วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๕ มีการประชุมคณะอนุกรรมการ อํานวยการโครงการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ (สพลร.)  ครั้งที่ ๓-๑/๒๕๖๕    ผมได้เข้าร่วมประชุมในฐานะที่ปรึกษา   หลังจากไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งก่อนเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๔    สาระของการประชุมวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๕  และรายงานการประชุมวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๔ กระตุ้นให้ผมเขียนบันทึกนี้  เพราะว่า สพลร. มีความเสี่ยงที่จะทำงานแบบ “ตกร่องกระบวนทัศน์เก่า”  และไม่ deliver results   

กระบวนทัศน์เก่าหมายถึง ทำตัวเป็น “สถาบันวิจัยและพัฒนา” สร้างโมเดลของหลักสูตรและการเรียนรู้ ส่งให้โรงเรียนและครูทำตาม    ถือว่าเป็น static model ของการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้    

กรรมการหลายท่าน รวมทั้งผม   พยายามเสนอให้ใช้กระบวนทัศน์ใหม่   ที่เป็น dynamic model    หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็น engagement model    คือทำงานเชื่อมโยงกับฝ่ายปฏิบัติการ คือครูและโรงเรียน    ในลักษณะของการทำงาน “พัฒนาและวิจัย”    คือใช้การพัฒนา (จากการปฏิบัติ) นำ   การวิจัยหนุน   

กระบวนทัศน์เก่า  แยกระหว่างฝ่ายปฏิบัติการ  กับฝ่ายวิชาการ    มีท่าทีในทำนองฝ่ายวิชาการเป็นผู้รู้    ผู้กำหนดรูปแบบ ผ่านงานวิจัย    ฝ่ายปฏิบัติมีหน้าที่ทำตามที่ฝ่ายวิชาการกำหนด   กระบวนทัศน์และวิธิปฏิบัติแนวนี้เป็นตัวฉุดรั้งพัฒนาการของระบบการศึกษาไทยมากว่า ๓๐ ปี   

กระบวนทัศน์ใหม่  ฝ่ายปฏิบัติการทำงานพัฒนาโมเดลของ “หลักสูตรและการเรียนรู้” ผ่านการทำงานประจำของตน    ในลักษณะของ “การพัฒนาต่อเนื่อง” (continuous development)    หรือผ่าน “การเรียนรู้ต่อเนื่อง” (Double-Loop Learning) โดยที่ฝ่ายปฏิบัติการจะทำหน้าที่นี้ได้ ต้องการการสนับสนุนช่วยเหลือจากฝ่ายวิชาการ 

ขออนุญาตกล่าวแรงๆ ว่า สพลร. จะล้มเหลว ในการทำงานยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย    หาก สพลร. ทำงานแบบตั้งตัวเป็น “พระเอก”    แต่จะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม  หากทำตัวเป็น “ผู้ช่วยพระเอก”    อย่างที่ผมทำสมัยทำงานเป็นผู้อำนวยการ สกว.    ช่วยดันให้คนไร้ชื่ออย่างผม  กลายเป็นมีชื่อเสียงโด่งดังภายใน ๓ ปี    โชคดีที่มีเทวดามาช่วยดลใจผมให้มุ่งทำงานแบบหนุนนักวิจัย    ไม่ใช่นำนักวิจัย   

ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่า เคล็ดลับของความสำเร็จนั้นคืออะไร   แต่บัดนี้ ผมเข้าใจแล้ว   ว่าความรู้ความเข้าใจเรื่องต่างๆ ที่รู้ลึกรู้แท้จริง  อยู่ที่ฝ่ายปฏิบัติ    ไม่ใช่อยู่ที่ฝ่ายวิชาการ    การที่ฝ่ายวิชาการตั้งตนเป็นผู้รู้ จึงปิดกั้นความสำเร็จในระดับนวัตกรรม หรือสูงส่งแท้จริง    ซึ่งในที่นี้ ไม่ใช่การมีหลักสูตรที่ดี   แต่อยู่ที่นักเรียนทั้งประเทศมีผลลัพธ์การเรียนรู้สูง 

ย้ำนะครับ ว่าความสำเร็จของ สพลร. ไม่ใช่อยู่ที่การมีหลักสูตร และแนวทางจัดการเรียนรู้ที่ดี   แต่อยู่ที่นักเรียนทั้งประเทศมีผลลัพธ์การเรียนรู้สูง    โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนกลุ่มด้อยโอกาส   

จะบรรลุผลกระทบดังกล่าวได้    ระบบการศึกษาไทยต้องเป็น “ระบบที่เรียนรู้” (learning systems)    กระบวนทัศน์เก่า ชักนำให้ สพลร. ทำงานแบบ simple & linear   ไม่สร้าง learning loops    ซึ่งเป็นแบบที่ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันปฏิบัติกันอยู่   

ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน เป็นระบบที่ไม่มีกลไกของการเรียนรู้เชิงระบบ    ไม่มีกลไกหนุน Learning Loops   

หาก สพลร. ใช้กระบวนทัศน์เดิม    ก็จะตกร่องเดิม    และคุณภาพการศึกษาไทยก็จะอยู่ในกลุ่มต่ำต้อยที่สุดในโลกอีกต่อไป    เป็นสภาพที่เห็น และมีหลักฐานบอกจาก PISA และการประเมินนานาชาติอื่นๆ มากว่า ๒๐ ปี         

เราต่ำต้อยเพราะเราใช้กระบวนทัศน์ผิด    ไม่รู้จักใช้พลังแฝงที่มีอยู่ในระบบการศึกษาเอง   

ในช่วงเวลาประมาณ ๑๐ ปีที่ผมเข้าไปคลุกคลีกับเรื่องการศึกษา    ผมพบว่า มีครูและโรงเรียนจำนวนหนึ่ง   ที่มีอุดมการณ์สูงส่ง ในการสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับสูงแห่งศตวรรษที่ ๒๑   และดำเนินการเพื่อบรรลุอุดมการณ์นั้น   พิสูจน์ได้ว่า ได้ผลดีต่อนักเรียนอย่างยิ่ง     บางโรงเรียนดำเนินการมา ๒๐ ปี    และมีโรงเรียนอื่นๆ เข้าร่วมแนวทางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

นี่คือ “สินทรัพย์” (assets) ที่ทรงคุณค่ายิ่งของระบบการศึกษา   ที่ สพลร. น่าจะเข้าไปสนับสนุน และร่วมสร้าง “ความรู้จากการปฏิบัติ” (phronesis) สำหรับสร้างเป็น “โมเดลจากการปฏิบัติ”    ที่มี “การพัฒนายกระดับต่อเนื่อง” จากการปฏิบัติ นั้นเอง        

“โมเดลจากการปฏิบัติ” นี้   ไม่ใช่โมเดลที่หยุดนิ่งตายตัว    แต่เป็น “โมเดลที่เป็นพลวัต” (dynamic model)    ที่ สพลร. เอง  ไม่มีทางทำได้    เพราะต้องพัฒนาผ่านการปฏิบัติในสถานการณ์จริง เท่านั้น    สพลร. จึงควรพิจารณาพัฒนาโครงสร้างการทำงานในลักษณะของ “หน่วยพัฒนาและวิจัย”    ที่มีทักษะในการ engage ให้หน่วยปฏิบัติที่มี innovative attitude  และลงมือทดลองดำเนินการจัดการเรียนรู้เพื่อวางรากฐานให้นักเรียนมีสมรรถนะสูงและครบถ้วน    เข้ามาเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนา “หลักสูตรและการเรียนรู้”    เน้นที่“หลักสูตรและการเรียนรู้” ภาคปฏิบัติ   

แล้วสถาบัน สพลร. สังเคราะห์เป็น  “หลักสูตรและการเรียนรู้” ภาคทฤษฎี   เพื่อหมุนวงจรการเรียนรู้แบบสองวงจร (Double-Loop Learning) อย่างต่อเนื่อง   

ผมเขียนบันทึกนี้ เพราะรู้สึกว่า โครงสร้าง สพลร. ที่เสนอต่อคณะกรรมการเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๕   สะท้อนกระบวนทัศน์เก่า    ในขณะที่ทีมงานต้องการทำงานในกระบวนทัศน์ใหม่     ผมเกรงว่า โครงสร้างที่เสนอตามความเคยชิน จะกลายเป็นตัวปิดกั้นผลงานของ สพลร.   

โครงสร้างของ สพลร. ที่ถูกต้อง   คือโครงสร้างที่ทำหน้าที่หนุน Double-Loop Learning ของการศึกษาไทย   ผ่านการพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ ของฝ่ายปฏิบัติกลุ่มก้าวหน้า    นำมาสังเคราะห์เป็นหลักสูตร หรือหลักการ    สำหรับใช้ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพของผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง    

เราต้องไม่ลืมว่า สพลร. ได้รับการกำหนดไว้ใน ร่าง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... สำหรับทำหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา    ไม่ใช่เพื่อดำรงสภาพเดิมของระบบการศึกษา    โครงสร้างของ สพลร. ที่เสนอ สะท้อนวิธีคิดแบบเดิม ที่ผมทำนายว่า หากนำมาใช้   อีก ๑๐ ปีข้างหน้า คุณภาพการศึกษาไทยก็จะยังเหมือนเดิม     

บันทึกนี้เขียนโดยใช้ divergent phase of creative thinking   จึงอาจมีส่วนที่ผิดมากกว่าส่วนที่ถูกต้องเหมาะสม 

วิจารณ์ พานิช

๒๘ ม.ค. ๖๕