หนังสือ Ultralearning : Accellerate Your Career, Master Hard Tasks and Outsmart the Competition (2019) เขียนโดย Scott H. Young แนะนำวิธีเรียนที่บรรลุผลเร็วและลึก ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เขาเรียกคนที่มีสมรรถนะเรียนรู้แบบนี้ว่า ultralearner โดยเสนอว่า คนทุกคนเป็น ultralearner ได้
Ultralearner เป็นผู้กำกับการเรียนรู้ของตนเอง ให้สามารถเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้สำเร็จในเวลาสั้น โดยมีการเรียนรู้อย่างมีกลยุทธ (strategic) และเอาจริงเอาจัง (aggressive) หรืออย่างมุ่งมั่น
ย้ำนะครับ ultralearner ไม่มุ่งให้คนอื่นมาจัดการการเรียนรู้ของตนเอง แต่มุ่งจัดระบบเรียนรู้ของตนเอง ด้วยตนเอง ultralearner จึงต้องเป็นคนที่มีพื้นฐานสมรรถนะกำกับตนเองได้ (self-regulation) อย่างน้อยๆ ก็กำกับให้ไม่ตกเป็นเหยื่อของแรงดึงดูดของสารพัดสิ่งเย้ายวน รวมทั้งรู้จักหาตัวช่วยมาทำให้บรรลุเป้าหมายได้
เครื่องมือแรกคือ เรียนรู้วิธีเรียน (learn how to learn) ที่เรียกในภาษาวิชาการว่า metalearning โดยฝึกมองภาพใหญ่ของสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ ด้วย metalearning map ที่แยกเรื่องที่จะเรียนออกเป็น ๓ ส่วนคือ (๑) หลักการ (concepts) ซึ่งต้องเรียนโดยทำความเข้าใจ (๒) ความจริง (facts) ที่จะต้องจำ และ (๓) วิธีการ (procedures) ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องฝึก หรือลงมือทำ เมื่อแยกหรือแจกแจงออกเป็น ๓ ส่วนเช่นนี้ เราก็จะเข้าใจว่าจะเรียนส่วนไหนอย่างไร หาตัวช่วยแบบไหน เช่นหากเรื่องที่จะเรียนมีส่วนที่ต้องใช้ความจำมาก เราอาจหา digital App มาช่วยให้เราเล่นเกมทบทวนความจำ
เครื่องมือที่ ๒ ทำ Roadmap ของโครงการ ultralearning นั้นๆ สำหรับดำเนินการตามแผนและยุทธศาสตร์
เครื่องมือที่ ๓ หาวิธีช่วยให้ใจจดจ่อกับโครงการ ultralearning นั้น ไม่ถูกเรื่องอื่นมารบกวนจิตใจ หรือมาดึงดูดความสนใจ โดย (๑) ใช้ Pomodoro Technique (๒) ปิดเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดในช่วงเวลานั้น (๓) ใช้วิธีเรียนสลับเป็นช่วงๆ สลับกับกิจกรรมอื่น (interleaving) ไม่เรียนตะลุยรวดเดียว (๔) เรียนตามความแจ่มใสของสมอง ช่วงที่สมองแจ่มใสเหมาะสำหรับฝึกสิ่งที่ต้องทำซ้ำๆ เช่นซ้อมดนตรี ช่วงที่สมองล้าเหมาะสำหรับการคิดแหวกแนวหรือเชื่อมความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นการฝึกความสร้างสรรค์ ช่วงสมองแจ่มใสเหมาะกับกิจกรรมที่ไม่ซับซ้อน ช่วงสมองล้าเหมาะกับกิจกรรมที่ซับซ้อน
เครื่องมือที่ ๔ หาวิธีเรียนสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้สู่ทักษะระดับเชื่อมโยง (transfer) โดยเร็ว โดย (๑) ฝังตัวในสถานการณ์จริง (immersive learning) เช่นไปเรียนภาษาฝรั่งเศสที่ประเทศฝรั่งเศส (๒) เรียนในสถานการณ์จำลอง (simulation) เช่นนักบินเริ่มเรียนจากห้อง flight simulator
ท่านที่ต้องการเรียนรู้เรื่อง การเรียนรู้ระดับเชื่อมโยง ในระดับลึก อ่านได้จากหนังสือ ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง
เครื่องมือที่ ๕ การฝึกอย่างเคี่ยวกรำ (drilling) เพื่อให้มีทักษะระดับดีเลิศ เช่นกรณีนักกีฬาที่ต้องการเป็นแชมเปี้ยน แต่ไม่ควรฝึกแบบเคี่ยวกรำทันที ควรฝึกตามปกติก่อน เพื่อหาจุดอ่อนที่จะต้องฝึกอย่างเคี่ยวกรำเพื่อแก้ไขจุดอ่อนเป็นจุดๆ ที่เรียกว่า direct-then-drill approach
งานบางอย่างมีขั้นตอนที่ถือได้ว่าเป็นจุดคอขวด เช่นต้องการฝึกเป็นนักบัญชี แต่ไม่มีทักษะโปรแกรม Excel จะต้องฝึก Excel อย่างจริงจังจนใช้งานได้ดีก่อน
การฝึกอย่างเคี่ยวกรำ มีวิธีการเฉพาะด้าน เช่นในด้านภาษาต้องฝึกจำคำศัพท์ การออกเสียง สะกดคำ เป็นต้น งานด้านสร้างสรรค์ ควรฝึกด้วยการลอกเลียน เช่นฝึกวาดรูปโดยลอกรูปของศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
เครื่องมือที่ ๖ ใช้วิธีทบทวนความจำ (recall) เพื่อช่วยการเรียน มีผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัย Purdue บอกว่าวิธีทบทวนความจำ (เมื่ออ่านจบไปบทหนึ่ง ปิดหนังสือแล้วนึกทบทวนว่ามีสาระสำคัญอะไรบ้าง หรือเขียนลงกระดาษ) ดีกว่าวิธีอ่านทวน (review) โดยอ่านทวนทั้งหมด หรือขีดเส้นใต้แล้วอ่านทวนส่วนที่ขีดเส้นใต้
วิธีทบทวนความจำรูปแบบหนึ่งทำโดยอ่านไปตั้งคำถามไป แล้วกลับมาตอบคำถามเมื่ออ่านจบ
เครื่องมือที่ ๗ สร้างการป้อนกลับ (feedback) คุณภาพสูง เพื่อหาจุดอ่อนที่จะต้องแก้ไข โดยใช้การป้อนกลับ ๓ รูปแบบคือ (๑) การป้อนกลับเพื่อแก้จุดอ่อนเฉพาะจุด (corrective feedback) (๒) การป้อนกลับเพื่อบอกข้อมูล (informational feedback) จุดอ่อนกว้างๆ และ (๓) การป้อนกลับเพื่อบอกระดับผลงาน (outcome feedback) โดยให้ความสำคัญตามลำดับ ๑, ๒, ๓
จะให้ฝึกได้ผลดียิ่งขึ้น ต้องตั้งเป้าให้ยากมากจนเราทำไม่ได้ตามนั้น เพื่อให้ได้รับการป้อนกลับจากความล้มเหลวนั้น เรียกว่า fail for feedback
และต้องไม่ลืมใช้พลังของการป้อนกลับเพื่อบอกว่าวิธีเรียนที่เราใช้ ให้ผลดีแค่ไหน เขาเรียกการป้อนกลับแบบนี้ว่า meta-feedback ซึ่งทำได้ง่ายๆ โดยจับเวลาว่าเรียนรู้ได้เร็วแค่ไหน การป้อนกลับนี้มีประโยชน์ช่วยให้เราปรับปรุงหรือเปลี่ยนวิธีเรียนรู้
ย้ำนะครับว่า ผู้เรียนต้องจัดการให้ตนได้รับการป้อนกลับเหล่านี้
เครื่องมือที่ ๘ ระบบช่วยความจำ เขาแนะนำ Space Repetition System ซึ่งมีวิดีทัศน์สั้นๆ แนะนำหลักการและวิธีใช้ที่ (๑) และมี App เพื่อช่วยหยิบยกประเด็นขึ้นมาทบทวน หรือใช้งาน บ่อยมากน้อยตามระดับความสำคัญของประเด็น และในบางประเด็นอาจทบทวนซ้ำๆ จนเข้าสู่สภาพ overlearning คือไม่มีวันลืม
เครื่องมือที่ ๙ ปัญญาญาณ (intuition) การเรียนรู้ในระดับนี้ เกิดจากการดื่มด่ำในหลักการ และปฏิบัติการ อย่างเข้มข้น และยาวนาน เป็นเส้นทางที่ไม่มีทางลัด
เครื่องมือที่ ๑๐ ทดลอง หรือฝึกฝน อย่างมีกลยุทธ (strategic experimentation) ซึ่งผมตีความว่า เป็นการฝึกปฏิบัติโดยใช้วงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Kolb’s Experiential Learning Cycle)
ผู้เขียนให้ข้อสรุปย่อหนังสือไว้ที่ (๒)
วิจารณ์ พานิช
๑๑ เม.ย. ๖๕