หล้งจากเขียนบทเขียนเมื่อเช้าเสร็จ หลานอยากให้พาไปดูต้นเทียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแห่เทียนเข้าพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานี  หลังจากพิธีแห่ไปแล้วเมื่อวาน วันนี้ทางวัดตั้งรถบรรทุกเทียน (เหมือนภาพที่เห็นครับ) ไว้ให้ผู้สนใจได้ดูและศึกษาอีกหนึ่งวัน คือวันนี้ 

ผมโชคดีที่หลาน ๆ อยากไปดู เลยไม่ต้องใช้พลังชวนไป และการอธิบายเกี่ยวกับความเป็นมา และความสำคัญของเรื่องก็เป็นเรื่องที่หลาน ๆ อยากฟัง จึงถือโอกาสพาเดินชนต้นเทียน กว่า 30 ต้น รอบทุ่งศรีเมืองครับ (จริง ๆ ถ่ายภาพมาเยอะ เกรงว่า   upload ขึ้นจะเหมือนบทเขียนที่แล้วครับ เกรงใจผู้อ่านครับ 

เรื่องประเพณีเข้าพรรษา และการแห่เทียนเป็นอย่างไรก็คงไม่ต้องเล่ากันอีก เพราะส่วนใหญ่พวกเราจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่ประเด็นคือ ไม่ว่าประเพณีนี้จะสำคัญหรือไม่แค่ไหน แต่การสืบสานให้ประเพณีคงอยู่นั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยครับ  ทั้งค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุน และกำลังคนที่เป็นแม่งาน ตลอดผู้ร่วมงานครับ 

ผมดูรายจ่ายในการทำต้นเทียนแกะสลักขนาใหญ่ที่ได้รับรางวัลที่ 2 ทางวัดและชาวบ้าน และผู้สนับสนุนต้องควักเงินลงทุนไปแปดแสนกว่า ครับ ซึ่งเป็นเงินไม่น้อยสำหรับชาวบ้าน และสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ถ้าจะทำต้นเทียนแบบธรรมดาเพื่อรักษาประเพณี ก็ไม่รู้ว่าจะดึงดูดคนมาร่วมงานเท่าไหร่ นอกจากนี้ยังมีคณะทำงาน และทีมงานที่ดำเนินงานอีกจำนวนมาก ผมก็หวังว่าเราจะมีแรงทำกิจกรรมทางสังคมแบบนี้ต่อไปนะครับ 

หลังจากเดินดูต้นเทียนเสร็จ ผมก็พาหลาน ๆ และภรรยาเดินออกกำลังกายรอบ ๆ ทุ่งศรีเมือง และผ่านไปทาง “อนุสาวรีย์แห่งความดี (Monument of Merit” ซึ่งสร้างโดยอดีตเชลยศึกชาวต่างประเทศที่ตกเป็นเชลยในสงครามมหาเอเซียบูรพา ช่วงประมาณปี 2484  (ค.ศ. 1941) กองทัพญี่ปุ่นได้ส่งทหารบุกเข้ามาในประเทศไทย และจับทหารพันธมิตรจากหลายประเทศ เช่น ประเทศอ้งกฤษ ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย เป็นต้น เป็นเชลยศึกษาจำนวนมาก และจำนวนหนึ่งนำมากกักขังไว้ที่จังหวัดอุบราชธานี เชลยศึกษาเหล่านี้ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมาก จนชาวอุบลราชานีมีความเมตตาสงสาร และนำเสื้อผ้า ของกิน ของใช้เพื่อให้เชลยศึก แต่ทหารญี่ปุ่นไม่อนุญาต อย่างไรก็ตามชาวอุบลฯ ก็ได้แบบนำเสื้อผ่า และเครื่องใช้ไปให้เชลยศึกเหล่านั้นโดยไม่เกรงกลัวอันตรายใด ๆ และหลังสงครามสิ้นสุดลง ซึ่งฝ่ายพันธมิตรชนะสงคราม เชลยศึกษาได้รับการปล่อยตัวกลับบ้าน และตอนหลังาอดีตเชลยศึกษาเหล่านั้นได้มาขอสร้างอนุสาวรีย์นี้มอบให้ชาวอุบลฯ ตอบแทนความดีที่มีต่อพวกเขา และตั้งชื่อว่า “อนุสาวรีย์แห่งความดี” (ถอดความจากบันทึกของอนุสาวรีย์)

ผมจึงถือโอกาสเหล่าให้หลานฟัง และได้ข้อสรุปด้วยกันว่า “ความดีที่ทำจะคงอยู่นิรันดร์” ครับ ไม่ว่าจะมีเห็นเห็น หรือยกย่องหรือไม่ก็ตาม 

สมาน อัศวภูมิ

17  กรกฏาคม 2565

หลานถามว่านั่นอะไร ผลเลยถือโอกาสเล่า