GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ชีวิตจริงของอินเทอร์น : ประภาคาร กับ หลุมดำในโรงเรียน

เมื่อเดือนที่แล้วได้มีโอกาสเข้าไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ Dr. Nancy Updegraff วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มาให้ข้อคิดในเรื่องของความเปลี่ยนแปลง และ การบริหารการเปลี่ยนแปลงในบริบทของโรงเรียน เธอมีประสบการณ์การเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนที่มีนักเรียนถึง ๘,๐๐๐ คน และทำงานเป็น “ครูของครู”มายาวนาน สิ่งที่นำมาแบ่งปันกันในวันนั้นจึงได้มาจากประสบการณ์ตรง และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

เธอเปรียบเทียบว่าผู้ที่เป็นครูใหญ่นั้น ต้องเป็นเช่นประภาคาร ที่จะต้องยืนหยัดอยู่ ณ สถานที่ตั้ง ไม่ว่าพายุจะโหมกระหน่ำรุนแรงสักเพียงใด

ความคิดที่ได้จากการระดมสมองของกลุ่มผู้สนใจ เกี่ยวกับหน้าที่ของประภาคารที่มีความสัมพันธ์กับหน้าที่ของครูใหญ่คือ

• ประภาคาร คือ อาคารที่ส่องแสงนำทางให้เรือในที่กำลังแล่นอยู่ในทะเลได้รู้ว่าฝั่งอยู่ที่ไหน
• ครูใหญ่ คือ ผู้ที่นำวิสัยทัศน์ให้คุณครูท่านอื่นๆได้เห็นว่าปลายทางการจัดการศึกษาอยู่ที่ไหน จะมีทิศทางการศึกษาเช่นไร ซึ่งครูใหญ่เองจะเป็นผู้ที่ทำให้ดู อยู่ให้เห็น รวมถึงสอนให้เป็น และยืนหยัดให้ทุกคนเชื่อมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง พร้อมทั้งคอยดูแลทุกคนให้อยู่ในเส้นทางนั้น และช่วยให้ทุกคนได้ทำในสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิม


โดยเฉพาะกับองค์กรที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเกิดขึ้นจากทุกคน!!



การเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง เริ่มต้นด้วยการทำภาพที่เราอยากเป็นให้ชัด ว่าเราอยากเป็นอะไรกันแน่ และเราจะเป็นสิ่งนั้นได้อย่างไร


แต่ที่แน่ๆ คือ เด็กในวันนี้แตกต่างไปจากเด็กเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วที่พวกเขามาโรงเรียนเพื่อที่จะเรียนเขียนอ่าน และประสบความสำเร็จในชีวิต แต่เด็กในยุคปัจจุบันนั้นไม่ใช่ พวกเขาต้องการอะไรที่มากกว่านั้น เราจึงต้องมาสอบทานกันให้ดีว่า


• วิสัยทัศน์ของโรงเรียนเป็นเช่นไร ตรงกับวิสัยทัศน์ของครูและบุคลากรหรือไม่ (โรงเรียนได้จัดทำไปแล้ว ในการจัดสัมมนาแบบมีส่วนร่วมของบุคลากรและผู้บริหารเมื่อวันที่ ๑๘-๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๙)
• วิสัยทัศน์ของผู้ปกครอง และของสังคมเป็นเช่นไร ตรงกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียนหรือไม่ (สภาครอบครัวเพลินพัฒนาร่วมกับคณะผู้บริหารโรงเรียน กำลังจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๐)

ปัญหาที่มักจะพบได้บ่อยก็คือ ครูใหญ่ไม่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน แน่นอน


ส่วนปัญหาของครูก็คือ


- ครูไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นวิธีการของครูคนอื่น จึงไม่รู้ว่าตนจะพัฒนางานการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างไร
- คนที่เป็นครูมักจะเคร่งครัด และไม่ค่อยยืดหยุ่น จึงไม่ค่อยพอใจกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น
- มักจะชอบพูดมากกว่าชอบฟัง
- เครียดได้ง่าย
- กลัวที่จะล้มเหลว
- มักจะต้องการการแก้ไขปัญหาที่สำเร็จได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

สิ่งที่เป็นปัญหาเหล่านี้ คืออุปสรรคที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ยาก แต่ในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงของทุกคนมาเป็นองค์ประกอบสำคัญ ตั้งแต่ตัวครูใหญ่ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และสังคม ซึ่งสังคมก็ควรจะได้รับรู้ว่า   “โรงเรียนไม่ใช่โรงซ่อม” หรือที่ Dr.Updergraff ใช้คำว่า “School not a great Fixer” นั่นคือ ถ้าทุกคนต้องการเด็กที่ดีขึ้น สังคมที่ดีขึ้น ก็ต้องมาลงมือลงแรงช่วยกันสร้าง ช่วยกันทำ และช่วยกันเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 69735
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 2
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง

ความเห็น (2)

ขอบคุณมากเลยครับสำหรับสิ่งที่นำมาเล่าให้ฟังนี้ กำลังคิดว่าจะเอาแนวคิดนี้ไปทำอะไรดี เช่นเรียบเรียงไปให้ผู้บริหารอ่าน หรืออะไรดี
ขอบคุณค่ะ... ตอนที่เขียนบันทึกก็รู้สึกอยู่หมือนกันว่านอกจากบริบทของโรงเรียนแล้ว ก็ยังน่าจะมีหน่วยสังคมอื่นๆที่ต้องการประภาคารเหมือนกัน ส่วนหลุมดำที่ครูมักพลาดตกลงไปก็เป็นหลุมของคนที่อยู่ในกลุ่มอาชีพอื่นได้อีก โปรดติดตามต่อไปได้ที่ blog เดียวกันนี้ค่ะ