บทความเรื่อง The Dark Side of Collaboration   ลงพิมพ์ในนิตยสาร Scientific American Mind ฉบับเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๕   เป็นเรื่องวิชาการด้านจิตวิทยา    เขียนโดย Margarita Leib นักวิชาการด้านการตัดสินใจเชิงจริยธรรม (ethical decision making) ชาวเนเธอร์แลนด์    เริ่มบทความด้วยเรื่องการร่วมมือกันโกงของทีมงานประกอบรถยนต์ โฟล์กสวาเก็น ในสหรัฐอเมริกา   ที่เรียกกันว่าเป็นกรณี Dieselgate    เป็นตัวอย่างของพฤติกรรม “ร่วมมือกันโกง” ที่ฉาวโฉ่ 

บทความนี้ทบทวนความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรม  “ร่วมมือกันโกง” (collaborative dishonesty)   ซึ่งเป็นด้านลบของทักษะสำคัญแห่งศตวรรษที่ ๒๑ คือ C – collaboration    ชี้ให้เห็นว่าทักษะความร่วมมือไม่ได้มีเฉพาะร่วมมือเพื่อผลด้านบวก หรือด้านดีเท่านั้น   ยังมีผลด้านลบได้ด้วย   

เขารวบรวมรายงานวิจัย ๓๔ ชิ้น ที่ทำโดยนักวิจัยด้านจิตวิทยา เศรษฐศาสตร์  และการจัดการ    มีผู้ได้รับการทดลองมากกว่าหนึ่งหมื่นคน    ที่ให้ผู้ถูกทดลองเล่นเกมตัดสินใจในฐานะสมาชิกของทีม    โดยที่ผู้ถูกทดลองจะได้รับเงินจากการตัดสินใจนั้นอย่างซื่อสัตย์และทำงานเป็นทีม    และอาจได้รับเงินเพิ่มหากมีการโกหกเป็นทีม   

สรุปได้ว่า กลุ่มมีแนวโน้มที่จะร่วมกันโกหก    พบว่าโดยเฉลี่ยทีมเหล่านั้นได้รับเงินเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๕.๖ จากคำตอบแบบซื่อสัตย์   

แต่ก็พบว่าพฤติกรรมคดโกงนี้มีขอบเขตจำกัด   เพราะคนเรายังมีจิดใจด้านคุณธรรมความซื่อสัตย์อยู่ด้วย    คือเขาไม่ได้โกงทุกครั้งที่มีโอกาส   

หากบอกผู้ถูกทดลองว่า หากโกงจะมีผลลบต่อตนเอง หรือต่อโอกาสที่หน่วยการกุศลจะได้รับการบริจาค เขาจะมีพฤติกรรมการโกงลดลง   

ข้อค้นพบอีกอย่างหนึ่งคือ กลุ่มที่มีผู้หญิงมากผู้หญิงจะโกหกน้อยกว่า   และกลุ่มที่มีผู้สูงอายุมากกว่าโกหกน้อยกว่า     เขาอธิบายว่า ผู้หญิงจะกล้าเสี่ยงน้อยกว่า เพราะเมื่อโดนจับได้ ผู้หญิงจะถูกลงโทษมากกว่า    รวมทั้งผู้หญิงรู้ตัวว่า หากทำตัวเรียกร้องมาก จะได้รับผลลบ   แทนที่จะได้รับการตอบสนอง     

ที่น่าสนใจคือ เขาออกแบบการทดลองเพื่อดูว่าความไม่ซื่อสัตย์เป็น “โรคติดต่อ” หรือไม่   ผลการทดลองบอกว่าเป็น     

เขาสรุปว่า วิธีการป้องกันการรวมทีมกันโกง สามารถทำได้โดย (๑) นโยบาย “ไม่ประนีประนอม” (zero tolerance) ต่อการโกง แม้เป็นการโกงเล็กๆ น้อยๆ    (๒) การมีระเบียบไม่เอาโทษแก่ “ผู้เปิดเผยการโกง” (whistle blower)    และ (๓) หาทางจับการโกงให้ได้ตั้งแต่เริ่มต้น 

ปปช. น่าจะให้ความสนใจความรู้ทางวิชาการแนวนี้   และหาทางนำมาใช้ป้องกันคอร์รัปชั่นในประเทศไทย

วิจารณ์ พานิช

๒๕ ก.ค. ๖๕