ผมฟังการประชุม DE กลางน้ำที่มูลนิธิสยามกัมมาจล จัดทาง ออนไลน์ ให้แก่โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง ของ กสศ. ในวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๕ แบบซุ่มฟังเงียบๆ ไม่แสดงตัว    จึงได้ฟังผู้อำนวยการโรงเรียน และ ศน. เขาสนทนากันแบบเปิดใจ    ทำให้ผมได้ฟังเรื่องราวลึกๆ ภายใน สพฐ.   เป็นที่มาของชื่อบันทึกนี้ 

วงสนทนานี้ เป็นวงของผู้ทำหน้าที่ โค้ช ให้แก่โรงเรียนในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง     โดยส่วนใหญ่เป็น ผอ. โรงเรียนด้วย    มีบางท่านเป็น ศน.   คำสนทนาทำให้ผมเห็นชัดว่า การบริหารของ สพฐ. ยังเป็นแบบ command & control   ไม่ใช่เน้น empower โรงเรียนและบุคลากรที่ทำงานดี    ผมจึงใช้ชื่อบันทึกนี้ว่า ระบบบริหารการศึกษาแบบโบราณ   

ที่น่าตกใจคือ ยังใช้ ศน. ในการติดตามงาน    ไม่ใช่เพื่อ empower โรงเรียน    ไม่ใช่เพื่อนิเทศโรงเรียนในด้านการ transform โรงเรียน   

เป็นสภาพที่กระทรวงศึกษาธิการไทยสมาทานลัทธิ performativity    ที่พิสูจน์แล้วว่า เป็นผลร้ายต่อคุณภาพการศึกษาในมิติที่ลึก   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นอุปสรรคต่อการบ่มเพาะความเป็นผู้นำของครู (๑)   

กล่าวอย่างนี้อาจไม่ถูกต้อง และไม่ยุติธรรมนัก    เพราะในบางตอนของการสนทนา ศน. ก็เล่าว่า ผอ. สำนักวิชาการของ สพฐ. กำชับ ศน. ในวงทำความเข้าใจการดำเนินการหลักสูตรฐานสมรรถนะว่า    “ศน. ต้องเข้าไปที่โรงเรียนด้วยท่าทีของผู้ร่วมเรียนรู้ ไม่ใช่ท่าทีของผู้รู้”    ที่ผมฟังแล้วชื่นใจ    และคิดว่า หาก สพฐ. มีเอกภาพในท่าทีนี้ ในทุกๆ เรื่อง   คุณภาพการศึกษาไทยก็มีโอกาสฟื้น   

อีกชื่นใจหนึ่งคือ ในระบบการศึกษาส่วนปฏิบัติการ เรายังมีผู้อำนวยการโรงเรียน ศน.  และครู จำนวนหนึ่ง ที่มุ่งมั่นดำเนินการแนวใหม่เพื่อให้นักเรียนบรรลุผลการเรียนรู้คุณภาพสูง     ผมฟังทีมงานคุยกันแบบเปิดใจ สบายๆ และเอ่ยความในใจว่า เป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่ตัวเด็ก  แล้วชื่นใจจริงๆ    เห็นได้ว่า เรามีความหวัง ว่าเราช่วยกันฟื้นคุณภาพการศึกษาไทยได้ 

 อีกประเด็นหนึ่งของการสนทนา ไปที่โรงเรียนบางโรงเรียนที่ความก้าวหน้าอยู่ในกลุ่ม C (ไม่ก้าวหน้า หรือก้าวหน้าน้อยมาก)    ฟังสถานการณ์ของโรงเรียนที่ขาดผู้อำนวยการ   หรือผู้อำนวยการย้ายมาใหม่และไม่ศึกษาเรื่องราวดีๆ หรือ assets ที่โรงเรียนมีอยู่แล้ว   ไม่รับรู้เรื่อง School Goals และ KRA – Key Result Areas ที่วางกันไว้ก่อนหน้านี้   ทีมงานของโรงเรียนก็ไม่กล้าเดินหน้า   

อีกโรงเรียนหนึ่ง ครูเกษียณบ้าง ย้ายบ้าง จนขาดครูอย่างหนัก   ไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากหน่วยเหนือแต่อย่างใด   สะท้อนการบริหารระบบศึกษาที่ขาดความรับผิดรับชอบ      

ทั้งหมดนั้น สะท้อนระบบการศึกษาที่มีการบริหารงานอ่อนแอ   ไม่มีการจัดการให้โรงเรียนมีความเข้มแข็งในตนเอง   มุ่งแต่ให้โรงเรียนดำเนินการตามคำสั่งจากส่วนกลาง    ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารแบบโบราณ  

วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ผมเข้าร่วม Online PLC Coaching 5   ที่โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม ศรีสะเกษ เป็นเจ้าภาพ    ทีมจากโรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ เสนอเรื่องราวของนักเรียนชั้น ม. ๑ ในวิชาบูรณาการ “เมล็ดพันธุ์อิสระแห่งการพึ่งตน” แล้วมีความสุขมาก   เพราะได้เห็นความสร้างสรรค์ต่อเนื่องจากโรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์     

แต่ข้อสังเกตจาก รศ. ดร. สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ ทำให้ผมทราบว่า โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ ได้ผ่านสภาพไม่ราบรื่น ของการบริหารโรงเรียน ภายใต้ สพฐ.   ยังดำรงความเป็นโรงเรียนแหล่งพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง   ทำให้ได้เห็นความซับซ้อนในระบบบริหารการศึกษาไทย   

จึงขอเสนอไว้ ณ ที่นี้ว่า น่าจะมีการวิจัยภาพระยะยาว (longitudinal) ของการทำงานพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ระยะเวลา ๑๐ ปี   ของโรงเรียนจำนวนหนึ่ง   ว่ามีปัจจัยบวกอะไรบ้าง ที่ช่วยให้โรงเรียนเหล่านั้นดำรงสถานะโรงเรียนวัตกรรมการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง   และโรงเรียนเหล่านั้นต้องเผชิญความท้าทายอย่างไรบ้าง       

วิจารณ์พานิช    

๓๑ ม.ค. ๖๕   ปรับปรุง ๓ ก.พ. ๖๕