เว็บไซต์ University World News ลงบทความ How do students want universities to change in future? บอกว่า นักศึกษามองมหาวิทยาลัยในปี 2050 อย่างไร จากการทำ focus group ๕๕ ครั้ง ใน นศ. ๗๔๑ คนจากทั่วโลก ในโครงการการศึกษาแห่งอนาคตของ UNESCO เพื่อทำรายงาน Thinking Higher and Beyond : Perspectives on the futures of higher education to 2050 ที่ผมเล่าไว้แล้วที่ (๑)
ความคาดหวังที่ นศ. บอก มี ๗ ด้าน คือ
- ประสบการณ์ในชีวิตมหาวิทยาลัยเปลี่ยนไป ปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงคือเทคโนโลยี ที่เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ห่างไกล หรืออยู่ที่ไหนๆ ก็เข้าเรียนมหาวิทยาลัยดีๆ ได้ เทคโนโลยีจะช่วยเสริมคุณค่าของชีวิตที่มีปฏิสัมพันธ์ทางทางสังคมในชีวิตมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เข้าไปทดแทน มิติด้านลบ ที่เทคโนโลยีก่อความไม่เสมอภาค เป็นเรื่องที่ต้องจัดการ
- Mobility เปลี่ยนเป็น engagement อุดมศึกษาต้องเป็นกลไกให้คนเรียนรู้และร่วมมือกันได้ทั้งโลก อีก ๓๐ ปีข้างหน้า คู่ร่วมมืออาจไม่ต้องเดินทางไปหากัน mobility จึงกลายเป็น connectivity เพื่อให้นักศึกษาและอาจารย์จากที่ห่างไกล ได้เป็นภาคีหุ้นส่วนความร่วมมือ (engagement) กัน
- มีการร่วมสร้าง สภาพแวดล้อมของการเรียนรู้ ภาคีร่วมสร้างหน้าใหม่คือนักศึกษา ที่เข้าร่วมสร้างความรู้ใหม่ ทั้งร่วมกับอาจารย์ และร่วมกับนักศึกษาด้วยกันเอง โดยอาจารย์ขยายบทบาทจากเป็น specialist สู่บทบาท tutor, mediator, facilitator และ motivator การเป็นผู้ร่วมสร้างในแนวที่ล้ำหน้า คือสร้างหลักสูตรสำหรับตนเอง
- มิติด้าน การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ต้องมีการเรียนรู้ความเชื่อมโยงของปัจจัยต่างๆ ที่นำไปสู่การมีชีวิตที่ดีร่วมกัน รวมทั้งการลดการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก
- พร้อมทำงาน อุดมศึกษาปัจจุบันเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน ความเชื่อมโยงนี้จะยังคงอยู่ในสามสิบปีข้างหน้า โดยอุดมศึกษาต้องช่วยหนุนให้นักศึกษา “พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน” (market ready) ที่เป็นคำที่ผมไม่ชอบเลย ผมอยากให้บัณฑิตมีความพร้อมที่จะออกไปทำงานหลายๆ แบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกไปสร้างงานให้แก่ตนเองและผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ออกไปทำประโยชน์ให้แก่สังคม
- ผลกระทบจาก Artificial Intelligence ผลกระทบสำคัญคือ AI จะนำไปสู่ระบบอัตโนมัติ ทดแทนบทบาทของคนมากขึ้นๆ ส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม พึงเตรียมลดผลกระทบด้านลบ ที่จะก่อความรุนแรงทางสังคม
- อุดมศึกษากับโลกและท้องถิ่น คำสำคัญคือ “ความเชื่อมโยง” (connectivity) อุดมศึกษาต้องทำหน้าที่เชื่อมโลกกับท้องถิ่น ซึ่งหมายความว่า นศ. ต้องฝึกทักษะการเป็นผู้สื่อสาร (communicator) และผู้ร่วมมือ (collaborator) และผมขอเพิ่มเติมทักษะความผูกพัน (engagement และ attachment) ต่อชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ ซึ่งก็คือทักษะความเป็นพลเมืองนั่นเอง ที่การศึกษาไทยยังเอาใจใส่ปลูกฝังให้แก่นักศึกษาน้อยไป
นี่คือข้อสรุปที่ได้จากการทำ Focus group นักศึกษา และ activists ด้านการศึกษา ที่ผมคิดว่า ข้อสรุปจาก รายงาน Thinking Higher and Beyond : Perspectives on the futures of higher education to 2050 ที่ผมเล่าไว้ที่ (๑) ลุ่มลึกและกว้างขวางกว่า
วิจารณ์ พานิช
๓ ก.พ. ๖๕