การจัดการความรู้ในชุมชนๆ เมื่อพบว่าในสิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่นั้นมีปัญหา การศึกษาดูงานจากการปฏิบัติจริง สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้

การจัดการความรู้ในชุมชน เป็นสิ่งที่ผมกำลังมีความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะชุมชนเกษตรกรรม ผมจึงพยายามที่จะศึกษาในเรื่องของการจัดการความรู้ (KM) ให้ได้มากที่สุด ครั้นเมื่อถึงเวลาลงในชุมชนก็สามารถที่จะดึงเกร็ดความรู้ต่างๆ ออกมาได้ เพราะผมมีความเชื่อว่าความรู้ในชุมชนนั้นมีมากมายมหาศาล โดยเฉพาะความรู้ที่อยู่ในตัวคน (Tacit  Knowledge) ซึ่งจะมีมากกว่าความรู้ที่อยู่ในรูปของเอกสาร (Explicit  Knowledge)

ทางตันในการจัดการความรู้ สำหรับการจัดการความรู้ในชุมชนนั้นแน่นอนครับ คงมีทั้งสิ่งที่เราสามารถจัดการได้ และสิ่งที่เราจัดการไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่เราไม่สามารถจัดการได้นี้ผมเรียกว่า "ทางตัน" ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาอาชีพการเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนบ้านนาเมือง ตำบลกุดปลาดุก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งพบกับปัญหาการให้ผลผลิตของเห็ดต่ำ และดอกเล็ก เราก็พยายามแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์การเพาะเห็ดในชุมชน แต่สุดท้ายก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกันดี

ทางออกแห่งทางตัน จากสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นกับการจัดการความรู้การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนบ้านนาเมือง เมื่อปีที่แล้ว เราจึงคิดว่าเราต้องไปดูการเพาะเห็ดฟางของที่อื่นบ้างเพื่อจะได้เห็นแนวทางการผลิตของคนอื่นว่าเขามีการจัดการอย่างไร เราจึงไปศึกษาดูงานที่ฟาร์มเห็ดฟางในโรงเรือนของคุณราชันย์   เย็นมี ที่มีชื่อเสียงเรื่องการเพาะเห็ดฟางดอกดก และใหญ่ขนาดเท่าไข่ไก่ (โดยได้ข้อมูลจากวารสารของกรมพัฒนาที่ดิน และการบอกเล่าจากเพื่อน) จังหวัดนครปฐม หลังจากนั้นเราจึงกลับไปวิเคราะห์กันต่อว่า จากการดำเนินการของคุณราชันย์ เขาใช้กากของดอกทานตะวันเป็นวัสดุเพาะ และใช้สาร พด.1 ในการหมักวัสดุเพาะดังกล่าว และช่วงออกดอกใช้สาร พด.3 ฉีดพ่นบำรุงดอก แต่วิธีการอย่างอื่นทำเช่นเดียวกันกับของกลุ่มทุกประการ แต่อาจจะต่างกันบ้างในลักษณะของโรงเรือน และเทคโนโลยีทีเขาดำเนินการที่สูงและดีกว่าของกลุ่ม จากนั้นจึงได้ทดลองปรับใช้ในกลุ่มโดยวัสดุเพาะหลักที่เราหาได้ในท้องถิ่นคือกากมันสำปะหลัง และนำเทคนิคของคุณราชันย์มาปรับใช้คือ สาร พด.1 และ  พด.3 ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ที่กรมพัฒนาที่ดินมีใว้สำหรับให้เกษตรกรนำไปใช้ในการปรับปรุงดิน ซึ่งหาได้ง่ายอยู่แล้วในทุกพื้นที่ แล้วจากการศึกษาก็พบว่าได้ผลดี และแก้ไขปัญหาของกลุ่มได้เท่าทุกวันนี้

เพิ่มความมั่นใจ จากวิธีการที่ผมได้ทำร่วมกับชุมชนบ้านนาเมืองในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และการผลิตหัวเชื้อเห็ดบ้านสว่างที่ผมได้นำเสนอไปแล้วเมื่อวาน ซึ่งผมไม่มั่นใจว่าเป็นวิธีการจัดการความรู้ (KM) หรือไม่ จึงได้นำเรียนสอบถาม ศ.นพ.วิจารณ์   พานิช อาจารย์ก็ให้ความชัดเจนเพิ่มเติมว่าเป็นแนวทางที่เราสามารถดำเนินการได้ และสิ่งที่ต้องนำพิจารณาเพิ่มเติมคือ

1. การเลือกสถานที่ดูงานฟาร์ม หรือสถานที่ที่เราจะไปศึกษาดูงานนั้นต้องเป็ดฟาร์มที่เขาเปิดใจในการที่จะพูดถึงสิ่งที่เขาดำเนินการอยู่ หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่หวงวิชานั่นเอง

2. การทำ BAR  (Before Action Review) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับคนที่จะไปศึกษาดูงาน โดยมานั่งคุยกันว่าความคาดหวังของเราคืออะไร จะไปดูประเด็นไหน ต้องวางตัวว่าใครจะเก็บประเด็นอะไรบ้าง  เพื่อให้ได้ข้อมูลกลับมาให้มากที่สุด ดังนั้นต้องแบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน ก่อนการไปดูงาน

3. การทำ AAR (After Action Review) เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลังจากกลับมาจากการดูงาน เพื่อพิจารณาดูว่าสิ่งที่เราได้ไปดูมานั้นเป็นไปตามความคาดหวังหรือไม่ มีอะไรบ้างที่ได้มาก มีอะไรบ้างที่ได้น้อย อะไรที่ได้เกินความคาดหวัง และจากสิ่งที่ได้มาเราจะนำไปใช้ได้อย่างไร ต้องนั่งคุยกันเพื่อให้ได้ข้อสรุป

4. ลงมือปฏิบัติ  กล่าวคือหลังจากที่ได้พูดคุยกันแล้ว และได้ข้อสรุปที่คาดว่าน่าจะเข้ากับบริบทของเรามากที่สุด จึงนำลงสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลต่อไป

5. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชน เป็นการนำผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติจริงมาเล่าสู่กันฟังว่าผลที่ได้ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร เพื่อจะได้นำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชนต่อไป เป็นการทำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันไป จนกระทั่งมีความมั่นใจว่าดีที่สุด จึงนำผลที่ได้ไปขยายผลต่อ

ครับจากแนวทางดังกล่าวผมก็มีความมั่นใจมากขึ้นในการที่จะหาแนวทางในการแก้ไขทางตันสำหรับการจัดการความรู้ หากท่านใดจะกรุณาชี้แนะเพิ่มเติม ผมก็พร้อมที่จะน้อมรับด้วยความเต็มใจครับ

ขอบคุณครับ

อุทัย   อันพิมพ์

28  ธันวาคม 2549