฒนาการของนักเรียนและประสบความสำเร็จมาแล้วให้เป็นแนวทางแก่เพื่อนครูคนอื่นนำไปประยุกต์ใช้โดยร่วมกันวิเคราะห์และจัดระดับความรู้อย่างเป็นระบบ
        2.   การวิจัยในชั้นเรียนอย่างง่ายแต่  มีวิธีการและขั้นตอนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ สามารถ
ตรวจสอบได้  เช่น  การวิจัย  เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นต้น
         3.     การไปศึกษาต่อระดับที่สูงขึ้น  จากสถาบันอุดมศึกษา  เพื่อพัฒนาความรู้  และคุณวุฒิของครู  คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ
        4.       การเข้ารับการฝึกอบรม หรือการเข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการที่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจัดขึ้น  โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้ให้แก่ครู  คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา  และต้องเป็นหน่วยงานที่มีมาตรฐานตามาตรฐานเครือข่ายการพัฒนาที่สถาบันพัฒนาครู  คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา(สคบศ.) อาทิ  มหาวิทยาลัย 
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  สถาบันพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานต้นสังกัด  โรงเรียน  กลุ่ม โรงเรียนองค์กรเอกชน ที่เป็นหน่วยงานเครือข่ายของ สคบศ.
    5.     การับฟังหรือแลกเปลี่ยนความรู้  ประสบการณ์กับผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา ที่มีสมรรถนะตามมาตรฐานบุคคลเครือข่ายที่  สคบศ.  กำหนด  อาทิ  ปราชญ์ชาวบ้านหรือบุคคลผู้ทรงภูมิปัญญาท้องถิ่น  บุคคลทีมีความรู้และประสบความสำเร็จ  ในหน้าที่การงานจนเป็นที่ยอมรับของสังคมหรือของบุคคลในวิชาชีพ
     6.    การเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายทางไกล อาทิ การศึกษา  ผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเลคทรอนิกส์ต่างๆ ได้แก่  เทป  ซีดีรอม ระบบอินเตอร์เน็ต  E-books, E-learning ฯลฯ
จะเห็นได้ว่ารูปแบบการพัฒนา รูปแบบที่ 1 และ 2 คือเพื่อนช่วยเพื่อนและการวิจัยในชั้นเรียนนั้นเป็นการพัฒนาที่ส่งผลถึงตัวเด็กโดยตรง เพราะเป็นการพัฒนาครูควบคู่กับการปฏิบัติงานในหน้าที่ จึงควรที่จะให้การสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาในรูปแบบดังกล่าวให้มากและอย่างจริงจัง ส่วนรูปแบบที่ 3 ถึงรูปแบบที่ 6 นั้น เป็นการพัฒนาครู ที่ส่งผลถึงตัวเด็กนักเรียนทางอ้อม เพราะหากครูที่ได้รับกรพัฒนามิได้นำความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในการเสริมสร้างพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน ประโยชน์ก็จะไม่เกิดแก่ผู้เรียนแต่อย่างใด  ดังนั้นรูปแบบการพัฒนาตั้งแต่รูปแบบที่ 3 ถึงรูปแบบที่ 6 จึงเป็นทางเลือกของการพัฒนาให้มีความหลากหลายแก่ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่จะพิจารณาเลือกตามความเหมาะสมและเพื่อให้รูปแบบการพัฒนาดังกล่าวมีคุณภาพ จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตราฐานของหน่วยงานหรือบุคคลที่จะเป็นเครือข่ายของการพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลกรทางการศึกษาให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม สามารถวัดและประเมินได้ เพื่อเป็นการประกันคุณภาพของเครือข่ายได้ในระดับหนึ่ง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 707
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 6
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (6)

เล่าตัวอย่างจริง  ที่น่าชื่นชม  ในแต่ละรูปแบบ  ได้ไหมครับ

วิจารณ์

ดีแล้วคะ

     กลุ่มเครือข่ายผู้บริหารสถานศึกษา อ. เทพา จ. สงขลา
ภายใต้การประสานการจัดกิจกรรมการพัฒนา โดย ผอ. นิยม ชูชื่น ผอ. โรงเรียนเทพา มุ่งเน้นให้กลุ่มที่เป็นเครือข่ายในเขตพื้นที่การศึกษา สงขลา 3 เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาและท้องถิ่น 
     "เป็นหนึ่งตัวอย่างที่เป็นเรื่องจริงและน่าชื่นชมครับ" 
     น่าจะมีการสนับสนุนให้มีการขยายเครือข่ายในฐานะแกนนำของ 5 จังหวัดภาคใต้ โดยใช้ KM เป็นเครือข่าย

Blogเปิดแล้ว ทำไมจึงทำเหงาหงอย  หรือว่า ถนัดแต่การตัดสินคนอื่น 

ติดตามงานKM ของท่านที่ปรึกษานานแล้ว ศึกษาweb จาก KMIจนมา Gotoknow  พอที่จะมองเห็นหัวปลาของตัวเองอยู่บ้าง  ตอนแรกก็ งง เหมือนมือใหม่หัดขับ (คำพูดท่าน ดร.ประพนธ์) เห็นด้วยกับข้อกล่าวหาหน่วยงานทางการศึกษา  รู้อยู่ว่ามีการจัดการความรู้ แต่ทำไม่จริงจัง ไม่เกิดผล และเกิดความเคยชินซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงในองค์กรอย่างหน่ง  ซึ่งถืออีกว่าเป็นงานที่ท้าทายสำหรับ ผู้บริหารที่เหนื่อยไปตั้งแต่การทำความเข้าใจกับทีมงานในเป้าหมายที่กำหนดโดยทุกคน  ซึ่งต้องเหนื่อยก่อนหน้านั้นอีกคือ เป้าหายของหน่วยงาน (Vision) บางองค์กรมีบุคลากรน้อย ทำSWOT ก็หนาวแล้ว  แต่ก็ต้อง..ทำ

อยากเห็นฝูงปลาทูที่กลายร่างเป็นปลาตะเพียนที่มีพลังสะบัดหางขับเคลื่อนพลังไปตามสายทางแห่งการศึกษา(ไทย) ทั้งนี้ต้องอาศัยพลังเงียบ ที่ควรออกมาแสดงตนได้แล้วในห้วงเวลานี้ อย่างไรเสียก็ขอเพียงได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิธีการทำงานที่ดีที่สุด  จากใจจริงที่สุดขณะนี้อยากฟังเรื่องเล่าที่เขย่าหัวใจ.. ครับ

เห็นด้วยกับข้อความของคุณสนธิรักนี้นะคะแต่คิดว่าคงจะไม่มีใครอยากจะเป็นฝูงปลาทูนะใครๆก็อยากจะเป็นปลาตะเพียนที่สะบัดหางเชิดหน้าชูตาและก็เคลื่อนพลังไปตามสายน้ำที่กว้างไกลทุกตัว

เห็นด้วยกับข้อความข้างต้นนี้นะคะแต่คิดว่าคงจะไม่มีใครอยากจะเป็นฝูงปลาทูนะใครๆก็อยากจะเป็นปลาตะเพียนที่สะบัดหางเชิดหน้าชูตาและก็เคลื่อนพลังไปตามสายน้ำที่กว้างไกลทุกตัว