แรงงานข้ามชาติและครอบครัว ภายใต้หลักกฎหมายการทูตและการกงสุล


ในปัจจุบันมีการเคลื่อนย้ายของแรงงานเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่เข้าเมืองแบบถูกกฎหมาย และไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งย่อมได้รับการปฏิบัติ หรือมีสิทธิที่ควรได้รับที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งออกนอกประเทศ และเข้ามาในประเทศ แรงงานที่เข้ามาย่อมได้รับสิทธิจากประเทศที่ตัวเองจากมา และประเทศที่เข้ามาทำงาน ย่อมมีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในการจัดการสิทธิพื้นฐานของแรงงานข้ามชาติและครอบครัว หลักกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องของการทูตและการกงสุล จึงมีขอบเขตในเรื่องของกลไกในการดำเนินความสัมพันธ์ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยผ่านสนธิสัญญา ข้อตกลงระหว่างรัฐ ที่มีความตกลงร่วมกัน ในการจัดการเรื่องของแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในรัฐของตนเอง ร่วมถึงการดำเนินงานในด้านเอกสารที่จะส่งแรงงานของตนเองไปอีกรัฐหนึ่ง จะมีการดำเนินผ่านทางกงสุลของประเทศตนเอง

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการทูตและการกงสุล  จะดำเนินผ่านทาง "ทูตและกงสุล" ซึ่งเป็นตำแหน่งของบุคคลในกระทรวงการต่างประเทศของรัฐที่ทำหน้าที่ผู้แทนของรัฐอธิปไตย  ซึ่ง "บุคคลที่ดำรงตำแหน่งทูต" ทำหน้าที่แสดงตนแทนรัฐอธิปไตยผู้ส่งตัวทูต ในการดำเนินความสัมพันธ์ทางทูตกับรัฐอธิปไตยซึ่งเป็นรัฐเจ้าของดินแดนที่รับตัวทูต โดยยึดหลักตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ. 1961  "บุคคลที่ดำรงตำแหน่งกงสุล" ทำหน้าที่แสดงตนแทนรัฐอธิปไตยผู้ส่งตัวกงสุล ในการทำงานกงสุลเพื่อดูแล (๑) คนสัญชาติของตน ซึ่งปรากฏตัวบนดินแดนของรัฐอธิปไตยซึ่งเป็นรัฐเจ้าของดินแดนที่รับตัวกงสุล  และ (๒) คนสัญชาติของรัฐดังกล่าวหรือคนอื่นๆ  ซึ่งต้องการขอวีซ่าเข้าประเทศของรัฐผู้ส่งตัวกงสุล หรือทำกิจกรรมอื่นๆ กับรัฐผู้ส่งตัวกงสุลโดยยึดหลักตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางกงสุล ค.ศ. 1963

ซึ่งในเรื่องของแรงงานข้ามชาติ ต้องมีเรื่องการขอเอกสารรับรองประกอบหนังสือเดินทางที่ประเทศต่าง ๆ ออกให้แก่ผู้เดินทาง เพื่อใช้เข้าพำนักภายในเขตแดนของประเทศนั้น ๆ ในช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้นั้นคือ วีซ่า เพื่อเข้าไปทำงานในอีกรัฐหนึ่ง หลักกฎหมายกงสุลมีหน้าที่ที่จะออกวีซ่าในการเดินทางข้ามประเทศของตัวแรงงานและครอบครัว รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการเข้าเมืองของแรงงานที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ กลไกของหลักกฎหมายการทูตและการกงสุล ต้องมีเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องอื่นๆ เข้ามาด้วย รวมถึงอนุสัญญา หรือสนธิสัญญาระหว่างรัฐภาคีต่างๆ มีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อย่างอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานอพยพทั้งปวงและสมาชิกครอบครัวของเขา (International Convention on the Protection of the Rights of All Migrant Workers and Members of Their Families = ICPRMWF) ค.ศ.1990 เป็นอนุสัญญาที่มีที่มาจาก ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่ต้องการเน้นย้ำถึงการไม่เลือกปฏิบัติต่อมนุษย์ว่าจะเป็นความแตกต่างทางเพศ สัญชาติ ศาสนา ที่ต้องการให้เกิดความเท่าเทียมของมนุษย์ ในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติและครอบครัว ระบุถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่แรงงานควรจะได้รับ ทั้งแรงงานถูกกฎหมายและที่เข้ามาไม่ถูกกฎหมายนั้นคือ แรงงานต่างด้าว นั้นเอง เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้รับ และรัฐที่เป็นภาคี มีหน้าที่ที่จะให้ความคุ้มครองพวกเขา รวมถึงครอบครัวของพวกเขาด้วย จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ของรัฐหนึ่งในภาคี มีผลต่ออีกรัฐหนึ่งด้วยตามหลักกฎหมาย เพื่อก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัฐ และเป็นผลดีต่อแรงงานข้ามชาติ ที่ข้ามไปทำงานในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศของตนเองให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายที่ควรจะได้รับ ซึ่งนั้นแสดงถึงการดำเนินทางการทูตและการกงสุลผ่าน อนุสัญญาระหว่างรัฐ และรวมถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ทุกประเทศต้องคำนึงถึงไว้เป็นหลัก 

          นานาประเทศมีการกำหนดในเรื่องของการกงสุล และการปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติ เป็นของตนเองตามหลักอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์การกงสุล และอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติที่รัฐได้เข้าเป็นภาคี โดยการออกเป็นวีซ่าในลักษณะต่างๆ วีซ่าคือ เอกสารรับรองประกอบหนังสือเดินทางที่ประเทศต่าง ๆ ออกให้แก่ผู้เดินทาง เพื่อใช้เข้าพำนักภายในเขตแดนของประเทศนั้น ๆ ในช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้ รัฐต้องมีการออกเป็นวีซ่าทำงาน เพื่อให้แรงงามข้ามชาติมา สามารถทำงานในรัฐนั้นได้อย่างถูกต้อง ยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ที่มีการออกระบบ EPS (Employment Permit System for Foreign Worker) คือระบบการอนุญาตจ้างแรงงานต่างชาติ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม โดยอนุญาตนายจ้างที่ไม่สามารถว่าจ้างแรงงานในประเทศให้สามารถว่าจ้างแรงงานต่างชาติได้ในจำนวนที่เหมาะสมอย่างถูกต้อง รวมทั้งป้องกัน การละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติ ด้วยการไม่อนุญาตให้มีนายหน้าจัดหางาน ซึ่งที่ผ่านมามีการเรียกค่าหัวแรงงานอย่างไม่เป็นธรรมเพื่อลดการเลือกปฏิบัติ ส่งเสริมความเท่าเทียมด้านสิทธิมนุษยชน และให้ความช่วยเหลือต่อแรงงานข้ามชาติที่ประสงค์จะเข้ามาทำงานในรัฐของตนเพื่อพ้นจากความทุกข์ยากที่แรงงานเผชิญอยู่ใน ณ ขณะนั้น จะเห็นได้ว่าการดำเนินทางการทูต และการกงสุลในเรื่องของแรงงานข้ามชาติ จะให้ความสำคัญในเรื่องของสิทธิของคนชาติตนเอง และรวมไปถึงคนชาติอื่นที่เข้ามาในประเทศของตนให้ได้รับความเท่าเทียม ไม่เกิดการเลือกปฏิบัติ ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

          การดำเนินทางการทูตและการกงสุลของประเทศไทยในเรื่องของแรงงานข้ามชาติ มีการออกพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ที่บัญญัติถึงแรงงานที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยได้บัญญัติว่า แรงงานต่างด้าว คือบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย ตามมาตรา 5 แรงงานต่างด้าวต้องมีใบอนุญาตทำงาน โดยออกตามกฎกระทรวง และยังมีการออกใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย เพื่อประกบธุรกิจ กิจการ หรือลูกจ้าง จำเป็นต้องยื่นขอการเปลี่ยนประเภทการลงตราตามกฎหมายของราชอาณาจักรไทยว่าด้วย ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยต้องยื่นขอการเปลี่ยนแปลงประเภทการลงตราเป็น Non-Immigrant Visa ''B'' หรือวีซ่าประเภทธุรกิจ และเมื่อทำการเปลี่ยนลงตราเรียบร้อยแล้วนั้น จำเป็นต้องยื่นขอใบอนุญาติทำงาน หรือ work permit มิฉะนั้นจะไม่สามารถทำงานในราชอาณาจักรไทยได้ เป็นการดำเนินผ่านทางกงสุลของไทย ในการให้สิทธิการทำงานของแรงงานข้ามขาติ ทั้งแบบที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย และผิดกฎหมาย เพราะประเทศไทยมีการขาดแคลนแรงงานฝีมือ ทำให้ประเทศไทยมีการรับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเยอะมาก และเพื่อเป็นการไม่ให้มีการเอาเปรียบจากนายจ้าง ประเทศไทยจึงให้มีการออกใบอนุญาตทำงานต่อแรงงานนั้นเอง แต่ในเรื่องของสิทธิที่แรงงานต่างด้าวและครอบครัวจะได้รับ กฎหมายประเทศยังไม่ครอบคลุมถึงสิทธิของครอบครัวแรงงานข้ามชาติที่เป็นต่างด้าว จึงยังไม่ได้รับสิทธิเท่ากับแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาถูกกฎหมาย ยกตัวอย่าง สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่แรงงานต่างด้าวจะได้รับสิทธิ์การได้รับวัคซีน หรือได้รับการรักษาที่ยังไม่ทั่วถึง รวมถึงสิทธิที่จะได้รับการศึกษาในโรงเรียนของรัฐบาลในฐานะที่เป็นบุตรของแรงงานต่างด้าว ยังไม่ครอบคลุมมากพอ แต่ในอนาคตอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง เพราะในปัจจุบันมีการเคลื่อนย้ายแรงงานช้ามชาติเป็นจำนวนมาก อาจจะมีการทบทวนกฎหมาย และเพิ่มสิทธิของแรงงานต่างชาติและครอบครัวมากยิ่งขึ้น

          ดังนั้นขอบเขตของหลักกฎหมายการทูตและการกงสุลในเรื่องของแรงงามข้ามชาติ จะมีปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน และยังมีต่อไปในอนาคต และอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเพราะสังคม หรือวิวัฒนาการด้านอื่นเพิ่มเติมแต่ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับตามสัญชาติของตนเอง ย่อมมีอยู่แล้ว แต่สิทธิของคนที่ไม่ใช่คนชาติของตนเอง จะได้รับสิทธิที่มากกว่านี้ ตามหลักมนุษยชนที่ไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติได้หรือไม่ แล้วรัฐจะมีความตกลงให้เป็นอย่างเดียวกันได้หรือไม่ ต้องมีการเจรจาผ่านทางการทูตของแต่ละประเทศว่าควรที่จะมีการปฏิบัติอย่างไร ต้องยอมรับว่าการดำเนินงานของทูตและกงสุล ขึ้นอยู่กับความตกลงระหว่างรัฐ และความตกลงของรัฐคือกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ทุกรัฐมีความเท่าเทียมกันไม่สามารถมีรัฐไหนเหนือกว่ารัฐอื่นได้

 

ที่มา

เอกสารประกอบคำบรรยายวิชาปัญหากฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการทูตและการกงสุล น.749 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยอาจารย์พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

เอกสารประกอบคำบรรยายเรื่อง Unskilled Workers : การไปทำงานสาธารณรัฐเกาหลีตามระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ (EPS) วีซ่า E-9 มหาวิทยาลัยหอการค้า โดยนารินทร์ คง

พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551

อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานอพยพทั้งปวงและสมาชิกครอบครัวของเขา (International Convention on the Protection of the Rights of All Migrant Workers and Members of Their Families = ICPRMWF) ค.ศ.1990

https://www.thaivisacenter.com/14945321/%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%97

หมายเลขบันทึก: 702723เขียนเมื่อ 20 พฤษภาคม 2022 17:05 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 พฤษภาคม 2022 17:51 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี