๓๐ ปี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
คำนิยม
(และบอกเล่าเพิ่มเติม)
คำนิยมแรกก็คือ ผู้รวบรวมและเรียบเรียง “๓๐ ปี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ” เล่มนี้ มีความเข้าใจลึกซึ้ง ทั้งทางรูปธรรมและนามธรรมของ “กระบวนการ” ร่วมพัฒนาระบบสุขภาพ และมีความสามารถสูงในการเขียนอย่างคมชัดลึก ทำให้เห็นการเดินทางไกล (Long March) ของอุดมการณ์ ความคิด และแนวทางปฏิบัติ การจัดการทางวิชาการแนวใหม่ เพื่อสุขภาวะของคนไทย การสัมภาษณ์อดีตเลขาธิการมูลนิธิ ๗ ท่าน รวมทั้งเลขาธิการคนปัจจุบัน ซึ่งล้วนเป็นบุคลากรคุณภาพสูง ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวความมุ่งมั่น วิธีคิด ประสบการณ์ และข้อเสนอแนะอันมีค่ายิ่ง ทำให้ “๓๐ ปี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ” น่าจะเป็นแหล่งรู้ที่ดีถึงประสบการณ์จริงของกลุ่มและเครือข่ายคนจำนวนหนึ่งไม่น้อยทีเดียว ที่เพียรพยายามอย่างยาวนานเพื่อสุขภาวะของคนทั้งมวล
ท่านมหาตมะคานธี กล่าวว่า
“ถ้าคุณเรียนจากตำรา คุณได้ความรู้ แต่ถ้าคุณเรียนจากประสบการณ์ คุณได้ปัญญา”
หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ตำรา แต่เป็นบันทึกประสบการณ์อันยาวนานต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน หรือเพื่อสร้างความเป็นธรรมอันหาได้ยาก น่าจะเป็นแหล่งรู้ที่ดีของอนุชนคนรุ่นหลัง ที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความดีงาม
โดยที่ระบบสาธารณสุขของไทยผลิกโฉม (Transform) รวดเร็วอย่างมหัศจรรย์ จากประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ที่จังหวัดต่าง ๆ ไม่มีแพทย์เลยสักคน ใครเป็นไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคคอตีบ (ดิพธีเรีย - Diphtheria) ก็ตายหมด ในเวลาประมาณ ๕๐ ปี เรามีโรงพยาบาลจังหวัดครบทุกจังหวัด มีโรงพยาบาลอำเภอครบทุกอำเภอ มีสถานีอนามัยครบทุกตำบล มีสถาบันการแพทย์ที่ทันสมัย มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีองค์กรสนับสนุนระบบสุขภาพเชิงรุก คือรุกสร้างสุขภาพดี แทนที่จะรอซ่อมเมื่อสุขภาพเสียแต่เพียงอย่างเดียว ที่เรียกว่า “สร้างนำซ่อม” ในการผลิกโฉมระบบสุขภาพไทยนี้ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก มากกว่าตัวละครในมหากาพย์มหาภารตะยุทธของอินเดีย จะเรียกว่า “มหากาพย์การสาธารณสุขไทย” ก็ว่าได้ น่าจะมีการเชิญชวน แสวงหาผู้ที่มีฉันทะ วิริยะ ทำการศึกษาค้นคว้า และเขียนมหากาพย์การสาธารณสุขไทย ให้เป็นแรงบันดาลใจแก่คนไทยทั้งประเทศ
คำบอกเล่าเพิ่มเติมที่ผมจะเขียนดังต่อไปนี้ เป็นเฉพาะส่วนน้อย ที่ผมมีประสบการณ์โดยตรงเท่านั้น แต่กระนั้น ก็ยังจะดูยาวเกินไป สำหรับต่อท้ายคำนิยม ใน “๓๐ ปี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ” ต้องขออภัยผู้จัดพิมพ์ และผู้อ่าน
เรื่องเป็นดังนี้
1.รากและจุดกำเนิดของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ พรบ.วิชาชีพเวชกรรมออกมา ทำให้มีแพทยสภาในปี ๒๕๑๓ แพทยสภาต้องสร้างระบบฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน เกิดโจทย์ขึ้นว่าชนิดของแพทย์ประจำบ้านควรเปิดเสรี หรือมีข้อบังคับให้เป็นไปตามความต้องการของระบบบริการ แล้วระบบบริการควรเป็นอย่างไร แพทยสภาได้ตั้ง “คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอแนะการวางแผนการแพทย์และสาธารณสุขแห่งชาติ” โดยมี น.พ.ประเวศ วะสี กรรมการแพทยสภาโดยการเลือกตั้งเป็นประธาน ผมเป็นแพทย์เฉพาะทางที่โรงเรียนแพทย์ ไม่มีความรู้เชิงระบบ จึงต้องแสวงความช่วยเหลือ อาจารย์ น.พ.วีกิจ วีรานุวัตติ์ คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์ เคยบอกผมว่า “เพ็ชรน้ำหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุขคือ หมอไพโรจน์ นิงสานนท์” พี่ไพโรจน์ เลยกลายเป็นครูทางสาธารณสุขของผม
คณะอนุกรรมการดังกล่าวประชุมกันในวันเสาร์ ที่ห้องประชุมคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เพราะอาจารย์อารี วัลยะเสวี คณบดีเป็นผู้ที่สนใจระบบสาธารณสุข และเป็นอนุกรรมการอยู่ด้วย
ประเด็นคือ อาจารย์โรงเรียนแพทย์เป็นผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิควิชาการต่าง ๆ แต่ไม่เข้าใจระบบ กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบเรื่องระบบบริการ ทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่บูรณาการกันเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพที่ดี
การประชุมเรื่องระบบสาธารณสุข ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี อาจเป็นครั้งแรกที่คนกลุ่มหนึ่งจาก ๒ ฟาก มาประชุมปรึกษาหารือกันถึงเรื่องพัฒนาระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องยาวนาน นี้น่าจะเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์สาธารณสุขอย่างหนึ่ง
ฝ่ายสาธารณสุขที่มาร่วมประชุมด้วยเป็นประจำคือ น.พ.สมบูรณ์ วัชโรทัย น.พ.ไพโรจน์ นิงสานนท์ น.พ.ดำรงค์ บุญยืน มี น.พ.จิตต์ เหมะจุฑา อธิบดีกรมอนามัย มาร่วมด้วย ๑ หรือ ๒ ครั้ง ขนาดบ่ายวันเสาร์ที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๑๖ ที่รุ่งขึ้นจะเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม คณะศึกษาพัฒนาระบบสาธารณสุข ก็ยังประชุมกันอยู่
ความพยายามที่จะร่วมกันพัฒนาระบบสาธารณสุขต่อ ๆ มา ทำให้ตระหนักว่ามีความซับซ้อนและยาก ต้องการความต่อเนื่องทางปัญญา (Continuity of wisdom) ลำพังอำนาจไม่อาจทำได้สำเร็จ ความต่อเนื่องทางปัญญาเป็นปัจจัยสำคัญ ความต่อเนื่องทางปัญญาจะมาจากไหน เพราะในระบบรัฐ มีการใช้อำนาจสูงและขาดความต่อเนื่อง จึงเกิดความคิดเรื่ององค์กรอิสระที่มีความต่อเนื่อง นั่นคือความคิดที่เป็นต้นกำเนิดของ มสช. และ สวรส.
ในช่วงปี ๒๕๓๐ เมื่อคุณเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ น.พ.ไพโรจน์ นิงสานนท์ เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข วันหนึ่งผมเชิญทั้ง ๒ ท่านไปรับประทานอาหารร่วมกันที่ร้าน “บ้านคุณหลวง” ซึ่งอยู่หลังวชิรพยาบาลใกล้ ๆ กับวิทยาลัยพยาบาล ระหว่างรับประทานอาหารกัน ๓ คน ผมเสนอว่าน่าจะตั้ง “มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ” ทั้ง ๒ ท่านเห็นด้วย น.พ. ไพโรจน์ นิงสานนท์ เป็นผู้ไปขอจดทะเบียนก่อตั้ง น.พ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นผู้ยกร่างตราสาร ทางการยินยอมให้ใช้คำว่า “แห่งชาติ” เพราะผู้ยื่นเป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข น.พ.ไพโรจน์ และ น.พ.สงวน จึงเป็นประธาน และเลขาธิการคนแรกของมูลนิธิ
2. ทำไมชื่อ “แห่งชาติ” จึงเป็นองค์กรเล็ก - ตัวเล็กแต่เป้าหมายใหญ่
ความเป็นแห่งชาติไม่ได้อยู่ที่ความใหญ่ขององค์กร แต่อยู่ที่ Mission หรือความมุ่งหมายใหญ่ บ่อย ๆ ครั้ง องค์กรใหญ่ใช้งบประมาณมากแต่เป้าหมายต่ำ องค์กรใหญ่ต้องใช้พลังงานมากในการดำรงตนเอง และมีความขัดแย้งในตัวเองมากตามความใหญ่
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติจึงตัวเล็ก แต่มีเป้าหมายใหญ่ที่ระบบสาธารณสุขแห่งชาติ
3. มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ไม่ใช่องค์กรแบบแยกส่วนเป็นเอกเทศ แต่ทำงานเชิงเครือข่ายทางปัญญา แบบเครือข่ายเซลล์สมอง (Neuronal networks)
องค์กรต่าง ๆ ส่วนมาก เป็นองค์กรแบบแยกส่วนเป็นเอกเทศ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Self-centered) เน้นที่การแสดงผลงานของตัวเอง และถูกประเมินที่ผลงานของตัวเอง แข่งขันกันหรือถูกจัดอันดับด้วยผลงานของตัวเอง แบบนี้ล้าสมัยเกินไป และส่งเสริมความเห็นแก่ตัว และไม่ได้ผลแก่ส่วนรวมอย่างที่ควรจะเป็น
กลายเป็นแท่งอำนาจ หรือไซโล ไม่เชื่อมโยงทางปัญญา
สมองของมนุษย์ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่เป็นเครือข่ายของเซลล์สมอง (Neuronal networks) ทำให้มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงสุด ถ้าเซลล์สมองใช้โครงสร้างแบบแท่งอำนาจ เราคงตายไปนานแล้ว ไม่สามารถรอดชีวิตอยู่ได้
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ทำงานเป็นเครือข่ายทางปัญญากับองค์กรต่าง ๆ และไม่เน้นที่ผลงานของตนเอง แต่การเกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) ที่เป็นประโยชน์ต่อชาติ เห็นความหมายของคำว่า “แห่งชาติ” ไหมครับ
เราไม่เคยตีประเด็นให้แตกว่า คำว่า “สมองของชาติ” นั้นคืออย่างไร เมื่อตั้งองค์กรบางอย่างขึ้นมาโดยหวังให้เป็นสมองของชาติ ก็กลายเป็นองค์กรแบบแยกส่วนเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ก็เป็นสมองของชาติไม่ได้ ถ้าเลียนแบบเครือข่ายเซลล์สมองของมนุษย์ เราจะเข้าใจว่าโครงสร้างสมองของชาติควรเป็นเช่นไร การมีกลุ่มเซลล์สมองมาก ๆ และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย น่าจะใกล้ความจริง โดยหลักการนี้ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติก็เป็นกลุ่มเซลล์สมองกลุ่มหนึ่งที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอื่น ๆ ด้วยเจตจำนงความเป็น “แห่งชาติ”
4. แนวคิด “ตัวช่วย” หรือ Helper cell
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีความสำคัญยิ่ง ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับความเป็นไปทั้งหมดในร่างกาย เซลล์ภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า T cell มีศักยภาพสูง แต่กระนั้นก็ตามยังต้องการ T Helper cell หรือเซลล์ตัวช่วยไปกระตุ้นศักยภาพ
กระทรวงต่าง ๆ ก็ดี มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็ดี มีศักยภาพซ่อนเร้นสูงมาก แต่ยากที่จะริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ แต่ถ้ามี “ตัวช่วยจากภายนอก” เข้าไปช่วยหรือทำงานร่วมด้วย จะสามารถปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้
“ตัวช่วย” คือ บุคคล หรือกลุ่มบุคคล หรือองค์กรที่มีความรอบรู้ และร่วมเรียนรู้ ที่ไม่ทำเพื่อตัวเอง คนที่ทำเพื่อตัวเองไม่มีใครอยากให้ช่วย แต่ถ้าไม่ทำเพื่อตัวเอง ใคร ๆ ก็อยากให้ช่วย เพราะทำให้เขาได้เครดิตเพราะผลงาน “ตัวช่วย” ไม่ต้องการเครดิต แต่ต้องการให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติได้ทำหน้าที่ “ตัวช่วย” อย่างมาก ที่ช่วยหรือทำงานร่วมกับองค์กรอื่น ๆ ผลักดันให้เกิดองค์กรต่าง ๆ ช่วยเหลือแนะนำการจัดตั้งกลไก หรือองค์กรทำงานด้านต่าง ๆ จนเราเรียกเล่น ๆ ว่าเป็น “หมอทำคลอด” คือช่วยให้โครงการดี ๆ คลอดออกมาได้
ลองพิจารณาถึงบุคลิกของบุคคลเหล่านี้ บางคนที่ทำงานกับ มสช.
- น.พ. อารี วัลยะเสวี
- น.พ. วิจารณ์ พานิช
- น.พ. ธาดา ยิบอินซอย
- น.พ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ
- น.พ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์
ล้วนเป็นบุคคลที่มีสติปัญญาสูง และไม่ทำเพื่อตนเอง แต่ละคนจึงเป็น “ตัวช่วย” ที่ช่วยและร่วมทำงานกับบุคคลและองค์กรต่าง ๆ อย่างหลากหลาย เชื่อมโยงกันประดุจเครือข่ายเซลล์สมอง (Neural networks) หรือเครือข่ายทางปัญญา
ประเด็นหลักของประเทศไทย คือการพลิกโฉม (Transform) จากสังคมนิยมอำนาจ เป็นสังคมนิยมปัญญา หรือสังคมอุดมปัญญา จึงจะสามารถออกจากสภาวะวิกฤตได้ การมีเครือข่ายทางปัญญาอย่างกว้างขวางจึงมีความสำคัญยิ่ง
5. การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ในสถานการณ์จริง คือกระบวนทัศน์ใหม่ในเรื่องความรู้ วิชาการ และการเรียนรู้
สังคมปัจจุบันต่างจากสังคมโบราณโดยสิ้นเชิง สังคมโบราณเป็นสังคมง่าย ๆ ตรงไปตรงมา แต่สังคมปัจจุบันเชื่อมโยงกันทั่วโลกหลายมิติ เป็นระบบซับซ้อนที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เกิดความโกลาหลง่าย พยากรณ์ไม่ได้ ยากแก่การเข้าใจ ควบคุมไม่ได้ เครื่องมือเก่า ๆ ใช้ไม่ได้ผล เช่น อำนาจ เงิน การวิพากษ์วิจารณ์ การใช้ความรู้สำเร็จรูปตายตัว
ฉะนั้น การเรียนโดยท่องจำความรู้ก็ดี วิชาการแบบสร้างความรู้เป็นก้อน ๆ ก็ดี หรือเอาทฤษฎีที่เกิดจากสังคมโบราณมาใช้ก็ดี จึงล้าสมัยไม่ได้ผล
การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นกระบวนการที่ทรงพลังที่ทำให้ทุกคนฉลาดขึ้น ฉลาดร่วมกันเกิดอัจฉริยภาพกลุ่ม และปัญญาร่วม ทำให้ฝ่าอุปสรรคที่ยาก ๆ ได้ การพัฒนาต่าง ๆ ที่จะได้ผลจึงต้องใช้การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติเป็นเครื่องมือ เครือข่ายการพัฒนาระบบสุขภาพใช้เครื่องมือใหม่นี้ ในการขับเคลื่อนเรื่องต่าง ๆ ให้สำเร็จ ต้องใช้ความรู้ต่าง ๆ อย่างเชื่อมโยง จนบ่อย ๆ ครั้งก็ไม่รู้จะเรียกว่าศาสตร์อะไร ถ้าไม่ขับเคลื่อนเพียงแต่เรียนทางทฤษฎี หรือสร้างความรู้เพื่อความรู้โดยไม่ปฏิบัติ ความรู้มักจะอยู่ในรูปเป็นก้อน ๆ อย่างแยกส่วนหรือ static แต่ในการขับเคลื่อนความรู้จะ dynamic เชื่อมโยงและต้องปรับตัวหรือปรับปรุงตลอดเวลา
องค์ความรู้น่าจะต้องทำความเข้าใจสถานการณ์ใหม่ ความต้องการความรู้และการเรียนรู้แบบใหม่ ส่วนใหญ่ยังติดอยู่กับแบบเก่า ๆ
6. อนาคตของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
อดีตเลขาธิการหลายท่านได้ให้ความเห็นหลายแง่หลายมุมอย่างมีประโยชน์ สรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจังไม่มีอะไรเหมือนเดิม คนรุ่นใหม่ บุคลิกใหม่ ก็มีผลให้มูลนิธิมีบุคลิกใหม่ แต่ถ้าคนรุ่นใหม่จะศึกษาอดีตและหลักการบางอย่างที่อาจมีประโยชน์ต่ออนาคต บวกกับความคิดใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ อุดมการณ์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนก็น่าจะได้ผลมากขึ้น
โดยที่ มสช.อยู่ในเครือข่ายทางปัญญาเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพ อนาคตอาจไม่น่าเป็นห่วงมากนัก
7. ข้อเสนอแนะ ปัญญาสูงสุดของชาติใดชาติหนึ่งคือ นโยบายสาธารณะ
เพราะนโยบายสาธารณะมีผลกระทบใหญ่ต่อทุกองคาพยพของประเทศ ทั้งทางบวกและทางลบ จึงต้องการปัญญาสูงสุด
“กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม” หรือ P4
(Participatory Public Policy Process) จะให้คำตอบทุกเรื่องและพาชาติออกจากวิกฤต เครือข่ายองค์กรตระกูลส. มีความพร้อมมากที่สุดที่จะประสานการขับเคลื่อน P4 (ดูรายละเอียดในภาคผนวก)
ประเวศ วะสี
(ภาคผนวก)
“กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม หรือ P4”
(Participatory Public Policy Process)
จุดคานงัดประเทศไทย
โดย
ประเวศ วะสี
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์
ถ้าถามว่า จุดคานงัดของประเทศไทยคืออะไร
ที่ถ้างัด ณ จุดนี้ แล้วจะมีผลไปสู่ทุกเรื่อง
ทั้ง เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - สิ่งแวดล้อม - วัฒนธรรม
- สุขภาพ - การศึกษา และประชาธิปไตย
คำตอบคือ P4 (Participatory Public Policy Process)
“กระบวนการนโยบายสาธารณสุขแบบมีส่วนร่วม”
๑
เครือข่ายองค์กรตระกูล ส. มีความพร้อมมากที่สุด
ที่จะเริ่มต้นการขับเคลื่อน P4
เครือข่ายองค์กรตระกูล ส. หมายถึง
- สช. (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ)
- สวรส. (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข)
- สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ)
- สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)
- สรพ. (สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล)
- มสช. (มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ)
(อาจจะเพิ่มองค์กรอื่นอีกก็ได้ ที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเริ่มต้น)
ทั้ง ๖ องค์กรตระกูลส. ดังกล่าว มีความเป็นอิสระ มีความคล่องตัว มีงบประมาณ พอสมควร ทำงานทางปัญญา เพื่อสุขภาวะของคนทั้งมวล
และโดยที่ “สุขภาพคือทั้งหมด” (Health is the Whole) และนโยบายสาธารณะมีผลต่อทั้งหมด (Public Policy is the Whole) จึงมีความชอบธรรม หรือเป็นหน้าที่ที่จะต้องขับเคลื่อน P4
๒
แนวทางการปฏิบัติ
โดยย่อมีดังนี้
- ร่วมกำหนดประเด็นใหญ่ของประเทศไทย (Thailand Big Issues) โดยทุกภาคส่วนของสังคม รวมทั้งพรรคการเมือง สมมุติว่าได้ ๒๕ ประเด็น ซึ่งถ้าทำแล้วจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ทำให้ประเทศหลุดจากสภาวะวิกฤตอย่างเรื้อรัง พร้อมที่จะเกิดความเจริญอย่างแท้จริง
๒๕ ประเด็นใหญ่นี้ คือ ประเด็นนโยบายสาธารณะแห่งชาติ ที่คนไทยร่วมกำหนด ไม่ใช่ของใคร หรือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
- จัดการพิมพ์ “๒๕ ประเด็นนโยบาย”แห่งประเทศไทย” ให้เป็นสมุดปกขาวที่สวยงาม แล้วเผยแพร่ทั่วประเทศ ทำให้คนไทยเกิดความมุ่งมั่นร่วมกัน คนไทยไม่เคยมีความมุ่งมั่นร่วมกัน ความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะเป็นพลังประดุจการรวมแสงเลเซอร์ เป็นพลังขับเคลื่อนนโยบาย
- จัดการให้มีกลุ่มขับเคลื่อนนโยบาย ๒๕ กลุ่ม
- กลุ่มขับเคลื่อนนโยบายศึกษาวิจัยขับเคลื่อนนโยบายครบวงจร ๑๒ ขั้นตอนความสำเร็จ[*] แล้วทำการขับเคลื่อนจาก ๑ ถึง ๑๒
ระบบนโยบายมีองค์ประกอบใหญ่ ๓ ซึ่งแตกออกได้เป็น ๑๒ ขั้นตอน คือ
ระบบนโยบาย
| ลักษณะงาน | ขั้นตอน | |
|
วิชาการ | ๑ - ๔ |
|
การเมือง | ๕ |
|
การบริหารจัดการ | ๖ – ๑๒ |
| รวม ๑๒ ขั้นตอน |
ถ้าทำครบทั้ง ๑๒ ขั้นตอน ไม่มีทางไม่สำเร็จ จึงเรียกวิธีการนี้ว่า “สัมฤทธิศาสตร์”
ที่ผ่านมา ที่ไม่ค่อยทำอะไรสำเร็จเพราะทำเป็นส่วน ๆ หรือบางส่วนไม่ครบวงจร วงจรไฟฟ้าที่ไม่ครบวงจรไฟเดินไม่ได้ฉันใด เรื่องนโยบายก็เช่นเดียวกันเมื่อทำอะไรไม่สำเร็จก็จะกล่าวโทษกันไปมา ทะเลาะ และขัดแย้งกันมากขึ้น “กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม” หรือ P4 จะนำคนไทยทั้งชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน และมีส่วนร่วมในการได้รับผลจากนโยบายสาธารณะที่ดี นี่คือประชาธิปไตยที่แท้จริง
๓
“การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ”
(Interactive learning through action)
“กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม” หรือ P4 ดังกล่าว ใช้เครื่องมือขับเคลื่อนคือ “การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง” อันเป็นกระบวนการทางปัญญาที่ยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งชาติ กระบวนการนี้ ยิ่งทำ
- ยิ่งรักกันมากขึ้น
- ยิ่งเชื่อถือไว้วางใจกันมากขึ้น
- ยิ่งฉลาดขึ้น และฉลาดร่วมกัน เกิดอัจฉริยะกลุ่ม นวัตกรรม ปัญญาร่วม (Collective wisdom)
- ทั้งหมดเป็นพลังที่ฝ่าความยากไปสู่ความสำเร็จ
- ทุกคนมีความสุข ประดุจบรรลุนิพพาน
ในสังคมที่ซับซ้อน การใช้อำนาจและการแบ่งขั้วแบ่งข้างเข้าปะทะกันไม่มีพลังที่จะฝ่าออกไปได้ ดังที่เป็นมา แต่กระบวนการทางปัญญาของคนไทยทั้งชาติ มีพลังที่จะก้าวข้ามอุปสรรคทั้งปวง
๔
กระบวนการนโยบายสาธารณะจะทำให้การเมืองลงตัว
วิกฤตการเมืองเรื้อรังของไทยดำเนินมากว่า ๑๐๐ ปี ถ้านับตั้งแต่กบฏหมอเหล็งในต้นรัชกาลที่ ๖ ทำอย่างไร ๆ การเมืองก็ไม่ลงตัว ทำให้เสียโอกาส และประเทศก้าวไปข้างหน้าไม่ได้
การเมืองเป็นส่วนหนึ่งหรือขั้นตอนหนึ่งของระบบนโยบาย คือขั้นตอนที่ ๕ ระบบนโยบาย ยังมีอีก ๑๑ ขั้นตอน ในเมื่อพยายามพัฒนาการเมืองอย่างแยกส่วน และเป็นการเมืองเชิงอำนาจ จึงไม่สำเร็จ การเมืองต้องเป็นการเมืองเชิงปัญญา และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนโยบาย ๑๒ ขั้นตอน ก็จะเกิดความสำเร็จ เมื่อนโยบายเป็นระบบครบวงจรโดยการมีส่วนร่วมของคนไทยทั้งประเทศ การเมืองก็จะมีคุณภาพนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ นักการเมืองทุกคนจะกลายเป็นคนเก่ง คนดี เพราะระบบดี พรรคการเมืองจะกลายเป็นสถาบันพัฒนานโยบาย นักการเมืองจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการขับเคลื่อนนโยบาย
P4 จึง ทำให้การเมืองลงตัว และบ้านเมืองลงตัว
ต่อไปพรรคการเมืองใดมาเป็นรัฐบาลก็จะสบายมาก โดยประกาศว่านโยบายของพรรคในการบริหารประเทศ ก็คือนโยบาย ๒๕ ประการ ที่ประชาชนร่วมสร้างกันมานั่นแหละ เพราะเป็นของกลางที่คนไทยทั้งชาติร่วมสร้าง รัฐบาลที่ตามหลังประชาชนจะง่ายและสะดวกสบาย ประชาชนรักด้วย และร่วมขับเคลื่อนนโยบาย ๒๕ ประเด็นที่เขาร่วมสร้าง
๕
P4 ให้คำตอบเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่
และการพัฒนาศักยภาพคนไทย
เพราะระบบการศึกษาไม่ให้คำตอบ คนรุ่นใหม่ที่มีพลังอุดมการณ์ และต้องการสร้างสรรค์ จึงต้องลงถนน และประเทศก็ไม่มีคำตอบให้เขา นอกจากศาลตัดสินจำคุกคนหนุ่มสาว
P4 เป็นกระบวนการประชาธิปไตย และกระบวนการทางปัญญาที่คนรุ่นใหม่สามารถเข้าร่วมขับเคลื่อน ณ จุดต่าง ๆ เขาจะเข้าใจความเป็นจริงของประเทศ สามารถมีความฝันได้เต็มที่ และเข้าร่วมทำความฝันให้เป็นจริงด้วยสัมฤทธิศาสตร์
อุดมการณ์ที่ไม่มีการจัดการ ไม่นำไปสู่ความสำเร็จ แต่อาจมีอันตรายทั้งต่อตัวเอง และผู้อื่น
P4 เป็นกระบวนการจัดการอุดมการณ์ให้เป็นความจริง โดยการมีส่วนร่วมของคนทั้งประเทศ จึงให้คำตอบเรื่องคนรุ่นใหม่ได้ และคนรุ่นใหม่จะเป็นพลังสร้างสรรค์อนาคตประเทศไทย
๖
นโยบายสาธารณะที่ดีเป็นปัจจัยสุขภาพ
ตาม Ottawa Charter
ตาม Ottawa Charter ปัจจัยใหญ่ ๆ เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน มี ๕ อย่างคือ
- พฤติกรรมสุขภาพ
- สิ่งแวดล้อมที่ดี
- ชุมชนเข้มแข็ง
- ระบบบริการสุขภาพดี
- นโยบายสาธารณะที่ดี (Healthy Public Policies)
เพราะฉะนั้นจึงมีความชอบธรรม และหน้าที่ตระกูลส. ที่จะริเริ่มและประสานการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม P4 เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ไปสู่สังคมสันติสุข ประเทศไทยจะเข้มแข็งและเป็นตัวอย่างแก่โลกว่า ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่ก่ออัตถประโยชน์นั้นคืออย่างไร
[*] คู่มือขับเคลื่อนระบบนโยบายครบวงจร ๑๒ ขั้นตอน สู่ความสำเร็จ (คู่มือสัมฤทธิศาสตร์พาชาติออกจากวิกฤต)
