วารสาร Sciance ฉบับวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๕ เป็นฉบับพิเศษ ว่าด้วย โควิด ๑๙ บังเอิญวันเดียวกันนี้ การประชุมกลุ่มสามพราน ที่มีชื่อเป็นทางการว่า การประชุมวิชาการเพื่อพัฒนาเครือข่ายสังคมสุขภาวะและนโยบาย ก็คุยกันเรื่องโควิด ๑๙ สองเรื่อง คือ (๑) เรื่องการวิจัยเพื่อนำไปใช้กำหนดนโยบาย โควิด โดย รศ.ดร.วรรณฤดี อิสรานุวัฒน์ชัย (ดร. มิ้งค์) ผู้อำนวยการ HITAP เน้นที่การศึกษา cost-effectiveness ของวัคซีน และ (๒) ผลการศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย การศึกษาในสถานการณ์จริง โดย ศ.นพ.ภาสกร ศรีทิพย์สุโข หัวหน้าศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางวิชาการด้านระบาดวิทยาประยุกต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เห็นได้ชัดเจนว่า ในวิกฤติมีโอกาสแฝงอยู่ และสังคมไทยก็ได้เผชิญวิกฤตินี้ได้ผลดีในระดับน่าภาคภูมิใจ และในฐานะคนแก่ผมก็ภูมิใจมาก ที่มีส่วนสนับสนุนอยู่ข้างหลังในกรณี ดร. มิ้งค์ เพราะเธอทำงานเป็นผู้อำนวยการ HITAP ที่ผมเป็นประธานมูลนิธิ ที่ผู้นำขององค์กรคือเลขาธิการมูลนิธิได้แก่ ศ. นพ. ยศ ตีระวัฒนานนท์ ผู้นำของ HITAP ทั้งสองท่านนี้ ทำให้หน่วยงานเข้าไปทำงานเชื่อมโยงกับการวิจัยนโยบายรับมือ โควิด ไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ยังเชื่อมเครือข่ายออกไปต่างประเทศด้วย ค้นรายงาน policy brief เรื่องข้อเสนอนโยบายสุขภาพในเว็บไซต์ของ HITAP ได้ที่ (๑)
มีรายละเอียดของงานวิจัยที่เสมือนสร้างรถถังในสนามรบ คือทำงานพัฒนาหลักฐานในสถานการณ์จริงเพื่อใช้งานกำหนดนโยบายรับมือสถานการณ์ เรื่องมาลงที่ระบบข้อมูลของประเทศ ที่เราเห็นโอกาสพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบข้อมูล สำหรับนำมาวิเคราะห์ ใช้ในการพัฒนากิจการต่างๆ ซึ่งในที่นี้คือการรับมือการระบาดใหญ่คราวนี้ที่ยังไม่ยุติ และในโอกาสหน้า และอีกโอกาสพัฒนาคือ วัฒนธรรมความร่วมมือข้ามหน่วยงาน ที่คนหมกมุ่นเรื่องการเรียนรู้อย่างผม นึกถึงการจัดการศึกษาให้เด็กและเยาวชนมีทักษะ (สมรรถนะ) ร่วมมือ (collaboration) เพื่อเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะได้มีนิสัยร่วมมือในการทำงาน ผมมองว่าการแก้โรค siloism ในสังคม ต้องปูพื้นฐานตั้งแต่เด็ก
เรื่องที่สองการศึกษา vaccine effectiveness ในสถานการณ์จริงของไทย แล้วสามารถนำไปตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติระดับ high impact ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ เป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ ผมได้เรียนรู้ว่า มีรายงานผลการวิจัย vaccine effectiveness ลงตีพิมพ์ใน New England J of Medicine เมื่อ ๒ มีนาคม ๒๕๖๕ นี้ (๒) โดยศึกษาผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนเกือบ ๙ แสนคน
มีคนบอกว่า เพราะสถานการณ์โควิด ทำให้วงวิชาการไทยพัฒนาศักยภาพในการทำวิจัย vaccine effectiveness ได้ถึง ๑๐ ทีม ผลงานวิจัยนี้ และผลงานในต่างประเทศ บอกเราเรื่องผลของการฉีดวัคซีน ว่าแตกต่างกันในต่างสายพันธุ์ของโควิด โอมิครอนป้องกันการติดเชื้อโดยวัคซีนยากกว่ามาก ประเทศไทยมีความรู้เรื่องนี้สำหรับใช้ปรับนโยบายวัคซีนได้เป็นอย่างดี
ที่จริงวัคซีนโควิดเพิ่งออกมาเมื่อต้นปีที่แล้วนี่เอง และเริ่มด้วยความขาดแคลนประเทศต่างๆ แย่งกันอุตลุด เวลานี้มีเหลือเฟือ คุณหมอสุวิทย์ บอกว่าเวลานี้วัคซีนโควิดในประเทศไทยมีเหลือใช้ ต้องเอาออกบริจาค
ผมเสนอต่อที่ประชุมว่า ผู้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับโควิด น่าจะได้สะท้อนคิดด้วยคำถาม classic ว่า หากย้อนเวลากลับได้ ตนจะดำเนินการแตกต่างจากที่ได้ทำไปอย่างไรบ้าง เพราะอะไร แต่นั่นยังเป็นแค่การจำลองสถานการณ์เพื่อหมุนวงจรเรียนรู้เดี่ยว (single-loop learning) ผมเสนอว่า ควรคิดในระดับ double-loop learning คือตั้งคำถามว่าจะกำหนดนโยบายแตกต่างไปอย่างไร
จะยิ่งดี หากหมุน double-loop learning ไปข้างหน้า เพื่อพัฒนาระบบต่างๆ ไว้รับมือวิกฤติการระบาดใหญ่ในอนาคต หรือจริงๆ แล้วการระบาดใหญ่ครั้งนี้ยังไม่ยุติ double-loop learning ยังใช้กับการระบาดใหญ่ในขณะนี้ได้ด้วย
ในฐานะผู้เฝ้าดูอยู่ห่างๆ ผมใส่แว่นมองโลกแง่ดีได้ง่าย แต่ก็ได้ฟังผู้ อยู่ใน “สนามรบ” ระบายความขมขื่นของการแย่งชิงบทบาทระหว่างหน่วยงาน ที่คนแก่อย่างผม ชาชินมากับตัวเอง และไม่ถือเป็นอารมณ์ ไม่จดจำ ให้อภัย
กลับมาที่วารสาร Science (๓) เขาบอกว่า ได้เวลาใคร่ครวญสะท้อนคิด ในวารสารฉบับนี้จึงมีเรื่องโควิดหลากหลายมุม เช่นเรื่อง ยุติการระบาดใหญ่ก่อนจะเริ่ม เรื่อง ฟื้นสู่สภาพที่ดีกว่าเดิม แถมด้วยเรื่อง นักวิทยาศาสตร์ในแนวรบยูเครน ที่เป็นคลื่นวิกฤติโลกลูกใหม่
เป็นข้อสะท้อนคิดให้เห็นว่า วิชาการที่ดีย่อมแนบแน่นอยู่กับชีวิตจริง สถานการณ์จริง
วิจารณ์ พานิช
๑๑ มี.ค. ๖๕