บันทึกชุด สมรรถนะอนาคต นี้ ตีความจากหนังสือ Future Skills : The Future of Learning and Higher Education (2020) เขียนโดย Ulf-Daniel Ehlers  ศาสตราจารย์ด้าน Lifelong Learning and Educational Management  แห่ง University of Augsburg  เยอรมนี  และ University of Maryland สหรัฐอเมริกา    ผมเขียนบันทึกชุดนี้ เพื่อร่วมขบวนการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะให้แก่สังคมไทย   

หนังสือเล่มนี้เขียนจากผลการวิจัย ในโครงการชื่อ NextSkills (https://nextskills.org/) ที่มีเป้าหมายมองสู่อนาคต    และหาทางหลุดออกจากแนวคิดเดิมๆ     ดังนั้น นิยามของคำว่า “สมรรถนะ” (competence) ในหนังสือเล่มนี้จึงต่างจากแนวคิดเดิมๆ ที่เรายึดถือกันอยู่   

เราเชื่อกันว่า สมรรถนะเป็นสิ่งที่คนที่ฝึกฝนเคี่ยวกรำไว้อย่างดีแล้วมี    เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัว   แต่นิยามใหม่ในหนังสือเล่มนี้บอกว่าไม่ใช่    เพราะนั่นมันเป็นสมรรถนะแห่งอดีต ที่โลกมันค่อนข้างหยุดนิ่ง ไม่ได้อยู่ในสภาพ VUCA ยิ่งนัก อย่างในปัจจุบันและจะยิ่ง VUCA มากกว่าเดิมมากในอนาคต     สมรรถนะที่เยี่ยมยอดสำหรับชีวิตในอนาคตจึงต้องเป็นสิ่งที่ผุดขึ้นฉับพลันในสถานการณ์นั้นๆ    ที่ในภาษาของ “ความซับซ้อน” (complexity)  เรียกว่า “การผุดบังเกิด” (emergence)   

ในภาษาของการศึกษา หมายความว่า คนเราต้องเรียนรู้ฝึกฝนไว้เผชิญอนาคตที่ไม่แน่นอน  และแตกต่างอย่างมากมายกับสภาพในปัจจุบัน    การมีความรู้มากจึงไม่เพียงพออีกต่อไป    ต้องมีความสามารถในการใช้ความรู้ให้ถูกต้องเหมาะสมต่อกาละเทศะ ที่เรียกว่ามีสมรรถนะ   และมีสมรรถนะไว้ดำเนินการในสภาพที่เรารู้จักคุ้นเคยอยู่แล้วก็ไม่เพียงพอ   ต้องมีสมรรถนะสำหรับเอาไว้ใช้ในสถานการณ์ในอนาคตที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน    สมรรถนะนั้นเรียกว่า “สมรรถนะอนาคต”   ตามชื่อของบันทึกชุดนี้    ที่ในหนังสือเรียกว่า Future Skills แต่ผมขอใช้คำว่า สมรรถนะอนาคต    ซึ่งที่จริงคำที่เหมาะกว่าน่าจะเป็น “สมรรถนะที่ผุดบังเกิด” (emergent competencies) 

ทำให้หวนคิดไปถึงชีวิตสมัยเด็ก อายุราวๆ สิบสามขวบ เริ่มฉายแววเรียนเก่ง   เพื่อนมาบอกว่ารุ่นพี่ถัดขึ้นไปหนึ่งชั้นที่สอบได้ที่ ๑ เป็นประจำ เก่งมากที่ท่องดิกชันนารีได้ทั้งเล่ม   เขาบอกในทำนองว่าผมน่าจะทำได้ดียิ่งกว่า     โชคดีที่ผมเฉยๆ ไม่พยายามเอาอย่าง เพราะเจียมตัวว่าความจำไม่ดีถึงขนาดนั้น   และผมก็เฝ้ามองว่าคนเก่งคนนั้นเมื่อเรียนชั้นเตรียมอุดมและมหาวิทยาลัย ว่าเขาเข้าเรียนอะไรได้   และแปลกใจที่คนเก่งขนาดนั้นไม่ได้ฉายแววความสำเร็จในการเรียนชั้นสูงขึ้นไป    และผมได้ข้อสรุปมานานหลายสิบปีระหว่างทำงาน ว่ามีความรู้ไม่พอ ต้องรู้จักใช้ความรู้เหล่านั้นด้วย    คนท่องจำเก่ง ไม่จำเป็นต้องทำงานเก่งเสมอไป   

เวลาผ่านไปค่อนศตวรรษ บัดนี้ความเก่งขยับขึ้นจากความสามารถใช้ความรู้ในสถานการณ์ที่คุ้นเคย   ขึ้นไปเป็นความสามารถใช้ความรู้ที่ซับซ้อนในสถานการณ์ที่ตนไม่เคยพบเห็นมาก่อน    ที่เรียกว่า สมรรถนะอนาคต     การศึกษาไม่ว่าในระดับใด ต้องตั้งเป้าให้ผู้เรียนได้ฝึกสมรรถนะอนาคต   คือเตรียมความพร้อมต่อการเผชิญสภาพที่ตนไม่คุ้นเคย  และสามารถมีชีวิตที่ดีในสภาพนั้นได้   

ฟังดูลึกลับซับซ้อนยากเข็ญ    แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ ไม่ใช่เรื่องยากเย็น หากทำเป็น   โดยต้องเริ่มจากยึดหลักการที่ถูกต้อง   คือต้องไม่จัดให้นักเรียนนักศึกษาเรียนแบบรับถ่ายทอดความรู้   ต้องออกแบบการเรียนรู้แบบเน้นให้ฝึกทำงานหรือทำกิจกรรม    คือเรียนแบบฝึกประยุกต์ใช้ความรู้ ที่เรียกว่า “การเรียนรู้เชิงรุก” (active learning)    และต้องให้โจทย์ที่นักเรียนไม่เคยประสบมาก่อน หรือไม่คุ้นเคย   ต้องค้นหาความรู้สำหรับใช้งานเอง   ที่สำคัญคือ ต้องมีโจทย์ที่ยาก ค่อนข้างเกินกำลังของนักเรียนอยู่ด้วย    เพื่อสร้างสมรรถนะ “สู้สิ่งยาก” ให้แก่นักเรียนนักศึกษา     คือนักเรียนนักศึกษาต้องได้เรียนรู้ภายใต้สถานการณ์ high expectation, high support    เพื่อให้คุ้นเคยกับเรื่องยากๆ และแปลกใหม่   

ที่จริงผมเคยเขียนเรื่องสมรรถนะที่แท้ ไม่ใช่สิ่งที่คนเรามีติดตัว    แต่เป็นสิ่งที่ผุดบังเกิดขึ้นจากสถานการณ์บังคับ   ไว้ในบันทึกชุด เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ (www.gotoknow.org/posts/tags/เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ) ว่า ความเป็นผู้ก่อการ (agency) ของครู    ไม่ใช่สิ่งที่ครูมีอยู่แล้ว   แต่เป็นสิ่งที่ผุดบังเกิดขึ้นเมื่อระบบนิเวศเอื้อ    ครูจะแสดงพฤติกรรมเป็นผู้ก่อการ (ริเริ่มกระทำการ) ได้ยาก หากสภาพแวดล้อมของระบบงานไม่เอื้อ (www.gotoknow.org/posts/692547)     ความเป็นผู้ก่อการเป็นสมรรถนะอนาคตที่จำเป็นสำหรับครู    และสำหรับคนทุกคนในปัจจุบันและอนาคต                

วิจารณ์ พานิช

๑๑ ธ.ค. ๖๔