บันทึกชุด สมรรถนะอนาคต นี้ ตีความจากหนังสือ Future Skills : The Future of Learning and Higher Education (2020) เขียนโดย Ulf-Daniel Ehlers  ศาสตราจารย์ด้าน Lifelong Learning and Educational Management  แห่ง University of Augsburg  เยอรมนี และ University of Maryland สหรัฐอเมริกา    ผมเขียนบันทึกชุดนี้ เพื่อร่วมขบวนการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะให้แก่สังคมไทย   

ความเป็นผู้กระทำการหรือก่อการ (agency) เป็นสมรรถนะแห่งอนาคตสำคัญยิ่ง   ผมเขียนเรื่องนี้ไว้โดยละเอียดในบันทึกชุด เอื้อระบบนิเวศเพื่อครูเป็นผู้ก่อการ    โดยที่ในบันทึกชุดดังกล่าว เน้นที่ครู    แต่ความเป็นผู้ก่อการเป็นสมรรถนะที่จำเป็นต้องมีในคนทุกคน   

หัวใจของสมรรถนะอนาคตก็คือการสั่งสมคุณค่า เจตคติ ทักษะ และความรู้ เอาไว้ใช้ก่อการในอนาคต ที่ยังไม่ทราบว่าจะก่อการอะไร ในสถานการณ์ใด  หวังว่าการสั่งสมทุนสมรรถนะอนาคตนี้จะช่วยให้บุคคลผู้นั้นลงมือกระทำการจนประสบผลสำเร็จได้ เป็นผลดีต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศชาติ และโลก 

ในภาษาไทย เราแปลคำ agency ว่า “ความเป็นผู้ก่อการ”  “ผู้กระทำการ”  หรือ “ความเป็นผู้ไม่นิ่งดูดายต่อปัญหา”      โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาของส่วนรวม หรือของสังคม    ตรงกันข้ามกับความเป็นผู้เฉื่อยชานิ่งเฉย ต่อปัญหา   หากปัญหานั้นไม่กระทบถึงตนโดยตรง    ความเป็นผู้ก่อการแสดงออกเป็นการกระทำ หรือพฤติกรรม    แต่เริ่มต้นที่เจตคติ ความเชื่อ คุณค่า และความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ   เห็นคุณค่าของการลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนั้นๆ   

หากมองจากมุมของ สมรรถนะอนาคต   ความเป็นผู้ก่อการเกิดจากปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่าง สมรรถนะ ๓ หมวดคือ (๑) หมวดสมรรถนะเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง  (๒) หมวดสมรรถนะต่อผู้อื่นและต่อสิ่งของภายนอก (๓) หมวดสมรรถนะต่อระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น    โปรดสังเกตว่า คนที่จะเป็นผู้ก่อการได้ดีในอนาคตต้องสั่งสมพัฒนาทั้งสมรรถนะภายในตน และสมรรถนะด้านปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือสิ่งอื่น รวมทั้งปฏิสัมพันธ์กับโลกหรือระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น (รวมทั้งความสัมพันธ์กับระบบธรรมชาติ (ที่มนุษย์ไม่ได้สร้าง)   

ผมตีความว่า พฤติกรรมความเป็นผู้ก่อการ มีระดับตั้งแต่ไม่มีเลย หรือมีน้อย ไปหามาก    โจทย์ในที่นี้คือ ทำอย่างไรเราจะช่วยให้เด็กและเยาวชนของเราสั่งสมพัฒนาสมรรถนะอนาคต   ที่จะช่วยให้แสดงพฤติกรรมเป็นผู้ก่อการเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่    เพื่อให้ประเทศไทยเต็มไปด้วยพลเมืองผู้ก่อการ (agentic citizen)    

ดังกล่าวแล้วในบันทึกชุด เอื้อระบบนิเวศเพื่อครูเป็นผู้ก่อการ    ว่าสมรรถนะความเป็นผู้ก่อการนั้น ไม่ได้ขึ้นกับคุณสมบัติของตัวบุคคลเท่านั้น ยังขึ้นกับระบบนิเวศในอดีตที่หล่อหลอมบุคคล    และระบบนิเวศปัจจุบันขณะ ที่จะเอื้อหรือขัดขวางการริเริ่มกระทำการ (ในฐานะผู้ก่อการ) เพื่อเปลี่ยนแปลง      

สาระในหนังสือ Future Skills : The Future of Learning and Higher Education ชี้ให้เห็นความซับซ้อนของการเรียนรู้และสั่งสม คุณค่า  เจตคติ  ทักษะ และความรู้ เพื่อพัฒนาความเป็นผู้ก่อการ   โดยที่พฤติกรรมก่อการนั้นเกิดขึ้นแบบ “ด้นสด” (self-organized)    ไม่มีแบบแผนใดๆ กำหนดไว้ก่อน   

ด้วยคำอธิบายนี้ คนไทยก็มีความชำนาญสูงมากในการเป็น “ผู้ก่อการดนตรี”    เพราะดนตรีไทยเป็นศิลปะแห่งการ “ด้นสด”   ในลักษณะที่ฝึกกระบวนท่าจนชำนาญ  จนในที่สุดเล่นดนตรีเป็นวงได้อย่าง “ไร้กระบวนท่า”    คำอธิบายเดียวกันนี้ น่าจะใช้ได้กับกีฬาแบบทีม เช่นนักฟุตบอลล์   ดาราฟุตบอลล์ย่อมเป็น “ผู้ก่อการฟุตบอลล์” ในความหมายของ ความเป็นผู้ก่อการข้างต้น   

แต่เหตุใด นักดนตรี (ไทย) หรือนักฟุตบอลล์ (ไทย) เหล่านั้น   ในหน้าที่การทำงานราชการ จึงไม่แสดงความเป็นผู้ก่อการในหน้าที่การงานออกมา    คำตอบอยู่ในหนังสือ Future Skills : The Future of Learning and Higher Education    ที่ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นผู้ก่อการมีลักษณะจำเพาะต่อบริบท    ทั้งบริบทภายในตัวบุคคล  บริบทในระบบนิเวศที่เป็นบุคคลและสิ่งของโดยรอบ  และบริบทในปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ผ่านกฎเกณฑ์กติกาในหน่วยงาน และในสังคมภาพใหญ่   

อธิบายตามหลัก Future Skills หรือ Future Competencies   ความเป็นผู้ก่อการเกิดจากการพัฒนาและสั่งสมสมรรถนะ ๓ หมวดหรือ ๓ มิติ    คือ มิติที่ ๑ สมรรถนะภายในตน    มิติที่ ๒ สมรรถนะปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สิ่งอื่น    และมิติที่ ๓ สมรรถนะปฏิสัมพันธ์กับระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมทั้งกฎระเบียบข้อตกลงต่างๆ   

หากดูแผนผังสมรรถนะย่อย ๑๗ ตัว  ๓ มิติ  ในบันทึกที่ ๒    จะเห็นว่าสมรรถนะที่ตรงกับความเป็นผู้ก่อการมากที่สุดคือตัวที่ ๓ จากทางขวา ของมิติ สมรรถนะเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง (subject development-related dimension)   คือ สมรรถนะริเริ่มและดำเนินการจนสำเร็จ (initiative and performance competence)   แต่ไม่ใช่ขึ้นกับสมรรถนะนี้ตัวเดียว ยังขึ้นกับสมรรถนะอื่นๆ อีก ๑๖ ตัว มากบ้างน้อยบ้าง  แล้วแต่กรณี   

ตัวที่ผมคิดว่าสำคัญรองลงมาคือ สมรรถนะใช้ประโยชน์ความไม่ชัดเจน (ambiguity competence)    เพราะในโลกของความเป็นจริง ไม่ว่าในเรื่องของกิจการงาน หรือการดำรงชีวิตส่วนตัว    เราอยู่ในสภาพกำกวมไม่ชัดเจนทั้งสิ้น    และสภาพนี้จะยิ่งรุนแรงขึ้นมากในอนาคต    เดิมผมแปลสมรรถนะนี้ว่า “อดทนต่อความไม่ชัดเจน”   ซึ่งเมื่อตรวจสอบกับนิยามในหนังสือแล้วพบว่าผิด   เพราะเป็นคำแปลที่มองความกำกวมไม่ชัดเจนในแง่ลบ    จึงมองว่า ความกำกวมไม่ชัดเจน เป็นสิ่งที่ต้องอดทน สู้ได้    แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่เป็นผู้ก่อการต้องรู้จักใช้ความกำกวมไม่ชัดเจนในแง่บวก คือมองเป็นโอกาสสร้างสรรค์     เรื่องนี้ผมเขียนลงรายละเอียดไว้ที่ (๑) ที่จะนำออกเผยแพร่วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๕   

  อย่างไรก็ตาม สมรรถนะตัวแรกในมิติ  สมรรถนะเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง คือ สมรรถนะด้านจริยธรรม (ethical competence) เป็นสมรรถนะพื้นฐาน ที่ชักนำบุคคลให้เป็นผู้ “ก่อการดี” หรือ “ก่อการร้าย”    โดยที่ความเป็นผู้ก่อการหมายถึงก่อการดี ทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคมภาพรวม   สมรรถนะด้านจริยธรรม จึงเป็นสมรรถนะพื้นฐานที่สุด   

ไล่ มิติ  สมรรถนะเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง ต่อไปทางซ้าย สมรรถนะตัดสินใจ (decision competency)    เป็นสมรรถนะที่นำสู่การกระทำการ    และเชื่อมต่อกับสมรรถนะสร้างความหมาย (sensemaking)   ผมคิดว่าผู้ก่อการเป็นคนประเภทที่แสวงหาความหมายหรือคุณค่าในชีวิต   เพื่อการกระทำการที่ก่อผลดีต่อส่วนรวมหรือต่อสังคม

มิติที่ ๓ สมรรถนะปฏิสัมพันธ์กับระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น   มีความสำคัญต่อความเป็นผู้ก่อการทั้ง ๕ สมรรถนะย่อย คือ สมรรถนะสื่อสาร  สมรรถนะร่วมมือ  ความมุ่งมั่นส่วนตน  สมรรถนะอนาคตและการออกแบบ  และ การสร้างความหมาย    

จะเห็นว่า สมรรถนะอนาคตทุกมิติ ทุกตัว มีความสำคัญต่อความเป็นผู้ก่อการทั้งสิ้น   เพราะผู้ก่อการเป็นบุคคลที่ลุกขึ้นมากระทำการสร้างการเปลี่ยนแปลง สู่สภาพใหม่ที่ผู้เกี่ยวข้องไม่เคยพบเห็นมาก่อน   จึงต้องการแรงสนับสนุนทั้งจากภายในตน และจากภายนอกตน    ซึ่งสมรรถนะอนาคตชุด ๑๗ ตัว  ๓ มิตินี้จะช่วยเอื้อให้กล้าริเริ่มดำเนินการ และดำเนินการฟันฝ่าได้ จนประสบความสำเร็จ                         

วิจารณ์ พานิช 

๒๗ ก.พ. ๖๔