รีวิว Spiderhead: สไปเดอร์เฮด (2022 netflix)


รีวิว Spiderhead:  สไปเดอร์เฮด (2022 netflix) ยาพูดคล่องทำให้พวกเขาพูดจาฉะฉาน ยาความรักทำให้พวกเขาตกหลุมรักกันอย่างง่ายดาย อย่าทรมานทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บปวด ยาโลกสวยทำให้พวกเขาเห็นสิ่งต่าง ๆ งดงาม นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสไปเดอร์เฮด เรือนจำเทคโนโลยีสุดล้ำ แต่แท้จริงแล้วไม่มีอะไรเป็นอย่างที่เห็น

ดูคลิปรีวิวหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

สไปเดอร์เฮด เล่าเรื่องราวของเรือนจำสุดไฮเทคบนเกาะกลางทะเลชื่อสไปเดอร์เฮด เป็นที่คุมขังนักโทษอุฉกรรจ์ แต่เซ็นสัญญากับรัฐ ให้ย้ายตัวเองเข้ามาอยู่ในเรือนจำที่ค่อนข้างมีอิสระในการใช้ชีวิต แต่ต้องแลกมากับการทดลองยา โดยมีหัวหน้าคือสตีฟ เขาจะฉีดยาที่มีผลต่ออารมณ์ของนักโทษที่อาสาสมัคร เพื่อทดสอบยาที่มีออกฤทธิ์แตกต่างกันไปให้กับนักโทษแต่ละคน นักโทษจะต้องติดกล่องยาบรรจุแคปซูลกับกระดูกสันหลัง การฉีดยาจะถูกควบคุมโดยสตีฟและผู้ช่วยของเขา ยาแต่ละชนิดจะออกฤทธิ์ต่างกันเช่น

ยาพูดคล่องทำให้พวกเขาพูดจาฉะฉานแม้จะอยู่ในภาวะไม่อยากพูด ยาความรักทำให้พวกเขาตกหลุมรักกันอย่างง่ายดาย และมีความสัมพันธ์โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันมาก่อน ยาอารมณ์ดีทำให้มีความสุขแล้วหัวเราะได้ตลอดเวลาทั้ง ๆ ที่มีความทุกข์อยู่ ยาทรมานทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บปวดรวดราวจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ยาโลกสวยทำให้พวกเขาเห็นสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเลวร้ายแค่ไหนก็งดงามได้ และดูเหมือนว่านักโทษทุกคนนั้นต่างก็ยินดีจะรับยาพวกนี้

แต่นักโทษคนหนึ่งชื่อว่าเจฟฟ์ ที่รับยาพวกนี้มาบ่อยครั้งจนแทบนับไม่ได้ และไม่ว่าจะถูกให้ยาชนิดไหนเขาก็แทบจะไม่เคยปฏิเสธ เพราะนี่มันคือเสมือนการลงโทษตัวเองต่อความผิดบาป ที่เขาได้เธอกระทำไว้กับคนที่เขารักจนตัวเองไม่มีวันให้อภัย ยาที่เขาถูกฉีดให้บ่อยครั้งที่สุดก็คือยาแห่งความรัก ทุกครั้งที่เขาถูกยาชนิดนี้ก็จะมีเพศสัมพันธ์อย่างดุเดือดกับผู้ทดลองอีกหนึ่งคนทุกครั้ง  

เจฟฟ์ได้พบกับนักโทษหญิงอีกคนหนึ่งที่ชื่อว่าราเชล ไม่นานเขาก็หลงรักเธอ

วันหนึ่งสตีฟ ได้นำราเชลเข้ามาในห้องทดลองโดยจะฉีดยาทรมานให้เธอ โดยให้เจฟฟ์เป็นผู้กดปุ่มปล่อยยาให้เธอ แต่เขากลับปฏิเสธเพราะการให้ยาโดยเฉพาะยาทรมานไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ก่อนหน้านี้เขาได้พบว่าสตีฟ เรือนจำสุดไฮเทค และยาที่ให้กับนักโทษนั้นมีลับลมคมในบางอย่าง ผิดหลักมนุษยธรรม ผิดกฏหมาย และจะส่งผลอันเลวร้ายต่อผู้คนทั้งโลกในอนาคต

สไปเดอร์เฮดเป็นหนังจาก netflix ที่สร้างมาจากเรื่องสั้นชื่อ Escape from Spiderhead ของ จอร์จ ซอนเดอร์ เผยแพร่ในเดอะนิวยอร์คเกอร์ นำแสดงโดยคริส เฮมส์เวิร์ธ ที่รับบทเป็นผู้ดูแลคุกสไปเดอร์เฮดและผู้วางแผนทดลองยาวิเศษ และ ไมลส์ เทลเลอร์ ผู้รับบทเจฟฟ์ เป็นนักโทษผู้รู้ถึงพิษภัยของยาวิเศษะต้องการจะถูกปลดปล่อยจากคุกนี้

หนังกำกับโดยโจเซฟ โคซินกี้ ผู้กำกับมากฝีมือที่เคยฝ่าผลงานไว้กับ Top Gun: Maverick (2022) , Oblivion (2013) , Torn: Legacy (2010) จากรายชื่อนักแสดงและผู้กำกับก็สามารถการันตีในเบื้องต้นได้ว่าสไปเดอร์เฮด น่าจะมีอะไรที่น่าสนใจและสร้างความประหลาดใจให้กับคนดู

แต่หลังจากดูจบแล้วส่วนตัวผมกลับรู้สึกว่าสไปเดอร์เฮด ไม่ได้มีอะไรที่สร้างความน่าสนใจหรือสร้างความประหลาดใจเลย หนังดำเนินเรื่องได้ค่อนข้างน่าเบื่อ วนเวียนอยู่แต่ในคุกสุดไฮเทค แต่ดูแล้วก็แทบไม่มีอะไรให้เห็นว่ามีแต่ความไฮเทคเลย

หนังวนเวียนอยู่กับการทดลองยาที่มีความหลากหลายอารมณ์ให้กับนักโทษ แล้วก็วนกลับเข้าสู่ปรัชญาที่ตั้งคำถามกับความถูกต้อง ระหว่างการลงโทษนักโทษให้คุมขังอย่างไร้อิสระทุกข์ทนในที่แคบ กับถูกคุมขังใจที่สบายอิสระแต่ต้องแลกกับการทดลองยาที่ผิดหลักมนุษยธรรม

ผนวกกับการนำเสนอความรู้สึกผิดบาปที่อยู่ภายในใจของนักโทษที่ได้กระทำความผิดไปในอดีต จนนำมาสู่การคุมขังในคุกแห่งนี้ แล้วหนังก็ได้บอกกับเราว่า เพราะเหตุใดนักโทษทุกคนนั้นจึงล้วนแล้วแต่ไม่มีใครอยากปฏิเสธยาถึงแม้จะรู้ว่าผลที่ได้รับนั้นจะทรมานมากมายขนาดไหนก็ตาม

ทั้งนี้หนังก็ได้แสดงให้เห็นภาพความกระทำผิดของตัวเอกในเรื่อง ที่เกิดขึ้นในอดีตแต่สลับกับเรื่องราวในปัจจุบันด้วย ซึ่งดูแล้วก็รู้สึกเข้าใจว่า ทำไมเขาถึงเลือกที่จะมารับโทษในการทดลองยาในคุกกลางทะเลแห่งนี้ และเมื่อตัวละครพูดว่าทำไมเขาถึงไม่ปฏิเสธยา เราก็เข้าใจได้ทันที แต่เสียดายที่เขาทำให้เห็นภาพแบบนี้กับตัวละครหลักเพียงคนเดียวเท่านั้น ตัวละครอื่นนำเสนอเพียงแค่การพูดจากปาก ก็เขาใจว่าน่าจะประหยัดงบประมาณ

นอกจากนี้ก็ยังเป็นการตั้งคำถามว่า คุกที่กักขังร่างกายและอิสรภาพ กับคุกที่กักขังความผิดบาปในใจสิ่งไหนน่ากลัวกว่ากัน

ในด้านการแสดงก็พอไปได้ไม่ได้มีอะไรติดขัด บุคลิกของสตีฟที่แสดงโดย คริส เฮมสวิร์ธ ดูแล้วก็ค่อนข้างน่ารำคาญพูดมากสมกับบุคลิกตัวละคร ดูแล้วก็รู้ทันทีเลยว่าไอ้ตัวละครตัวนี้ไม่ได้เป็นคนดีอย่างแน่นอน และก็ไม่น่าเชื่อว่าพี่ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้าของเราจะมาเล่นหนังอะไรแบบนี้

นอกจากนี้หนังก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก ก็แค่ทำให้เห็นว่ายาตัวที่รุนแรงที่สุดนั้นมันส่งผลต่อคนอย่างไรบ้าง แล้วเมื่อตัวละครเอกของเรื่องรับรู้ว่าคุกแห่งนี้ไม่ชอบมาพากลก็ต้องการจะแหกคุกแห่งนี้ไปก็เท่านั้นเอง

ส่วนอารมณ์ของหนังก็เรียบง่าย ไม่ได้ตึงเครียดจนเกินไป และไม่ได้เบาสบายจนเป็นหนังตลกไปเลย ก็นับว่ากลางๆและด้วยความที่กลางนี่เองจึงทำให้เรารู้สึกว่ามีอารมณ์น่าเบื่อกับหนังเรื่องนี้มากกว่าอารมณ์สนุกสนานเพลิดเพลิน

สไปเดอร์เฮด แม้จะให้ปรัชญาหรือแนวคิดกับคนดูแต่ก็ไม่ได้มากมายและหนักแน่นอะไรนัก หัวใจสำคัญที่ว่าด้วยการยอมรับความผิดบาป หนังหลายเรื่องก็ได้พูดไปหมดแล้ว

และหากจะพูดในแง่ของยาวิเศษ ก็ไม่สามารถเทียบอะไรได้กับยาวิเศษที่เกิดขึ้นในหนังหลาย ๆ เรื่องอย่าง Limitless (2011) หนังที่ทำให้เห็นว่ายาวิเศษสามารถพัฒนาสมองมนุษย์ให้กลายเป็นอัจฉริยะได้ หรือ Project Power (2020) หนังจาก netflix ที่ทำให้เห็นได้ยาวิเศษนั้นสามารถเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ได้

ดังนั้น จากที่กล่าวไปทั้งหมด Spiderhead ก็เป็นเพียงหนังที่มีอารมณ์ดิสโทเปีย หรือโลกในอุดมคติ ที่ต้องการจะทำให้โลกขาวสะอาดสดใสงดงาม แต่วิธีการที่จะนำทางไปนั้นกลับเป็นสีดำ ทั้งยังบอกว่าโลกจินตนาการที่มีแต่คนดีและสิ่งดีนั้นมันไม่มีอยู่จริงและไม่มีทางเป็นไปได้นั่นเอง

ก็นับว่าเป็นหนังที่พอดูได้ ทำงานบ้านไปทำการบ้านไป หรือเปิดทิ้งเอาไว้ในขณะอ่านหนังสือก็ได้ เปิดเอาไว้เป็นเพื่อนแก้เหงาก็ไม่เสียเวลาครับ

5.5/10
@วาทิน ศาสติ์ สันติ

#SuperReviewChannel 
#Spiderhead2022 #SpiderheadNetflix
#สไปเดอร์เฮด

หมายเลขบันทึก: 703128เขียนเมื่อ 20 มิถุนายน 2022 17:58 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 มิถุนายน 2022 17:58 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี