กสศ. จัดการประชุมปฏิบัติการ “การสอน Active Learning โดยใช้การคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์” แก่ นศ. ในโครงการครูรักษ์ถิ่น ระหว่างวันที่ ๓ - ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ที่ มรภ. หมู่บ้านจอมบึง โดยมีคุณ Paul Collard และคุณ Di Fisher-Naylor จาก CCE เป็นวิทยากร นักศึกษาที่โชคดีได้เข้าร่วมคือ นักศึกษารุ่น ๑ ของ มรภ. หมู่บ้านจอมบึง และของ มรภ. กาญจนบุรี จำนวน ๖๐ คน และมีอาจารย์จาก มรภ. ทั้งสองมาร่วมฝึกเป็นวิทยากรอีกแห่งละสามสี่คน
น่าเสียดายที่การสื่อสารระหว่าง กสศ. กับสอง มรภ. นี้ ไม่ชัดเจน ทำให้ทั้งสอง มรภ. คิดว่า ตนส่งอาจารย์มาร่วมเพื่อทำงานให้ กสศ. ไม่ได้คิดว่าตนส่งอาจารย์มาตักตวงเรียนรู้วิธีจัดการเรียนรู้แบบ active learning ทำให้ มรภ. ทั้งสองพลาดโอกาสสร้างทีมอาจารย์นักจัดการเรียนรู้เชิงรุก ที่เข้าใจการเรียนรู้เชิงรุกในมิติที่ลึกมาก
ผมได้ยินว่า มีคนของ มรภ. พูดว่า เรื่องการเรียนรู้เชิงรุกนั้น เขารู้จักดี เขาจึงไม่คิดว่าการประชุมปฏิบัติการนี้จะมีอะไรใหม่
เมื่อผมไปถึง ก็มีผู้บริหารของ มรภ. ท่านหนึ่งมาทักทาย และแสดงมรรยาทด้วยการบอก (แบบเอาใจ) ว่าการประชุมนี้มีประโยชน์มาก และอยากให้ กสศ. จัดให้แก่ มรภ. อีกบ่อยๆ ซึ่งผมก็ตอบว่า ไม่ใช่หน้าที่ของ กสศ. ทาง มรภ. และคณะศึกษาศาสตร์ต่างหากที่จะต้องทำหน้าที่เผยแพร่วิธีจัดการเรียนรู้แบบนี้ให้แก่วงการศึกษาไทย ทาง กสศ. มีหน้าที่แนะนำให้รู้จักแนวทางนี้เท่านั้น
เมื่อจบการประชุมปฏิบัติการ ทีมงานของ มรภ. หมู่บ้านจอมบึง ๔ ท่านที่อยู่ในห้องที่ผมไปสังเกตการณ์ ก็แสดงความรู้สึก ว่าตนได้เรียนรู้วิธีการที่ดีมาก และได้เข้าใจการเรียนรู้เชิงรุก และการคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์ ในมิติที่ลึกย่างที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน ผมเรียนท่านว่า น่าจะหาทางเอาไปเผยแพร่ต่อสมาชิกของทั้งสถาบัน โดยที่ผมเดาว่า คงจะไม่เกิด เพราะความเป็น agency ของท่านเหล่านั้น ไม่รุนแรงพอ
กลับมาที่ active learning คืออะไร เราไม่มีเวลาสะท้อนคิดร่วมกัน ว่าหลังเข้าการประชุมปฏิบัติการนี้แล้ว นิยามของคำว่า “การเรียนรู้เชิงรุก” ของแต่ละคนแตกต่างจากเดิมอย่างไร แต่ผมบอกได้ว่า คำอธิบายนิยาม “การเรียนรู้เชิงรุก” ของผมแตกต่างจากเดิม โดยจุดเด่นคือ มันมีความเป็น “ส่วนตัว” (personal) ของแต่ละคนมากกว่าที่ผมเคยคิด
เป็น Non-identical learning มากกว่า identical learning เมื่อเทียบระหว่างบุคคล ซึ่งหมายความว่าคน ๑๐ คน ผ่านประสบการณ์เดียวกัน การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นมี ๑๐ แบบ มีส่วนซ้อนทับกันด้วย และมีส่วนแตกต่างกันด้วย
และผมคิดว่า ประสบการณ์เดียวกัน เกิดขึ้นในบรรยากาศที่ต่างกัน การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน บรรยากาศที่เป็นอิสระ ปลอดภัย ท้าทาย และมีปฏิสัมพันธ์เปี่ยมความคาดหวังสูง ให้ความรู้ที่ลึกและเชื่อมโยงกว่า
ผมจึงตีความว่า การเรียนรู้เชิงรุก เป็นการเรียนรู้แบบ “มีชีวิต” (organic) และมีการจัดรูปแบบด้วยตัวเอง (self-organized) และเป็นการเรียนรู้จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน รวมทั้งเกิดการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย
การเรียนรู้เชิงรุก จึงมีธรรมชาติเป็น “การเรียนรู้บูรณาการ” (holistic learning) เกิดการเรียนรู้หลายมิติ ไม่ใช่แค่เรียนรู้วิชา ยิ่งครูหรือ facilitator ตั้งคำถามเก่ง ช่วยให้เกิดการสะท้อนคิดที่ลึกและเชื่อมโยง การเรียนรู้จะลึกมาก
และที่สำคัญมากคือ หากบรรยากาศของการเรียนรู้เร้าใจ เร้าอารมณ์ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจะบันทึกไว้ในความจำอันยาวนาน ไม่ลืมง่าย
ผมและคนอื่นๆ เขียน บล็อก เรื่องการเรียนรู้เชิงรุกไว้มากมายที่ (๑) จะเห็นว่า การไปสัมผัสบรรยากาศจริง กิจกรรมจริง ที่จัดโดยวิทยากรชั้นยอด ช่วยให้เกิดการเรียนรู้เชิงรุกที่พัฒนาการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้อย่างมหัศจรรย์ ในเวลาสั้นๆ แค่ ๔ วัน แต่ผมเชื่อว่า ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นคุณสมบัติที่ต้องฝึกใส่ตัวตลอดชีวิต
วิจารณ์ พานิช
๘ ก.พ. ๖๕
น่าสนใจมากๆเลยครับ