ในการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๕ มีวาระ “แนวทางการช่วยเหลือนักเรียนช่วงชั้นรอยต่อ (มัธยมศึกษาปีที่ 3) ในเครือข่าย โรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP)”   

ก่อนหน้านั้น ๑ วัน ดร. อุดม วงษ์สิงห์ ผอ. สำนักพัฒนาครูและโรงเรียน ส่งอีเมล์ขอความเห็นต่อ ๕ คำถามคือ   

1. แนวทางการสร้างสะพานเชื่อมต่อให้เด็กที่จบ กศ.ภาคบังคับ (ม.3) ให้มีโอกาสเรียนจบ กศ. ขั้นพื้นฐานได้นั้นควรเป็นอย่างไร

 

2. การสนับสนุนทุนเสมอภาคและเงินช่วยเหลือช่วงชั้นรอยต่อที่ กสศ. สนับสนุนให้กับ นร. ไปนั้น ช่วยให้เด็กได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้หรือไม่ หรือควรมีวิธีการทำงานในเชิงระบบเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไปได้อย่างไร

 

3. ระบบการส่งต่อนักเรียนและข้อมูลบุคคลไปยังระดับชั้น/สังกัดอื่นเพื่อสนับสนุนให้เรียนต่อได้จนจบการศึกษาจะเป็นอย่างไร

 

4. เพื่อให้เห็นผลไดในปี กศ. 2565 นี้ จึงทำงานใน รร. เครือข่าย TSQP (ราวๆ 650 แห่ง) ซึ่งส่วนใหญ่มีถึงชั้น ม.3  โดยจะใช้ข้อมูลจากระบบ ISEE ในปี กศ.64 มาใช้ครับ)

 

5. การดำเนินงานน่าจะต้องทำเป็นโครงการวิจัยปฏิบัติการในระยะเวลาสั้นๆ จึงต้องมีทีมนักวิจัย ซึ่งกำลังมองหาอยู่ครับ

เป็นคำถาม ๕ ข้อ ที่สะท้อนแนวความคิด ในการทำงานเชิงระบบที่น่าชื่นชมมาก   รวมทั้งแผนการดำเนินงานที่แนบมาก็สะท้อนการทำงานเชิงระบบ และใช้ข้อมูล

ผมขอตอบข้อ ๐ ก่อน   คือตอบสิ่งที่ไม่ได้ถาม    โดยให้ข้อสังเกตชื่อหัวข้อ “การช่วยเหลือ”    ว่าต้องระวังอย่าตกหลุม “ช่วยเหลือแบบสงเคราะห์” คือนำสิ่งของไปให้    เช่นให้ทุนเรียน ให้สิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ  เพราะจะเป็นการบ่มเพาะนิสัยรอความช่วยเหลือ    ไม่มีนิสัยดิ้นรนช่วยเหลือตนเอง    รวมทั้งไม่เกิดการพัฒนา อัตลักษณ์ของตนเอง (self-identity) ตามหลักการ Chickering’s Seven Vectors of Identity Development 

ระวังท่าทีและวิธีการของการช่วยเหลือจะกลายเป็นซ้ำเติม คือสร้างความอ่อนแอ 

ต้องช่วยให้รู้จักช่วยตนเอง    และทำประโยชน์แก่ผู้อื่นและสังคมไปพร้อมๆ กัน   โครงการลดการออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนด้อยโอกาสจึงต้องทำแบบซับซ้อน    เน้นการหนุนให้เด็กมุมานะ เป็นผู้กระทำการเพื่อการเรียนรู้ และเกิดการพัฒนาตัวตนหรือเป้าหมายชีวิตของตน    เมื่อมีเป้าหมายชีวิต เด็กจะรู้ว่า การศึกษาจะช่วยส่งให้เขาบรรลุเป้าหมายนั้นง่ายขึ้น   อย่าใช้ท่าทีและวิธีการที่ส่งเสริมให้เด็กมุ่งรอรับความช่วยเหลือ   ต้องฝึกให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น   

การป้องกันเด็กชั้น ม. ๓ หลุดจากระบบ ต้องไม่เริ่มที่ชั้น ม. ๓  ต้องเริ่มก่อนหน้านั้น   เมื่อเด็กเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น   ซึ่งสมัยนี้อาจเริ่มตั้งแต่ชั้น ป. ๕ หรือ ป. ๖    โดยใช้หลักการหนุนให้เด็กพัฒนา ๗ ปัจจัยสู่การพัฒนาอัตลักษณ์ของ ชิกเกอ ริง  ที่กล่าวแล้ว   โดยใช้หลักจิตวิทยาวัยรุ่น ผสมกับการให้ความคาดหวังสูง และให้การสนับสนุนสูง (high expectation, high support)   ผมเขียนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลน ที่นำวิธีการมาใช้เพื่อการนี้ได้ทั้งเล่ม     นอกจากนั้นยังมีหนังสือ สอนนอกกรอบ ยุทธวิธีจับใจศิษย์   ตอนสำคัญเริ่มที่หน้า ๓๓ หัวข้อ “ถ้อยคำที่ก้องอยู่ในหูเด็ก” ครูและผู้ปกครอง รวมทั้งผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก ต้องเรียนรู้วิธีปลุกพลังในตัวเด็กวัยรุ่นให้ออกมาทำกิจกรรมดีเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง     

หนังสืออีกเล่มหนึ่งคือ สอนเด็กให้เป็นคนดี  ที่ผู้ใหญ่รอบตัวเด็กวัยรุ่นควรได้อ่าน   เพื่อจะได้จัดความสัมพันธ์กับเด็กวัยรุ่นได้ถูกต้อง    และช่วยเป็นแรงหนุนพัฒนาการของเขา ไม่กลายเป็นตัวปัญหาต่อเด็ก   

จะเห็นว่า ผมเน้นที่การป้องกัน หรือการส่งเสริม มากกว่าการแก้ปัญหา     ในทำนองเดียวกันกับเรื่องสุขภาพ     แผนของ ดร. อุดม เน้นที่การเข้าไปดำเนินการที่เด็กที่มีปัญหาในชั้น ม. ๓    ซึ่งจัดได้ว่า เป็นมาตรการระยะสั้น  ผมมีความเห็นว่าต้องมีทั้งมาตรการระยะสั้น มาตรการระยะปานกลาง และมาตรการระยะยาว

มาตรการระยะยาว น่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาระบบ “การศึกษา”   ให้เป็นระบบที่เอาใจใส่พัฒนา “ระบบนิเวศรอบตัวเด็ก” (children’s ecosystems) ให้ส่งผลบวกต่อการพัฒนาตัวเด็ก    มากกว่าส่งผลลบ ตามที่กล่าวในหน้า ๑๘ ของหนังสือ สอนเด็กให้เป็นคนดี  

เรื่องระบบนิเวศรอบตัวเด็กเพื่อการเรียนรู้เชิงบวกนี้    ผมเขียนไว้ที่ ((๒)   เน้นที่ “พื้นที่ ๒/๓”    

มาตรการลดอัตราเด็กหลุดออกนอกระบบจึงต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ    โดยทำความเข้าใจเด็กที่หลุด และมีความเสี่ยงที่จะหลุด    ผมเห็นด้วยที่จะต้องมีการวิจัยเชิงระบบ ทำความเข้าใจตัวเด็กที่หลุดแล้ว และเสี่ยงหลุด   ทำความเข้าใจปัจจัยที่จะช่วยให้ไม่หลุด   น่าจะขอให้ผู้รู้จักเด็กกลุ่มนี้มาช่วยกันตั้งโจทย์     น่าจะจัดประชุมครูที่เอาใจใส่เด็กกลุ่มนี้ ๑๐ - ๒๐ คน (ออนไลน์) เพื่อตั้งโจทย์วิจัย     

ประเด็นที่คนไม่รู้อย่างผมอยากรู้คือ  เด็กที่เสี่ยงหลุดมีสัญญาณอะไรบ้าง    เด็กที่เคยเสี่ยงหลุดแล้วรอดมาได้ มีปัจจัยอะไรเกื้อหนุนบ้าง อยากให้มีเรื่องเล่ากรณีตัวอย่าง   โรงเรียนที่อัตราเด็กหลุดต่ำ มีลักษณะ และการดำเนินการอย่างไร    ชุมชนที่มีอัตราเด็กหลุดต่ำ มีลักษณะและการสร้างระบบนิเวศเพื่อเด็กอย่างไรบ้าง     พ่อแม่ (หรือผู้ปกครอง) ในครอบครัวยากจน แต่ลูกไม่มีสัญญาณเสี่ยงหลุด มีสัมพันธภาพกับลูกอย่างไร 

หากมีเวลา ผมก็จะจินตนาการคำถามเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ   แต่ต้องส่งการบ้านให้ ดร. อุดม ก่อนการประชุมบ่ายวันที่ ๑๘ มกราคม    จึงขอเสนอความเห็นไว้เพียงนี้

ประเด็นสำคัญคือ ปัจจัยที่ทำให้เด็กด้อยโอกาสหลุดออกจากระบบการศึกษาภาคบังคับ    ไม่ได้มีเฉพาะปัจจัยด้านตัวเด็กเท่านั้น    ยังมีปัจจัยด้านครู  ผู้ปกครอง ชุมชน  และสังคมรอบตัวเด็กด้วย   เด็กที่อ่อนแอจะถูกชักจูงไปในทางเสื่อมได้ง่าย   ทำอย่างไรจึงจะสร้างความเข้มแข็งภายในตนให้แก่เด็กก่อนเข้าสู่วัยรุ่น    ที่เป็นวัยมรสุมชีวิต    การริเริ่มดำเนินการที่เด็กในโครงการ TSQP เป็นวิธีการที่ดี   แต่ต้องถือเป็นการทดลองศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อเด็กไทยทั้งหมด

วิจารณ์พานิช    

๕.๓๐ น.  ๑๘ ม.ค. ๖๕