ความรู้สึกของลูก...หากเมื่อแม่เกษียณอายุราชการแล้ว

เมื่อวานเย็นของวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๕…เป็นวันที่พวกเรา พ่อ-แม่-ลูก ได้มาทานข้าวเย็นร่วมกันที่บ้านของลูกชาย เจ้าตัวเล็ก…ด้วยการที่พ่อกับแม่จะชอบทานน้ำพริก ผักต้มมากกว่า จึงนำมาทำทานกัน และรอเจ้าลูกชายคนโต อาจารย์ภัครพล ที่เมื่อสอนนักศึกษาเสร็จก็จะกลับมาร่วมวงกันด้วย

ช่วงหนึ่งของการสนทนาในวงของการทานข้าวด้วยกัน…ขอบอกเลยว่า พวกเราแม้แต่จะอยู่ห่างกันมาตลอด แต่ใจพวกเรามิเคยห่างกันเลย แม้แต่จะไม่ค่อยได้พูดคุยกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราระลึกถึงกันเสมอ นั่นคือ ใจของพวกเราทั้งสี่ดวง พ่อ-แม่-ลูก ๒ คน เราจะอยู่ใกล้กันเสมอ…สังเกตได้จากการที่พวกเราได้พูดคุยกัน จะมีความเข้าใจกัน มิเคยมีเรื่องบาดหมาง ทะเลาะเบาะแว้งกันเลย นี่คือ ชีวิตครอบครัวที่พวกเราอยู่ด้วยกันมา สิ่งนี้ที่ผู้เขียนถือว่า…คือ เกราะหรือภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตของพวกเราให้มีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ได้ พวกเราจะแข็งแกร่ง และแข็งแรงด้วยตัวของพวกเราเอง เพราะพวกเราจะใช้ชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด หากมีส่วนช่วยคนอื่นได้ก็จะให้การช่วยเหลือ แต่จะไม่นำเรื่องเดือดร้อนไปสู่ผู้อื่น

ในการทานข้าวร่วมกัน พวกเราได้พูดคุยกันหลายเรื่อง…ที่จะทำบ้านเดิมที่มีสวนสักทองในพื้นที่เกือบ ๔ ไร่ (อายุร่วม ๓๐ ปี แล้ว) เพราะต้นสักไม่มีรากแก้ว อาจด้วยจากการเพาะชำมา คงถึงเวลาที่จะต้องตัดออก…และเมื่อตัดออก เราก็จะต้องปลูกเพิ่มเพื่อทดแทน อาจเป็นต้นยางนาที่เราได้นำมาปลูกตอนนี้ ต้นโตเร็วมาก…ครอบครัวของเราจะทำอะไรด้วยการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวของพวกเราเองมากกว่า จึงทำให้เห็นผลในสิ่งต่าง ๆ แม้ที่นา ที่คนอื่น ๆ รอบบ้าน เขาขายเพื่อส่งลูกเรียน เขาได้ขายกันไปหมดแล้ว จะเหลือของที่บ้านที่พ่อยกให้ และที่บ้านพ่อบ้านได้ซื้อเพิ่มเติม เกือบ ๑๐๐ ไร่ ก็ยังอยู่ เพราะครอบครัวเราจะไม่ยอมขาย…หากได้มาด้วยการเก็บออมเงินเดือน โดยการใช้เงินเป็น ค่อย ๆ ประหยัด อดออม จึงทำให้หากเกษียณมาแล้ว พวกเราจะไม่เดือดร้อนกัน

ในช่วงหนึ่งของการทานข้าวเย็นด้วยกัน…เจ้าลูกชายสองคน ได้พูดถึงว่า “อีกประมาณ ๘๐ กว่าวันแล้วสินะที่แม่ก็จะเกษียณแล้ว…เป็นห่วงแม่ว่า หากเกษียณแล้ว กลัวแม่เครียด เพราะไม่มีงานทำ”…ผู้เขียนได้มองหน้าพ่อบ้าน และลูกสองคน แล้วก็อมยิ้มกับสิ่งที่พวกเขาพูด…แม่ได้แต่สายหน้าและปฏิเสธว่า “มันไม่เป็นแบบที่พวกเจ้าว่าหรอก”…ลูกสองคนยังพูดต่อว่า “แม่ยังไม่เกษียณ แม่ยังไม่รู้หรอก”…ผู้เขียนก็อดขำเจ้าสองตัวไม่ได้ ในใจแม่ก็นึกว่า…"เป็นเพราะพวกเธอไม่รู้ใจแม่จริง ๆ ว่า แม่เป็นคนอย่างไรมากกว่า…ใช่พวกเธออาจเห็นคนอื่นที่เขาเกษียณแล้วเป็นกัน…แต่เธอไม่รู้ว่าตัวแม่จะไม่เหมือนคนอื่น ใจแม่จะไม่เหมือนใจของคนอื่น สิ่งต่าง ๆ ที่แม่ฝึกมา นั่นคือ รายทางการใช้ชีวิต และการฝึกจิตใจของแม่ตลอดเวลา เพียงแต่มีความเข้าใจลูกในความห่วงใย"…

ผู้เขียนตอบว่า …"ไม่ต้องห่วงแม่หรอก แม่มีอะไรจะทำมากมายจนตายนะจะบอกให้ อย่าได้ห่วงเลย แม่ไม่เหมือนกับคนเกษียณคนอื่น สิ่งเหล่านี้ คือ สิ่งที่แม่ฝึกมา"…นี่คือ อาการเป็นห่วงของเจ้าสองคนที่ห่วงแม่ กลัวแม่เครียดหากไม่มีงานทำแล้ว เพราะตลอดชีวิตที่พวกเขาเกิดมา เขาจะเห็นแต่พ่อกับแม่ทำแต่งานกัน…โดยเฉพาะงานหลวงที่ผู้เขียนได้รับราชการมา…พวกเขาจึงเข้าใจชีวิตของพ่อกับแม่ที่ทุ่มเทให้กับการทำงานภาครัฐ…ผู้เขียนได้แต่ยิ้มกับพ่อบ้าน แล้วแอบมานั่งพูดกันในรถยนต์ตอนขับกลับมาบ้านในเมืองว่า “พวกลูก ๆ เขาเห็นแต่เราทำงานกัน แต่เขาไม่รู้ว่าชีวิตจริงของพวกเรานั้นเป็นอย่างไร” ผู้เขียนยังบอกกับพ่อบ้านว่า “นิสัยของผู้เขียนเหมือนแม่บัว…อยู่เฉย หรืออยู่นิ่งไม่เป็น งานบนโลกนี้มีมากมายที่จะทำ ขึ้นอยู่กับใจของเราละทิ้งความโลภ ยศ ตำแหน่งได้หรือไม่มากกว่า และรายทางของการใช้ชีวิต แต่ละคนได้ฝึกการละทิ้ง และเข้าใจเรื่องแบบนี้กันหรือเปล่ามากกว่า”…สำหรับผู้เขียนบอกเลยว่า เรื่องยศ ตำแหน่ง มิได้อยู่ในหัวของผู้เขียนเลยแม้สักนิด เพราะฝึกเสมอกับเรื่องของการเข้าใจในความเป็นจริงของชีวิต หากเข้าใจจริง ๆ แล้ว ก็สามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขบนโลกใบนี้ได้อย่างสบายใจค่ะ…่

ตลอดรายทางของการดำเนินชีวิตในการรับราชการของแม่ตลอดอายุ ๖๐ ปี แม่มีหลักธรรมในการนำมาใช้กับชีวิตของ “แม่บุษ” เสมอลูก…แม่บุษจึงไม่กลัวในสิ่งที่เมื่อแม่เกษียณอายุแล้ว เพราะแม่จะเป็นคนไม่ประมาทต่อชีวิต…แม้รับราชการอยู่ แม่ก็ทำสิ่งอื่นประกอบควบคู่ไปด้วยเสมอ ถ้ามีเวลาว่าง นี่คือ การไม่เหมือนใครในการใช้ชีวิตของพ่อกับแม่…ขอจงอย่าได้ประมาทต่อการใช้ชีวิตลูก

***********************************

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติเข้ามาในบันทึกนี้ค่ะ

บุษยมาศ แสงเงิน

๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๕